
เลี้ยงลูก ให้โตแบบมีความสุข
พ่อแม่หลายๆ คนตั้งความหวังไว้มากกับลูกมุ่งแต่จะเลี้ยงลูกให้เป็นคนเก่ง บ้างเห็นลูกเป็นทรัพย์สินที่ต้องลงทุน
โดย...มิยาโตะ
พ่อแม่หลายๆ คนตั้งความหวังไว้มากกับลูกมุ่งแต่จะเลี้ยงลูกให้เป็นคนเก่ง บ้างเห็นลูกเป็นทรัพย์สินที่ต้องลงทุน ซึ่งบางทีอาจหลงลืมที่จะเลี้ยงพวกเขาให้โตขึ้นมาอย่างมีความสุขทั้งๆ ที่ควรจะคำนึงถึงเป็นสิ่งแรกเสียด้วยซ้ำผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา ได้ทำการวิจัยหลายครั้งหลายครา พร้อมสรุปมาให้คร่าวๆ ว่า จะเลี้ยงลูกอย่างไรดีให้พวกเขามีความสุข
- รับฟัง หมายถึงการตั้งใจฟังแบบสบตากัน ไม่ใช่การปล่อยให้ลูกพูดเพื่อที่คุณจะพูดบ้าง ถ้าลูกไม่ได้ขอคำแนะนำก็ไม่ต้องพูด ไม่ต้องวิจารณ์ การฟังแบบไม่ขัดจะทำให้ลูกกล้าสื่อสารกับคุณในครั้งต่อไปในอนาคต รวมทั้งเปิดใจกับคุณในทุกๆ เรื่อง
- ทำพลาดให้เขาเห็น พ่อแม่ไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่ และคนทุกคนไม่เพอร์เฟกต์ การทำจานแตกชงกาแฟผิด ทำอาหารไหม้ ขี่จักรยานล้ม ไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องแอบลูก และแทนที่จะปล่อยให้เขาลืมๆ ความผิดพลาดของคุณ ต้องเปลี่ยนเป็นตอกย้ำไปเลยว่า แย่จัง แม้แต่พ่อ/แม่ยังพลาดเลย ให้เขารู้ว่าไม่ใช่เรื่องผิดที่ทำพลาดและยอมรับว่าเราพลาดด้วย
- ให้เขาทำพลาดบ้าง เด็กๆ ที่มีความสุขรู้ดีว่าพวกเขารับมือกับปัญหาได้ นักจิตวิทยาเด็ก โจแอน ดีก บอกว่า เด็กๆ ต้องการการช่วยเหลือเมื่อเขาทำพลาด แต่เขายังอยากที่จะลองทำใหม่ ซึ่งส่งผลให้เขารู้จักแก้ปัญหาเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ถ้าเราทำให้เขาเห็นว่าการทำพลาดเป็นเรื่องผิดมหันต์ ก็ยากที่เขาจะเรียนรู้และแก้ไขสิ่งที่พลาดนั้น และไม่อยากทำอีกเลย
- ทำกิจกรรมกลางแจ้งร่วมกัน ไม่จำเป็นว่าสถานที่ที่คุณอยู่จะใกล้ชิดธรรมชาติหรือไม่การพาลูกๆ ออกมาเที่ยวทำกิจกรรมนอกบ้านทำให้เด็กๆ มีอารมณ์แจ่มใสมากกว่าอยู่แต่ในบ้าน จากการศึกษาของ ริชาร์ด ไรอัน เรื่องจิตวิทยาที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมบอกอย่างนั้นไม่ว่าจะไปปีนเขา ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือแค่พาสุนัขไปเดินเล่น ก็ช่วยให้เด็กๆ ไม่เครียดได้ทั้งนั้น นอกจากนี้ยังช่วยให้เขามีร่างกายแข็งแรง และช่วยเพิ่มสมาธิในห้องเรียนอีกด้วย (จากการวิจัยของสภาสัตว์ป่าแห่งสหรัฐ)
- หัดให้รู้จักขอบคุณ ความรู้สึกสำนึกบุญคุณคนอื่นถือเป็นทางลัดสู่ความสุข จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์ พบว่า การรู้คุณคนช่วยให้มีความสุขมากขึ้น ถ้าเด็กรู้สึกปลื้มปริ่มในสิ่งที่เขามีอยู่รอบตัวแสดงว่าเขามีแนวโน้มจะมีความสุขในอนาคตสิ่งนี้เริ่มสอนให้เขาได้ง่ายๆ บนโต๊ะอาหาร เริ่มจากขอบคุณคุณพ่อ/คุณแม่ที่ปรุงอาหารให้รับประทาน ขอบคุณพี่/น้องที่มาร่วมโต๊ะ หรือช่วยเทน้ำ ส่งของหวานให้ ฯลฯ
