
วรวิทย์ ศิริพากย์ ต้นแบบสร้างลักซ์ชัวรี่แบรนด์
วรวิทย์ ศิริพากย์ ต้นแบบสร้างลักซ์ชัวรี่แบรนด์
โดย...ปอย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
นักธุรกิจมาดเนี้ยบ วรวิทย์ ศิริพากย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปุริ เจ้าของแบรนด์ปัญญ์ปุริ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว สปา และผลิตภัณฑ์อโรมาเทอราปีที่โด่งดังระดับโลก กล่าวถึงสามแรงบันดาลใจในชีวิตที่ทำให้เขากลายเป็นนักธุรกิจสร้างแบรนด์ไทยได้แข็งแกร่ง
คุณพ่อ-คุณแม่คือผู้ปูพื้นมั่นคง
“ท่านเป็นแรงบันดาลใจทั้งชีวิตการงานและเรื่องส่วนตัว คุณแม่ (สุนิตรา ศิริพากย์) ดูแลทั้งงานแม่บ้านและธุรกิจขายผ้าไหม เด็กๆ ผมก็ไปคลุกคลีค้าขายกับท่าน ความเป็นพ่อค้าของผมก็ได้รับการปลูกฝังมาจากแม่เลยนะครับ คุณแม่คือเวิร์กกะฮอลิกตัวกลั่นเลยครับ แล้วบ้านเราก็จัดเป็นชนชั้นกลางไม่ร่ำรวย เพราะคุณพ่อ (พล.ต.ต.วิทูร ศิริพากย์) ก็เป็นข้าราชการตำรวจ ตอนที่ครอบครัวโยกย้ายตามงานคุณพ่อไป จ.ลพบุรี คุณแม่ก็ไปเปิดร้านขายผ้าไหมที่นั่น
ผมเปรียบเทียบบุคลิกนิสัยของท่านทั้งสองคนว่า ถ้าคุณแม่คือเครื่องบินไอพ่น คุณพ่อก็คือเบรก (หัวเราะ)
แม่ดุมาก (ลากเสียง) ครับ สอนลูกแบบโบราณเทรดดิชั่นแนลเข้มๆ เลยครับ ตั้งแต่มารยาทความเป็นไทย ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งคุณแม่ทำงานหนักมากทำงานค้าขายจนสามารถส่งลูก 5 คนไปเรียนต่างประเทศได้ ผมจึงมองท่านเป็นแบบอย่างว่าถ้าเราไม่ทำงานหนักเราก็ไม่ประสบความสำเร็จ และอย่าหวังฟลุกเรื่องซื้อลอตเตอรี่เสี่ยงโชค อย่าพูดในบ้านนี้ บ้านแตกเลยเพราะคุณแม่ยึดหลักที่ว่าไม่นำชีวิตยึดติดกับโชคชะตา ทุกอย่างต้องสร้างด้วยมือตัวเอง
เรื่องเล็กๆ น้อยๆ คือความเนี้ยบในการแต่งตัว ผมได้จากท่านมาทั้งสิ้น คุณแม่นี่แต่งตัวสวยงามทุกวัน เป๊ะประมาณประกวดนางงาม (หัวเราะ)
คุณพ่อคือขั้วตรงข้ามของคุณแม่ ใช้ชีวิตสมถะแบบข้าราชการที่เป็นคนของประชาชน ขณะที่แม่คล่องแคล่ว แต่พ่อจะเนิบช้า เข้าวัดปฏิบัติธรรมะและผมซึมซับมาทั้งสองขั้วเพราะตั้งแต่ผมเรียนเซลน์คาเบรียล พ่อขับรถไปส่ง ก็ต้องนั่งฟังธรรมะไปตลอดทาง อย่าหวังว่าจะได้ฟังเพลงพี่เจ-พี่ติ๊นาที่ฮิตๆ กัน ผมไม่ได้ฟังหรอก ทุกๆ เช้าพ่อบอกให้ลูกฟังธรรมะ
และกลับกลายเป็นว่าผมธรรมะซึมซับไปโดยปริยาย หลายสิ่งนำมาใช้ได้จนทุกวันนี้ครับ บางวันเหนื่อยมากๆ ธรรมะบางข้อก็ลอยมาเข้าหัว
ผมเป็นลูกชายคนสุดท้องที่อยูในกรอบ ไม่ใช่เรียบร้อยอะไรเลยนะครับ แต่ไม่อยากเฮี้ยวเพราะแม่ดุมาก พ่อก็ค่อนข้างเข้มงวด เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากให้เขามายุ่งกับเรา เราก็เรียนดี ไม่หนีเที่ยว เชื่อฟังท่าน เราจะปลอดภัยที่สุด (หัวเราะ)”
