posttoday
ลมหายใจใต้น้ำ นัท สุมนเตมีย์

ลมหายใจใต้น้ำ นัท สุมนเตมีย์

02 สิงหาคม 2558

ทุกวันนี้เราหายใจเป็นอัตโนมัติ แต่สำหรับคนใต้น้ำ ทุกๆ ลมหายใจคือ ความเป็นความตาย

โดย...กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ นัท สุมนเตมีย์

ทุกวันนี้เราหายใจเป็นอัตโนมัติ แต่สำหรับคนใต้น้ำ ทุกๆ ลมหายใจคือ ความเป็นความตาย

นัท สุมนเตมีย์ สำรวจโลกใต้ทะเลมากว่า 20 ปีเพื่อบันทึกภาพสิ่งมีชีวิตที่คนบนดินมองไม่เห็น ตั้งแต่จำความได้คุณนัทก็อยู่กับท้องทะเล เขาได้ทักษะดำน้ำจากพ่อ เริ่มดำน้ำแบบสกูบาเมื่อปี 2534 และบันทึกภาพใต้น้ำตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชื่อ นัท สุมนเตมีย์ จึงกลายเป็นนามของช่างภาพใต้น้ำคนแรกของประเทศไทย จนทุกวันนี้เขาก็ยังเป็นนัมเบอร์วันในวงการ

 

เสี้ยววินาที

“ผมดำน้ำมา 20 กว่าปีแล้ว เวลาลงน้ำยังตื่นเต้นอยู่ไหม” เขาทวนคำถาม “ก็ขึ้นอยู่กับว่าดำน้ำที่ไหน ถ้าเป็นที่ที่เราคุ้นเคยอย่างสิมิลันหรือกองหินริเชลิวที่ผมดำเป็นพันไดฟ์แล้วก็คงไม่ตื่นเต้น แต่ถ้าเป็นสถานที่ใหม่ๆ ที่เราไม่เคยไปหรือไปไม่บ่อยนักอย่างกาลาปากอส หรือไปในช่วงจังหวะการล่าฝูงซาร์ดีนของโลมากับฉลามที่แอฟริกาใต้ ที่เรารู้ว่ากระโดดน้ำลงไปจะมีฝูงฉลามนับร้อยรอเราอยู่ข้างล่าง ถ้าบอกว่าไม่ตื่นเต้นเลยก็คงไม่ใช่”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เขาตื่นเต้นทุกครั้งกลับเป็นการทำงาน “ประเด็นการดำน้ำของผมคือการลงไปทำงาน บันทึกทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ” นัทกล่าว “ผมว่าผมตื่นเต้นกับการทำงานมากกว่า การทำงานแต่ละครั้งเราเดินทางและเฝ้ารอนานนับเดือน เพื่อรอจังหวะที่จะเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ถ้าเกิดพลาดจังหวะนั้นไปแล้วเราอาจจะต้องเริ่มต้นรอคอยใหม่ หรืออาจจะไม่มีโอกาสเห็นอีกเลย ผมว่าตรงนี้ที่ผมตื่นเต้น”

ลมหายใจใต้น้ำ นัท สุมนเตมีย์

 

 

เบื้องหลังของภาพแต่ละภาพมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่มากกว่าอุปกรณ์และเทคนิค นั่นคือ ความไว้วางใจ สติ และสมาธิ เขายกตัวอย่างเวลาก่อนลงน้ำว่าต้องตั้งสมาธิลำดับสิ่งต่างๆ เมื่อลงไปใต้น้ำ “ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วินาทีที่เกิดปรากฏการณ์บางอย่างขึ้นเบื้องหน้าเรา บางทีมันเหมือนความฝัน เผลอไปแวบเดียวก็เหลือแต่ผืนน้ำที่ว่างเปล่าไปแล้ว” เขากล่าว

นอกจากนี้ นัทได้ยกให้เป็นเรื่องการสร้างความไว้วางใจแก่สัตว์น้ำเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง “เพราะต่อให้มีอุปกรณ์ดีแค่ไหน ถ้าไม่สามาถสร้างความไว้วางใจให้เขาเข้ามาอยู่ในระยะที่เราจะบันทึกภาพได้ก็เปล่าประโยชน์” เขายังอธิบายเชิงเปรียบเทียบกับการถ่ายภาพสัตว์ป่าให้ฟังว่า การเฝ้ารอสัตว์ป่าจะเฝ้าอยู่ในซุ้มบังไพรห่างจากสัตว์ป่าราว 20-30 เมตร แล้วใช้เลนส์เทเลโฟโต้ระยะ 300-500 มิลลิเมตรบันทึกภาพ ซึ่งแตกต่างจากการถ่ายภาพใต้น้ำที่สัตว์น้ำจะอยู่เบื้องหน้าในระยะไม่เกิน 3-4 เมตร

