
เมื่อ "ความเห็นอกเห็นใจ" กลายเป็น "สิ่งผิด"
เฟซบุ๊ก Vichak Panich
เฟซบุ๊ก Vichak Panich
พอได้เข้าไปในโลกของความเห็นอกเห็นใจ ทางมันมีทอดไปไม่สิ้นสุดจริงๆ ถ้าสองอาทิตย์ก่อน มีการติดคุกของกลุ่มประชาธิปไตยใหม่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้จักคำว่า นักโทษการเมือง อาจทำให้นึกถึงอีกหลายกรณีที่ถูกจับกุม ดำเนินคดี และติดอยู่ในคุกตอนนี้ แต่ถึงนึกถึงก็ทำอะไรไม่ได้ แรกๆ อาจมีความโกรธและร้อยแปดคำถาม "ทำไมวะ? ทำไมวะ? ทำไมวะ?" แต่สักพักเรื่องก็ค่อยๆ ถูกทำให้เงียบหายไป ไม่เป็นข่าว ไม่มีใครแชร์ข่าว เราเองก็เริ่มไปสนใจดราม่าอื่น รณรงค์ต่อเนื่องก็ลืมไปเถอะ ไปเยี่ยมก็ไม่ได้เพราะมีกฏสิบคน เงินช่วยเหลือก็ให้กับมือไม่ได้อีก เขาออกกฏมาเพื่อสะกัดความสัมพันธ์กับโลกภายนอกทุกวิถีทาง ทำให้กลัวที่จะเข้าไปยุ่ง ทำทุกวิถีทางเพื่อสกัดความเห็นอกเห็นใจ ถอนขนไม่ให้เหลือคราบความเป็นการเมืองของคนพวกนี้
ไม่น่าเชื่อว่าจะบล็อคได้ แต่สุดท้ายมันก็หมดความเคลื่อนไหวจริงๆ
ที่เลวร้ายสุด คือ การทำให้ความเห็นอกเห็นใจกลายเป็นความผิด หากช่วยเหลือคนพวกนี้ เช่น เขียนถึงนักโทษการเมือง ไปเยี่ยมนักโทษการเมือง หรือให้เงินนักโทษการเมือง แล้วเราต้องกลัวว่าอาจถูกโยงเข้าผังขบวนการไปด้วย ดังนั้นทางที่ดี อย่าไปยุ่งกับคนพวกนี้ ทำเป็นมองไม่เห็นว่ามีพวกเขาอยู่จะดีกว่า ไม่งั้นเดี๋ยวเดือดร้อน
ความเห็นอกเห็นใจ บางทีมันก็มีระดับชั้นของมันอีก เช่น คนนี้ "คลีน" กว่าคนนั้น เห็นอกเห็นใจได้ แต่คนนั้นไม่คลีน ก็ไม่ต้องไปเห็นอกเห็นใจ ทั้งๆ ที่ทั้งหมดมันก็มีที่มาเดียวกัน คือ มูลเหตุทางการเมืองในสถานการณ์ที่อำนาจรัฐมันไม่มีความชอบธรรม และจะไม่แปลกใจเลยหากหลายคนที่ไม่น่าจะมีอะไร ก็สามารถถูกโยงให้มีอะไรได้ แปะป้ายให้ไม่คลีนเสีย โดยใช้หลักฐานบ๊องๆ อย่างนามบัตร หรือกลุ่มไลน์ เป็นข้ออ้างในการโยง
แต่เอาจริงๆ พวก "ไม่คลีน" อย่างคดีปาระเบิด คดีอาวุธ คดีเผา ควรได้รับความเห็นอกเห็นใจหรือไม่?
ถ้าไม่ ก็แสดงว่า กระบวนการทำให้ความเห็นอกเห็นใจกลายเป็นเรื่องผิด มันได้ผลจริงๆ







