
เรียนให้สนุก ใช้ชีวิตให้คุ้ม และจบด้วยเกียรตินิยม
ช่วงนี้เป็นช่วงเปิดภาคเรียนของน้องๆ วัยมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้นที่สุดเวลาหนึ่งของชีวิตมนุษย์แล้วนะคะ
โดย...หนูดี-วนิษา เรซ ภาพ รอยเตอร์ส
ช่วงนี้เป็นช่วงเปิดภาคเรียนของน้องๆ วัยมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้นที่สุดเวลาหนึ่งของชีวิตมนุษย์แล้วนะคะ เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากความเป็นเด็กในระยะสุดท้ายเข้าไปสู่ช่วงแรกๆ ที่เราเริ่มรู้สึกได้ถึงความเป็น “ผู้ใหญ่” เรียกว่าเป็นผู้ใหญ่ระยะทดลองก็แล้วกัน หนูดียังจำได้ถึงความรู้สึกหวั่นไหวแกมตื่นเต้นของตัวเองได้ชัดเจน เพราะต้องไปเรียนต่อที่อเมริกาด้วย จึงทำให้รู้สึกหัวใจสั่นมากกว่าถ้าเราจะเข้าเป็นนักเรียนปีหนึ่งในประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตามจะรู้สึกอย่างไรชีวิตเด็กคนหนึ่งก็ต้องดำเนินต่อไปและก้าวเข้าสู่ชีวิตช่วงต่อไปให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้
แต่มันจะดีสักแค่ไหนหากในช่วงเวลาเริ่มต้นใหม่ที่แสนจะตื่นเต้นและหวั่นไหวนี้ มีรุ่นพี่สักคนเดินมาแล้วให้ป้ายบอกทางกับเรา ถ้าเราได้ยินคนที่เดินผ่านเส้นทางเดียวกันไปและสำเร็จได้อย่างดี เราคงอุ่นใจที่จะทำตามเขาบ้าง...ในรูปแบบของเราเอง
ตอนหนูดีเริ่มต้นเรียนก็มีรุ่นพี่ปริญญาเอกที่ถูกเกณฑ์กันมานั่งเป็นคณะเพื่อเล่าประสบการณ์ให้รุ่นน้องอย่างหนูดีนั่งฟังกันตาโต ทุกสิ่งที่ทำตามรุ่นพี่ไปทำให้หนูดีได้เกรดดีๆ มาครองแบบไม่ต้องคลำหาทางเองทั้งหมด...รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจยิ่งนัก พอมาถึงคราวหนูดีเรียนจบและกลับมาทำงานบ้าง มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งมาเชิญหนูดีไปพูดวันปฐมนิเทศน์ให้น้องๆ ปีหนึ่งฟัง ซึ่งเป็นงานที่หนูดีชอบที่สุด ปีนี้เนื่องจากไปอเมริกามาเกือบหนึ่งเดือนเลยมีโอกาสมาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพียงที่เดียว น่าเสียดายที่ไม่ได้แบ่งปันข้อมูลนี้ให้กับรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยอื่น จึงขอนำข้อมูลมาแชร์ไว้ในคอลัมน์ เผื่อมีนักศึกษาหรือคุณพ่อคุณแม่ คุณครูมาอ่านจะได้นำสิ่งที่หนูดีเคยทำและได้ผลและเป็นสิ่งที่หนูดีก็ได้รับการสอนมาอีกทีไปใช้ต่อๆ กันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดค่ะ
อันดับแรก เด็กๆ ต้องรู้ว่าสองสัปดาห์แรกของภาคเรียนนั้นจะกำหนดสี่ปีที่เหลือของเราเลยว่าบรรยากาศการเรียนและการใช้ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร เด็กบางคนเปิดเทอมมาก็ชิลๆ ไม่สนใจอะไรมากมายถือว่าแค่เพิ่งเริ่ม แต่หารู้ไม่ว่า เด็กกลุ่มที่จะเรียนจบรับปริญญาด้วยเกียรตินิยมนั้นเขาเตรียมตัวมาล่วงหน้าก่อนเปิดเทอมเสียด้วยซ้ำ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ปีนี้หนูดีลองถามน้องๆ ในหอประชุมประมาณ 4,500 คนว่า “มีใครตั้งใจว่าเข้ามาเรียนที่นี่แล้วต้องจบออกไปด้วยเกียรตินิยมบ้างคะ” เชื่อไหมว่า มีเด็กๆ ยกมือประมาณครึ่งหอประชุม นับได้คร่าวๆ ด้วยสายตาก็น่าจะหลักพันคน น่าประทับใจอย่างยิ่ง เพราะนี่น่าจะเป็นเรตที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งที่หนูดีเคยไปบรรยายมาเลยค่ะ