 

“เพราะว่าน้ำเป็นตัวแปรสำคัญ” เขาอธิบาย “บนบกเราจะมองเห็นผ่านอากาศได้ไม่ต่ำกว่า 10 กิโลเมตร ในวันที่อากาศดี แต่ในนั้นวันที่น้ำใส ทัศนวิสัยดี เราอาจมองเห็นได้ไกลแค่ 30 เมตรเท่านั้น เลนส์ที่ผมใช้งานส่วนใหญ่จึงเป็นเลนส์ฟิชอายกับเลนส์มุมกว้าง ที่เหลือก็คือการเฝ้ารอจังหวะที่จะเกิดขึ้น”

ส่วนการสร้างความไว้วางใจเขาแนะนำวิธีที่ง่ายและดีที่สุด คือ ทำตัวให้เหมือนสัตว์น้ำตัวหนึ่งที่ไม่มีภัยคุกคามใดๆ “เราต้องนิ่งพอให้สัตว์ตัวนั้นว่ายเข้ามาหาเราเอง” ซึ่งมีหลายครั้งที่ต้องถอดใจแต่เขาก็จะกลับมาใหม่เพื่อให้ได้จังหวะนั้น

ลมหายใจใต้น้ำ นัท สุมนเตมีย์

กลัวตัวเอง

ไม่ว่าอย่างไร คนเราก็ต้องมีความกลัวกันทั้งนั้น สำหรับช่างภาพใต้น้ำคนนี้เขากลัว “ตัวเอง” มากที่สุด คุณนัทกล่าวถึงเรื่องการตัดสินใจเพื่อลมหายใจของตัวเอง “เราดำน้ำลงไปอยู่ใต้ความกดอากาศ เรามีกฎหลายอย่างที่จะต้องทำ เช่น การคำนวณเวลาที่เราจะอยู่ในความลึกนั้นๆ” นักดำน้ำทุกคนย่อมทราบดี “แต่หลายครั้งหลายหนที่ผมต้องตัดสินใจยกเลิกการทำงาน เพราะว่าอยู่ในความลึกนั้นเกินเวลาที่ปลอดภัย แม้ว่ายังมีอากาศเหลืออยู่ในถังเพียงพอก็ตาม”

นั่นคือเขาต้องตัดใจแม้ว่าจะขัดใจอยู่บ้างก็ตาม นอกจากนี้สิ่งที่น่ากลัวอันดับถัดมาคือ กระแสน้ำ เขาเล่าว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมานักดำน้ำเสียชีวิตเพราะกระแสน้ำมากที่สุด มากกว่าฉลามหรือสัตว์ร้ายอื่นๆ อย่างที่คาดกัน

 

อึดเข้าไว้

ส่วนตัวเขามีประสบการณ์กับสัตว์น้ำมานับไม่ถ้วน หลายครั้งที่อยู่ในเหตุการณ์การล่าเหยื่อ เหตุการณ์ตามวัฏจักรธรรมชาติที่ไม่อาจลืม เขาย้อนกลับไปครั้งเมื่อถ่ายทำสารคดีโลกโสภาที่แอฟริกาใต้ ครั้งนั้นมีเป้าหมายเพื่อบันทึกภาพฝูงปลาซาร์ดีนหรือที่เรียกว่า ซาร์ดีน รัน (Sardine Run) ปรากฏการณ์ซาร์ดีนจะเกิดขึ้นทางฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริกา ฝูงซาร์ดีนจะอพยพมาจากขั้วโลกใต้พร้อมๆ กับสัตว์นักล่าอย่างโลมา ฉลาม และฝูงนกแกนแนท แต่ปรากฏการณ์นี้ไม่สามารถกำหนดเวลาได้ บางปีอาจเกิดไม่กี่วันและสามารถเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้

