
อานุภาพ...เงินตรา
ยังไม่ทันจะเปิดฤดูกาลอย่างเป็นทางการ ศึกลูกหนังพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ก็ได้จุดชนวนความมันยกแรกไปเรียบร้อย หลัง โจเซ มูรินโญ นายใหญ่เชลซีชิงเล่นสงครามจิตวิทยา ด้วยการไล่แขวะทีมลุ้นแชมป์อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, แมนฯ ซิตี้, อาร์เซนอล และ ลิเวอร์พูล กำลังใช้เงินไล่ล่าความสำเร็จ
ยังไม่ทันจะเปิดฤดูกาลอย่างเป็นทางการ ศึกลูกหนังพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ก็ได้จุดชนวนความมันยกแรกไปเรียบร้อย หลัง โจเซ มูรินโญ นายใหญ่เชลซีชิงเล่นสงครามจิตวิทยา ด้วยการไล่แขวะทีมลุ้นแชมป์อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, แมนฯ ซิตี้, อาร์เซนอล และ ลิเวอร์พูล กำลังใช้เงินไล่ล่าความสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปิดสถิติย้อนหลังดูกลับพบว่า เม็ดเงินที่ลงทุนกันไปมหาศาลนั้นสามารถช่วยการันตีท็อปโฟร์ได้จริง อีกทั้ง “สิงห์บลู” ต่างก็ใช้เงินไต่เต้ามาสู่หัวแถวพรีเมียร์ลีกเช่นกัน
ฤดูกาล 2014-2015
เชลซีลงทุนควัก 118.5 ล้านปอนด์ (ราว 5,800 ล้านบาท) คว้า ดีเอโก คอสตา 32 ล้านปอนด์, เชส ฟาเบรกาส 30 ล้านปอนด์, ฮวน กัวดราโด 27 ล้านปอนด์, ฟิลิปเป หลุยส์ 16 ล้านปอนด์, โลอิค เรมี 10.5 ล้านปอนด์, มาริโอ ปาซาลิช 3 ล้านปอนด์ เพื่อผ่าตัดสร้าง “สิงห์บลู” ยุคใหม่ ก่อนทวงแชมป์ครั้งแรกในรอบ 5 ปีแบบทิ้งขาด
ทั้งนี้ ฤดูกาลนั้นเป็น แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ทุ่มเงินมากที่สุด โดยคว้า อังเคล ดิ มาเรีย, ลุค ชอว์, อันเดร์ เอร์เรรา และยืมตัวราดาเมล ฟัลเกา ซึ่ง หลุยส์ ฟาน กัล พาทีมจบอันดับ 4 ตีตั๋วกลับไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีกได้ตามเป้า
ฤดูกาล 2013-2014
มานูเอล เปเยกรินี กุนซือแมนฯ ซิตี้ ทุ่ม 102.5 ล้านปอนด์ (ราว 5,000 ล้านบาท) เสริมแกร่งอย่าง แฟร์นานดินโญ 34 ล้านปอนด์, สเตฟาน โยเวติช 26 ล้านปอนด์, อัลบาโร เนเกรโด 24 ล้านปอนด์, เฆซุส นาบาส 15 ล้านปอนด์, มาร์ติน เดมิเคลิส 3.5 ล้านปอนด์ ก่อนเบียดแซงลิเวอร์พูลในโค้งสุดท้ายเถลิงคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก
สำหรับแชมป์ช็อปปีนั้นคือ เชลซี โดยมูรินโญกลับมาคุมทีมคำรบสอง ซึ่งปีแรกก็ทุ่มเงิน 106 ล้านปอนด์ ดึง วิลเลียน, เนมันยา มาติช และ อันเดร ชูร์เล มายก
ระดับทีม แต่จบแค่ที่ 3 เท่านั้น
ฤดูกาล 2012-2013
เป็นปีสุดท้ายที่ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คุมแมนฯ ยูไนเต็ด โดยขงเบ้งแดนวิสกี้ใช้เงินเพียง 68 ล้านปอนด์ (ราว 3,300 ล้านบาท) ล่าตัว โรบิน ฟาน เพอร์ซี 24 ล้านปอนด์, ชินจิ คากาวะ 17 ล้านปอนด์, วิลเฟรด ซาฮา 15 ล้านปอนด์, นิค พาวล์ 4 ล้านปอนด์, อังเจโล เฮนริเกซ 4 ล้านปอนด์ และ อเล็กซ์ บุตต์เนอร์ 4 ล้านปอนด์
ผลลัพธ์คือ สามารถทวงแชมป์คืนจาก “เรือใบสีฟ้า” ไปแบบไม่เห็นฝุ่น ส่วนทีมใช้เงินมากสุดเป็นเชลซีที่ยอมจ่ายรวม 92 ล้านปอนด์ แลกกับดาวรุ่งอนาคตไกลอย่าง เอเดน อาซาร์ และ ออสการ์
เอาเป็นว่า 10 ฤดูกาลหลังสุดทีมที่ทุ่มงบติด 1-4 สามารถจบท็อปโฟร์ได้ทั้งสิ้น หรือแปลความได้ว่า เม็ดเงินช่วยการันตีตั๋วยุโรปได้นั่นเอง