อันดับต่อมา หนูดีแนะนำน้องๆ ว่า ในสัปดาห์แรกของเปิดเทอมเราควร “ตั้งเป้าหมายและเขียนลงในกระดาษ” ให้เรียบร้อย เพราะจากหลายๆ งานวิจัยพบว่า คนที่ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรจะมีโอกาสทำตามเป้าหมายได้สำเร็จมากกว่าคนที่เพียงแค่คิดถึงมันเฉยๆ หรือไม่ตั้งเป้าหมายเอาเสียเลย จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเยลในปี ค.ศ. 1952-1972 ที่ตามชีวิตบัณฑิตจบใหม่พบว่า มีเพียง 3% เท่านั้นที่เขียนเป้าหมายชีวิตอย่างชัดเจนลงในกระดาษ แต่เมื่อยี่สิบปีผ่านไป พบว่า รายได้และสินทรัพย์รวมของนักศึกษา 3% นั้นรวมแล้วมีมากกว่าอีก 97% ที่เหลือ (คนที่ไม่ได้ตั้งเป้าหมายชัดเจน หรือตั้งแต่ไม่เขียนอย่างชัดเจน) รวมกันเสียอีก เป็นตัวเลขผลสรุปที่น่าตกใจจนหนูดีฝึกตัวเองให้เขียนเป้าหมายรายปีกันเลยทีเดียว
เมื่อมีการสำรวจเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้นักศึกษาเรียนไม่จบหรือถูกไทร์ตั้งแต่ปีหนึ่งนั้น สามเหตุผลที่เด่นสุดในอเมริกา คือ หนึ่ง รับมือกับการเรียนและการท่องหนังสือรวมถึงการสอบไม่ไหว สอง จัดสมดุลระหว่างชีวิตในห้องเรียนกับชีวิตนอกห้องเรียนไม่ได้ โดยเฉพาะการปาร์ตี้อย่างหนักหน่วงโดยไร้เงาพ่อแม่ควบคุมเป็นครั้งแรก และสาม อกหักเลิกกับแฟน
จึงทำให้หนูดีเองเมื่อไปบรรยายที่ไหนที่มีนักศึกษา จะคอยเตือนน้องๆ เรื่องความรักเสมอ ว่า น้องมาเรียนมาหาความรู้ จะมีแฟนพี่ไม่ว่า (เพราะว่าไปก็ห้ามไม่ได้ พี่ผ่านช่วงนั้นมาแล้ว พี่เข้าใจ) แต่น้องต้องเข้าใจความเสี่ยงและสิ่งที่น้องจะต้องสูญเสียหากมันเกิดพลาดขึ้นมา ไม่ต้องอะไรมากหรอกค่ะ ถ้าบริหารไม่ดี ตอนมีความสุขก็อยากแต่จะอยู่ด้วยกันไม่อยากเข้าเรียน พออกหักเลิกกันอีก คราวนี้ยิ่งไม่มีแรงไปเรียน ไม่เห็นเหตุผลว่าจะเรียนไปทำไม ทั้งๆ ที่ความจริงเรามามหาวิทยาลัยก็เพื่อมาหาความรู้สำหรับอาชีพในอนาคต ทำให้พ่อแม่ภูมิใจและเลี้ยงดูท่านได้ การมีความรักแม้เป็นเรื่องที่สวยงาม แต่ความเสี่ยงสูงมาก หนูดีบอกน้องว่า คิดดูสิน้องอายุกันสิบเศษๆ จะรับมือเก่งได้อย่างไร คนอายุสามสิบสี่สิบอกหักกันทียังแทบตายขนาดผ่านอะไรมาไม่น้อย นั่นคือเหตุผลที่ทำไมการอกหักยังคงเป็นเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้น้องเรียนกันไม่จบหรือเกรดเสียหายกันจำนวนมาก
อีกสิ่งที่หนูดีเห็นว่าสำคัญก็คือ “การแยกให้ออกระหว่างสิ่งที่เป็นปัญหากับสิ่งที่ไม่เป็นปัญหา” ให้ได้ วิธีการแยกก็คือ ปัญหาไหนที่ไม่มีทางแก้ ไม่มีทางออก ก็นับว่ามันไม่ใช่ปัญหา แต่มันคือ “ความจริงของชีวิต” ที่เราต้องรับให้ได้ เช่น การที่พ่อแม่มีนิสัยที่ไม่ถูกใจเรา อาจจะขี้บ่นไปบ้าง ดุไปบ้าง เคร่งเครียดไปบ้างนั้น ไม่ใช่ปัญหานะคะ เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพ่อแม่ได้ ดังนั้นเราจึงทำได้แต่ “ทำใจ” และปรับตัวไปตามสถานการณ์ พอคิดได้แบบนี้ เราจะไม่ไปวุ่นวายกับสิ่งที่ไม่มีทางออก และเอาสมองอันมีค่าของเราไปคิดในเรื่องที่แก้ไขได้ดีกว่า ประเด็นนี้แม้ผู้ใหญ่หลายคนก็ยังคิดไม่ออกคิดไม่ตกจึงทำให้ชีวิตเคร่งเครียดในเรื่องที่ตัวเองก็ทำอะไรไม่ได้ เหมือนการเหยียบคันเร่งของรถที่เข้าเกียร์ว่าง เร่งแรงแค่ไหนรถก็ขยับไม่ได้เสียที สำหรับหนูดี ข้อนี้ข้อเดียวก็ครอบคลุมเกือบทุกเรื่องในการใช้ชีวิตแล้ว
ขอใช้โอกาสนี้ในการฝากอวยพรวันเปิดเทอมใหม่ไปยังน้องๆ นักเรียน นักศึกษาทุกคนให้มีการเรียนที่ราบรื่นตลอดทั้งปีนะคะ โชคดีวันเปิดเทอมค่ะ