ลมหายใจใต้น้ำ นัท สุมนเตมีย์

“เราต้องอาศัยลูกอึดล่ะครับ” เขากล่าว “เฝ้ารอมันเข้าไป ผมไปเฝ้าปรากฏการณ์นี้อยู่สองฤดูกาล ครั้งหนึ่งประมาณหนึ่งเดือน ตื่นตั้งแต่ตีห้า ใส่ชุดเวตสูทเย็นเฉียบฝ่าอากาศหนาวราวแปดองศาเซลเซียส ไปขึ้นเรือยางติดเครื่องยนต์ วิ่งฝ่าคลื่นลมออกไปรอกลางทะเลทั้งวันโดยพยายามวิ่งตามฝูงนกไปเรื่อยๆ ฝากความหวังไว้กับประสบการณ์กัปตันเรือเป็นหลัก” เขายังเล่าด้วยว่าเวลาส่วนใหญ่แล้วจะอยู่บนเรือ ซึ่งฤดูกาลแรกการเฝ้ารอปลาซาร์ดีนไม่ประสบความสำเร็จ แต่เขาได้ย้อนกลับไปใหม่ในฤดูกาลถัดไป ปรากฏว่า “ประสบความสำเร็จเล็กๆ” เขานิยามเช่นนี้

“ซีซั่นที่สอง เราเห็นฝูงโลมาไล่ล่าและล้อมฝูงซาร์ดีนเล็กๆ เพียงครึ่งชั่วโมง เมื่อเทียบกับระยะเวลาที่เรารอคอยทั้งสองซีซั่นรวมประมาณสองเดือน ผมว่ามันคุ้ม”

เขาอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในนาทีนั้นให้ฟังว่า ฝูงปลาซาร์ดีนมันว่ายน้ำม้วนตัวเป็นก้อนกลมเหมือนลูกบอลยักษ์ จากนั้นโลมาจะสื่อสารกันด้วยเสียงแหลมๆ ก่อนที่จะมีเสียงแหลมดังวิ้วเหมือนเป็นสัญญาณให้โลมาทุกตัวพุ่งเข้าใส่ฝูงซาร์ดีนด้วยความเร็วสูง นอกจากนั้นฝูงนกบนท้องฟ้าก็บินโฉบลงมากินปลาเช่นกัน หน้าที่ของช่างภาพก็คือว่ายตามฝูงซาร์ดีนไปเรื่อยๆ โดยที่เปิดทางให้โลมาต้อนฝูงปลาให้อยู่สภาพกลมใหญ่หรือที่เรียกว่า Baitball อย่างนั้น

นอกจากนี้ เขายังมีประสบการณ์ดำน้ำแปลกๆ อย่างการดำน้ำแบบ Pelagic Magic หรือการล่องมหาสมุทรยามค่ำคืน ประสบการณ์นี้เกิดขึ้นที่นอกชายฝั่งโคน่า มลรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาเล่าว่า “มันเหมือนกับว่าเราเป็นมนุษย์อวกาศที่ลอยอยู่นอกโลกมากกว่า” นั่นคือ เรือที่นั่งอยู่จะลอยคอไปตามกระแสน้ำกลางมหาสมุทร บริเวณนั้นจะเป็นเหวลึกลงไปกว่า 1 ไมล์ จากนั้นเปิดไฟล่อให้แพลงตอนขึ้นมาจากความลึก และตัวเขาก็ลงไปดำดิ่งในมหาสมุทรนั้นด้วยโดยผูกตัวไว้กับเชือกที่ติดกับเรือยาว 30-50 เมตร ความรู้สึกจึงไม่เหมือนกับดำน้ำ แต่มันคือการอยู่ในโลกเรืองแสงอย่างที่เขาเรียกว่าจักรวาลในอวกาศนั่นเอง

ลมหายใจใต้น้ำ นัท สุมนเตมีย์

3 ที่ก่อนตาย

จากประสบการณ์ดำน้ำมากกว่า 20 ปี เขาแนะนำที่ที่ต้องไปดำน้ำก่อนตายไว้ 3 แห่ง ได้แก่ ทะเลอันดามัน ประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นหินม่วง หินแดง สิมิลัน ตาชัย และกองหินริเชลิว เขายังยกให้เป็นที่ 1 ด้วยเหตุผล “ไม่ว่าเราจะไปดำน้ำที่ไหนก็ตาม เราก็พูดได้ไม่เต็มปากว่านี่คือบ้านของเรา” เขายังกล่าวด้วยว่า แม้ทะเลอันดามันจะไม่ยิ่งใหญ่เท่าเกรท แบริเออร์ รีฟ (Great Barrier Reef) ที่ออสเตรเลีย หรือไม่มีความหลากหลายทางชีวภาพเท่า (Raja Ampat) ที่ (West Papau) แต่ทะเลไทยมีทั้งฉลามวาฬ กระเบนราหู และเขาเองก็ได้เห็นวาฬเพชฌฆาตครั้งแรกที่เมืองไทย