- ชมเชยเขาบ่อยๆ มนุษย์เรามักชอบจดจำความรู้สึกแย่ๆ ได้มากกว่าความรู้สึกที่ดีๆแครอล ดเวค ทำการศึกษาพบว่า การชมเชย 7ครั้ง มีค่าเท่ากับคำติเตียนเพียง 1 ครั้ง เพราะฉะนั้นการจะเลี้ยงลูกให้มีความสุขต้องชมเขาบ่อยๆ และติเขาน้อยๆ โดยเฉพาะเมื่อเขาทำสิ่งยากๆ สำเร็จนี่ให้ชมเข้าไปอีก 14 เท่าเลย
- เล่นกับลูก อย่าคิดว่าตัวเองแก่เกินไปที่จะเล่นเป็นเด็กๆ การเล่นแบบเดียวกับลูกเพิ่มความสุขให้เด็กมากขึ้นหลายเท่าตัว ไม่ว่าจะปีนต้นไม้เล่นเป็นเพื่อน แต่งตัวเป็นซูเปอร์ฮีโร่ด้วยกัน จัดชายามบ่ายที่บ้านแล้วแดนซ์กระจาย เพิ่มเสียงหัวเราะในบ้าน ยิ่งมากยิ่งสุข
- สอนให้ลูกรักตัวเอง เด็กหลายๆ คนได้ยินคำพูดประมาณ... “พ่อ/แม่รักลูกตราบใดที่ลูกทำตัวดี” หรือ “ถ้าลูกรักพ่อ/แม่ลูกต้องไม่ทำแบบนั้น” ลองสอนให้เขารู้จักรักแบบไม่มีเงื่อนไข ดึงเอาคำว่า “รัก” ออกจากทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นข้อแม้ แล้วพวกเขาจะเรียนรู้ที่จะรักตัวเอง
- สอนให้รู้จักเห็นอกเห็นใจคนอื่น การได้ช่วยเหลือคนอื่นก็เป็นการเพิ่มความสุขให้คนทำ ไปลองเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือคนที่ทุกข์ยากกว่าเราพร้อมๆ กับลูก ให้เห็นว่าคนที่เกิดมาลำบากกว่าเป็นอย่างไร แล้วเขาจะรู้สึกขอบคุณชีวิตดีที่เขาเกิดมา
- แสดงความรัก อย่างง่ายๆ ก็คือ การกอด การหอม ซึ่งนอกจากทำกับลูกแล้ว พ่อกับแม่ และคนอื่นๆ ในครอบครัวก็ต้องแสดงเป็นตัวอย่างถึงการรักกันด้วย การสัมผัสกันด้วยความรัก รวมทั้งการสร้างสภาพแวดล้อมดังกล่าวช่วยลดความเครียดได้ผล จากการวิจัยชอง ดาเชอร์ เคลต์เนอร์ แห่งศูนย์ความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์ สหรัฐ พบว่าการสัมผัสมีผลต่อสุขภาพกายและใจของเด็กอย่างมาก
- สอนให้เขาควบคุมอารมณ์ สมองในส่วนหน้าของเด็กๆ เป็นส่วนที่ไวต่อการตอบสนองและรับอิทธิพลจากการเลี้ยงดู แล้วยังเป็นส่วนเดียวกันที่ใช้ในการควบคุมอารมณ์ ถ้าลูกอยากกินคุกกี้ก่อนอาหารแล้วคุณตอบปฏิเสธ เด็กน่ารักๆ จะพยายามอ้อนวอน แต่เด็กบางคนเมื่อไม่ได้อาจจะงอแงตั้งแต่ขั้นเบาๆ ไปจนถึงขั้นดีดดิ้น เพื่อที่จะได้สิ่งที่เขาต้องการ ถ้าคุณยอมให้คุกกี้ เขาจะทำแบบนี้อีกเพื่อให้ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ สำหรับเด็กประเภทแรกอย่าลืมชมเชยที่เขารู้จักควบคุมอารมณ์ ส่วนประเภทงอแงก็ต้องสอนเขาว่า ทำแบบนี้ไม่ได้ โดยอย่าดุด่าแบบน่ากลัว แต่สอนให้รู้จักกาลเทศะ และให้เห็นว่าการร้องโวยวายเป็นกิริยาที่ไม่เหมาะสม
- เฝ้ามองเขาเติบโต งานของพ่อแม่คือการสอนลูกหลานให้เดินไปตามความต้องการของตนเอง ปล่อยให้เขาช่วยตัวเองได้เร็วที่สุดยิ่งดีแน่นอนว่า เราอาจห่วงกังวลไปหมด แต่ทางที่ดีปล่อยให้เขาเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยที่เราคอยดูอยู่ห่างๆ และเข้าไปช่วยหรือสนับสนุนเท่าที่จำเป็นก็พอ