เจ้านายคนแรก
“ตอนที่ผมเรียนจบปริญญาตรี ทางด้านเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยแมคกิลล์ (Mcgill University) มอนทรีออล ประเทศแคนาดา กลับมาเมืองไทยอายุ 22-23 ปี ผมไม่คิดว่าจะได้รับโอกาสมากมายขนาดนั้น จากเจ้านายคนแรก รอย โอเว่น ซึ่งเป็นทั้งโค้ชชิ่งเรื่องการงานและให้ความมั่นคงในเรื่องจิตใจ คุณรอยบอกเสมอครับว่า ไม่ว่าคุณเป็นเด็กจบใหม่ คุณอย่ากลัว แต่ขณะเดียวกันก็กดดันเราด้วย เพราะงานแรกที่ผมทำคืองานคอนเซาท์เป็นที่ปรึกษาเรื่องทางธุรกิจ ซึ่งในปี 2540 บริษัทคอนซัลติ้งเกิดขึ้นมากมายในเมืองไทย เจ้านายคนนี้ถูกส่งมาจากนิวยอร์ก
งานแรกของผมคือให้คำปรึกษาการวางแผนทางด้านกลยุทธ์การทำธุรกิจ คุณรอยผลักดันให้ผมไปใช้ชีวิตในนิวยอร์ก โดยบอกว่าถ้าคุณมีความสามารถคุณต้องใช้สิ่งนี้แข่งขันกับคนอื่น อย่ากลัวเวทีระดับโลก
สิ่งที่คุณรอยสอนผมและนำมาใช้ได้จนทุกวันนี้ คือ การเคารพความคิดผู้ร่วมงานทุกคน แล้วอย่าคิดว่าเป็นเฟิสต์จ็อบเบอร์เป็นเด็กๆ ก็ทำๆ ไปตามคำสั่ง นั่นไม่ใช่วิธีการทำแบบมืออาชีพเลย คุณรอยให้ความมั่นใจกับลูกน้องตลอดเวลาครับในการทำงาน ซึ่งสิ่งนี้ผมให้ความสำคัญมากกับการสอนลูกน้อง ผมชอบโค้ชชิ่งทุกคนในเรื่องงาน
เจ้านายยังสอนในเรื่องซอฟต์เกี่ยวกับจิตใจ ผมได้มาจากเจ้านายฝรั่งคนนี้เยอะมากเลยนะครับ คือ การบริหารมองครบ 360 องศา การใช้หลักจิตวิทยามาบริหารงานและการทำงานแบบอเมริกันสไตล์ ไม่เกรงใจกันฟาดฟันกันด้วยความคิดบนโต๊ะประชุม และหลังจากนั้นก็จบไม่ขุ่นข้องหมองใจกัน ทำให้ทุกคนต้องทำการบ้านมาก่อนเข้าห้องประชุม เพราะการทำงานคอนเซาท์ เครียด แข่งขันกันสูงมาก ถ้าคุณไม่พร้อมก็รับรองว่าถูกคัดออกทุกซีซั่นประมาณบ้านเอเอฟอย่างนั้นเลยนะครับ ทุกคนต้องพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลา ไม่แค่แข่งขันกับคนอื่น คุณต้องแข่งกับตัวเองด้วย”
ทอม ฟอร์ด แรงบันดาลใจระดับโลก
ผมเรียนปริญญาโท สาขาวิชาการจัดการบริหารสินค้า Luxury Goods Management จากมหาวิทยาลัย SDA Bocconi ประเทศอิตาลี และได้ไปฝึกงานกับแบรนด์กุชชี่ ในยุคนั้น ทอม ฟอร์ด คือดีไซเนอร์โด่งดังมากเป็นยุคของเขาเลยก็ว่าได้ ผมไม่ได้ฝึกงานร่วมกับเขานะครับ เพราะทำงานในแผนกที่ปรึกษาธุรกิจสินค้าธุรกิจโฮลเซลส์ให้กับแบรนด์กุชชี่
สิ่งที่ผมชื่นชอบ ทอม ฟอร์ด มากที่สุด คือเรื่องการสร้างแบรนด์ จึงรู้สึกภาคภูมิใจมากที่ได้มาฝึกงานที่นี่ เวลานั้นกุชชี่กำลังเป็นแบรนด์ล้มละลายขาดทุนมหาศาล แต่ด้วยฝีมือของเขาสามารถปลุกธุรกิจในระดับแฟมิลี่บิซิเนสกลับมาผงาดยิ่งใหญ่ในระดับโลกได้อีกครั้ง ในฐานะดีไซเนอร์ที่เข้าใจเรื่องธุรกิจอีกด้วย เป็นบุคคลที่ไม่ได้หาง่ายๆ นักนะครับสำหรับวงการแฟชั่น”