แห่งที่ 2 กาลาปากอส ประเทศเอกวาดอร์ เขาตั้งชื่อให้มันว่า “หมู่เกาะที่หลงอยู่ในกาลเวลา” ที่นี่ถือเป็นตัวอย่างการจัดการระหว่างเรื่องท่องเที่ยวและธรรมชาติทำให้สภาพแวดล้อมที่กาลาปากอสเปลี่ยนแปลงไปไม่มาก เขาเล่าให้ฟังว่า สำหรับนักดำน้ำต้องใช้บริการเรือไลฟ์อะบอร์ด (liveaboard) ที่มีเพียงไม่กี่ลำและจะสลับกันวิ่งบนเส้นทางที่กำหนดไว้แล้วจากอุทยานแห่งชาติ ทำให้ทุกครั้งที่ออกดำน้ำจะไม่พบเรือลำอื่น สำหรับเส้นทางเขาประทับใจบริเวณหมู่เกาะด้านนอกอย่างวูฟ (Wolf) และดาร์วิน (Darwin) แหล่งอาศัยของฉลามหัวค้อนนับร้อยชีวิตที่นักดำน้ำสามารถลงไปสำรวจชีวิตของพวกมันอย่างน่าอัศจรรย์ นอกจากนี้ การเที่ยวที่กาลาปากอสก็มีข้อจำกัดอยู่บ้างคือ เรื่องของระยะทางและค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่สูงเอาเรื่อง

แห่งที่ 3 เขาแนะนำ สิปาดัน ประเทศมาเลเซีย “สิปาดันเป็นเกาะเล็กๆ ที่มีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าสนามหลวง” เขาเปรียบเทียบ “สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจคือฝูงปลาขนาดใหญ่ที่บางฝูงนั้นใหญ่เสียจนเรานึกไม่ถึง มันเหมือนกลุ่มเมฆที่ปกคลุมท้องฟ้า สำหรับนักดำน้ำที่ไม่เคยไปดำน้ำต่างประเทศเลย ผมแนะนำให้เป็นสิปาดันเป็นที่แรก เนื่องจากราคาไม่แพงและการเดินทางก็ไม่ลำบากจนเกินไป”

เขายังให้ข้อมูลด้วยว่า แต่เดิมเกาะสิปาดันมีรีสอร์ทตั้งอยู่ 8 แห่ง แต่หลังจากมีเหตุการณ์ลักพาตัว ทางการมาเลเซียจึงมีคำสั่งให้รื้อถอนทั้งหมด และเริ่มกำหนดมาตรการที่เข้มงวดในการเดินทางไปดำน้ำที่เกาะมากขึ้นจวบจนปัจจุบัน

ลมหายใจใต้น้ำ นัท สุมนเตมีย์

 

ห่วงใยทะเลไทย

หันกลับมามองที่ทะเลไทย เขามีความห่วงใยทะเลบ้านเรามาไม่ต่ำกว่า 20 ปี สิ่งที่เขาวิตกส่งผลให้เห็นแล้วในปัจจุบันและจะส่งต่อไปยังอนาคต “ผมยังจำได้ว่าผมเคยแสดงความเป็นห่วงเรื่อง จำนวนนักท่องเที่ยว (Carrying Capacity) ตั้งแต่ปี 2538-2539 ที่ผู้คนเริ่มหันมาท่องเที่ยวมากขึ้น และธุรกิจท่องเที่ยวก็เติบโตอย่างก้าวกระโดดโดยที่ไม่มีการควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวเลย” เขากล่าว

เมื่อ 30 ปีที่แล้ว เขาเคยไปเยือนสิมิลันและเกาะตาชัยสมัยที่ยังเป็นเกาะร้างปราศจากผู้คน แต่เมื่อเขากลับไปใหม่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป “แอ่งน้ำซับตามธรรมชาติที่ผมเคยไปตักน้ำมาดื่ม ตอนนี้กลายเป็นที่ทิ้งขยะ และบนเกาะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มากางเต็นท์แบบหลังต่อหลังในช่วงเทศกาล รอบๆ ก็เหม็นคลุ้งไปด้วยกลิ่นของเสียจากการขับถ่าย ทำให้ผมอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า พวกเขาเดินทางมาไกลเพื่อซึมซับความงามธรรมชาติแบบนี้หรือ” เขาตั้งถามกับปัญหา และหวังว่าสักวันหนึ่งจะมีมาตรการที่เข้มงวดมาช่วยรักษาธรรมชาติ

“วันนี้ยังไม่สายเกินไปที่จะเริ่มต้นมาตรการกำหนดจำนวนคนเข้าไปใช้พื้นที่ ซึ่งมันคือกฎข้อแรกสำหรับการจัดการอุทยานแห่งชาติทั่วโลก” สักวันหนึ่งทะเลไทยจะถูกรักษาอย่างยั่งยืน

รู้จักจึงอนุรักษ์

ส่วนตัวเขาเองในฐานะที่เป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวใต้น้ำ เขาไม่สามารถตอบได้ว่า ตนเองทำงานด้านการอนุรักษ์ด้วยหรือไม่ เพราะเขาเป็นเพียงผู้ส่งสารให้คนทั่วไปรู้จักกับโลกใต้น้ำ “เราไม่สามารถอนุรักษ์ในสิ่งที่เราไม่รู้จัก ไม่เห็นคุณค่าของมัน”

“โดยส่วนตัวเชื่อมั่นในการควบคุมผลกระทบที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ด้วยกัน ผมมีโอกาสเดินทางไปทำงานในส่วนต่างๆ ของโลกได้เห็นระบบจัดการของแต่ละพื้นที่แล้วต้องยอมรับว่าในบ้านเราให้ความสำคัญกับทะเลน้อยไปจริงๆ เมื่อเทียบกับอีกหลายๆ แห่งในโลกใบนี้”

ลมหายใจใต้น้ำ นัท สุมนเตมีย์

 

เฉียดตายเพราะการถ่ายภาพ

นอกจากประสบการณ์ใต้ท้องทะเลที่มีหลากหลายเรื่องราว เขายังเคยเฉียดตายระหว่างการถ่ายภาพมาแล้ว เหตุการณ์ในวันนั้นเกิดขึ้นที่น้ำตกอีทากา (Ithaca Falls) ประเทศสหรัฐอเมริกา เป้าหมายคือ ถ่ายภาพน้ำตกที่กำลังละลายในช่วงปลายฤดูหนาวโดยใช้โดรนบันทึกภาพมุมสูง “มันเป็นอุทาหรณ์มากกว่า เพราะการทำงานแบบนี้มันมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกนาที” เขาเกริ่น

เขาเล่าเป็นฉากๆ เริ่มจากภาพน้ำแข็งเริ่มละลายทำให้มีลมที่เกิดจากแรงดันของน้ำที่ผลักตัวลงมาดันให้โดรนไปชนกับกิ่งไม้แล้วก็ตกหายไปในกองหิมะสีขาวโพลน ด้วยความตกใจเขาก็วิ่งไปที่หิมะนั้นทันที ซึ่งพื้นที่เดินนั้นเป็นแผ่นน้ำแข็งแต่เพราะป็นช่วงหิมะเริ่มละลายทำให้น้ำแข็งบางส่วนเริ่มแตกออก

“ผมวิ่งไปด้านหน้าน้ำตกแล้วปรากฏว่าพอก้าวขาออกไปก็รู้สึกว่ามันเริ่มแยกออกเป็นแพ เลยเปลี่ยนทางใหม่เดินไปอีกฟากของน้ำตกและไต่หน้าผาขึ้นไป”

เขาเดินตามหาโดรนอยู่เกือบชั่วโมง มาได้สติอีกทีก็ตอนที่น้ำแข็งแพใหญ่ที่ติดอยู่กับผาน้ำตกมันละลายตกลงมาดังโครม! จากนั้นแผ่นน้ำแข็งเบื้องล่างก็ค่อยๆ แตกตัวไปทั่วบริเวณ “ผมรีบไต่หน้าผาลงมา พอถึงพื้นด้านล่างที่เคยเป็นน้ำแข็งปรากฏว่ามันเริ่มแตก ผมตัดสินใจกระโดดข้ามไป แต่พอเหยียบลงไปตัวผมก็จมลงไปในน้ำทันที ผมใช้แรงที่มีทั้งหมดตะกายขึ้น ซึ่งโชคดีที่อีกฝั่งน้ำแข็งยังไม่แตกก็เลยรอดชีวิตกลับมาได้”

เหตุการณ์ในวันอันเป็นอุทาหรณ์ครั้งสำคัญในชีวิต แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังไม่หยุดเดินทาง แม้ตอนนี้จะเป็นพ่อคนแล้วก็ตาม “เชื่อไหมครับว่าถึงวันนี้ผมยังนึกไม่ออกเลยว่าจะทำยังไง เพราะการเดินทางมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและการทำงานของผม จะให้ไปสมัครงานบริษัทผูกเนกไทก็คงไม่ใช่งานที่ผมถนัด ผมก็คงทำงานของผมไปอย่างนี้เรื่อยๆ สลับกับการอยู่กับลูกในเวลาที่ไม่ได้เดินทาง” คุณพ่อมือใหม่กล่าว

ลมหายใจใต้น้ำ นัท สุมนเตมีย์

 

โอเคียนอส

ล่าสุดเขากำลังทำโปรเจกต์สำคัญในชีวิต นั่นคือ การระดมทุนทำหนังสือรวบรวมภาพถ่ายใต้น้ำที่เขาสะสมมาตลอดชีวิตชื่อ โอเคียนอส (Okeanos) คุณนัทเริ่มบันทึกภาพตั้งแต่ยุคที่ใช้ฟิล์มจากกล้องเรนจ์ไฟเดอร์ (Rangefinder) ที่ไม่มีระบบวัดแสง ไม่มีระบบถ่ายภาพต่อเนื่อง ไม่มีกระทั่งการกะระยะโฟกัส ทุกอย่างจึงต้องใช้ประสบการณ์และการเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของตนเอง

“ผมจำได้ว่าในจำนวน 36 ภาพของฟิล์มหนึ่งม้วน ได้ภาพที่น่าพอใจเพียง 2-3 ภาพก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว” จนทุกวันนี้ใครๆ ก็ถ่ายภาพใต้น้ำผ่านกล้องดิจิทัลทำให้ง่ายและสนุกขึ้นกว่าเมื่อ 20 ปีที่แล้ว

เหตุผลที่ทำไมก่อนหน้านี้ไม่ทำหนังสือรวบรวมภาพออกมา เขาตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมไม่มีเงินทำหนังสือ ทั้งๆ ที่ผมมีความพร้อมมานานนับ 10 ปี” เขาจึงเลือกการระดมทุน (Crowdfunding) ให้คนที่สนใจช่วยสนับสนุนการตีพิมพ์หนังสือจำนวน 500 เล่ม

ขณะนี้โปรเจกต์เดินมาเกินครึ่งทางแล้ว โดยจะเปิดรับเงินสนับสนุนจนถึงวันที่ 31 ต.ค. 2558 “โดยส่วนตัวรู้สึกปลาบปลื้มอย่างบอกไม่ถูกนะครับที่มีคนให้การสนับสนุนมากมายขนาดนี้ รู้สึกว่าสิ่งที่ทุ่มเทมากว่า 20 ปีมันไม่สูญเปล่า เพียงแต่มันต้องการเวลาพิสูจน์ความเชื่อมั่นของเราเท่านั้นเอง”

ทั้งนี้ โปรเจกต์ระดมทุนทำหนังสือไม่ใช่ครั้งแรกในประเทศไทย เขาเชื่อว่าสังคมเรายังต้องการงานที่มีคุณภาพและมีพื้นที่สำหรับคนตั้งใจจริงเสมอ

“สุดท้ายแล้วคุณค่าในชีวิตมันอาจไม่ใช่แค่ร่ำรวย มีชื่อเสียง แต่การที่เราทำอะไรบางอย่างด้วยความตั้งใจและมุ่งมั่น แล้วมีผู้คนไม่น้อยเห็นและพร้อมที่จะสนับสนุนเรานั้น เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดสำหรับชีวิตการทำงาน” เขากล่าว และในอนาคตอันใกล้นี้ หนังสือเล่มแรกของเขาจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของอีกหลายๆ คน

ลมหายใจใต้น้ำ นัท สุมนเตมีย์

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท