posttoday
เพราะ ‘รัก’ หนุ่มๆ จักหนีกรุง

เพราะ ‘รัก’ หนุ่มๆ จักหนีกรุง

21 กรกฎาคม 2558

คุณมีเหตุผลที่ต้องอยู่กรุงเทพฯ พวกเขาก็มีเหตุผลที่ต้องหนีกรุงเช่นกัน เพราะเมืองศิวิไลซ์ไม่ใช่ตัวตน เขาทั้ง 3 คนจึงเลือก “กลับบ้าน” ไปใช้ชีวิตที่เลือกเอง

โดย...กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย

คุณมีเหตุผลที่ต้องอยู่กรุงเทพฯ พวกเขาก็มีเหตุผลที่ต้องหนีกรุงเช่นกัน เพราะเมืองศิวิไลซ์ไม่ใช่ตัวตน เขาทั้ง 3 คนจึงเลือก “กลับบ้าน” ไปใช้ชีวิตที่เลือกเอง

พ่อค้าขายชา ณ สวรรค์บนดิน

คนอื่นมองเขาว่าเป็นคนอินดี้ หนุ่มฮิปสเตอร์ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่สำหรับเขา เขาแค่กลับบ้านไปดูแลพ่อแม่และทำในสิ่งที่มีความสุข

โต-ชูเกียรติ เวสารัชชพงศ์ เกิดที่เชียงรายแต่ไปโตที่กรุงเทพฯ เรียนและทำงานเป็นช่างภาพอิสระ 10 กว่าปี จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว (2557) เขาตัดสินใจกลับบ้านไปดูแลพ่อแม่ที่ย้ายไปอยู่เชียงรายเพื่อรักษาอาการป่วย

“บ้านผมเป็นบ้านสวน” โต กล่าว “ตอนแรกที่กลับมาก็ช่วยพ่อแม่ทำสวน ขุดดิน ปลูกผัก แต่ตอนนั้นราคาผักมันถูกมาก แล้วพอดีว่าที่บ้านปลูกตะไคร้ อัญชัน กระเจี๊ยบ แม่เลยให้ออกแบบผลิตภัณฑ์ หาส่วนผสม แล้วทำเป็นชาสมุนไพร” จุดเริ่มต้นของชา “สวรรค์บนดิน” เป็นเช่นนั้น โดยใบชารับมาจากชาวอาข่าที่เป็นเพื่อนๆ ของเขา

เพราะ ‘รัก’ หนุ่มๆ จักหนีกรุง

สมัยอยู่กรุงเทพฯ โตเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครในสมาคมเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรมอาข่า ซึ่งนอกจากจะได้กลับเชียงรายเสมอๆ แล้ว เขายังได้ใช้ความรู้ความสามารถได้เต็มที่เพื่อช่วยเหลือคนอื่น “ผมรู้สึกว่าเราเป็นประโยชน์ให้คนอื่นได้จริงๆ” นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงมีเพื่อนเป็นชาวอาข่า ทำให้การจากกรุงเทพฯ มาไม่ทำให้เขาเหงาแม้แต่นิด

โตและครอบครัวอยู่ในตำบลเล็กๆ ห่างจากตัวเมืองเชียงรายราว 20 กม. แน่นอนว่าเป็นชนบทแท้จริง แต่เขากลับรู้สึก “สบายกว่าตอนที่อยู่กรุงเทพฯ”

“สิ่งแวดล้อมในกรุงเทพฯ คือสิ่งที่ทำให้อารมณ์มันกวัดแกว่ง” เขากล่าว “พอกลับบ้านผมรู้สึกว่าอารมณ์มันคงที่” และยังกล่าวถึงรายรับในตอนนี้ที่แม้จะไม่เท่ากับตอนที่ทำงานอยู่เมืองกรุง แต่ชีวิตที่เชียงรายก็มีรายจ่ายน้อยลง อย่างบางวันเขาแทบไม่เสียเงินเลย เพราะที่บ้านปลูกผัก ข้างบ้านเลี้ยงไข่ไก่ ก็สามารถทำเป็นอาหารมื้อใหญ่ได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม โตก็ไม่ทิ้งการถ่ายภาพ เขายังถ่ายภาพและขายภาพเพื่อนำเงินไปช่วยเหลือชุมชน อย่างตอนที่เชียงรายแผ่นดินไหว เขาก็เป็นคนหนึ่งที่ช่วยระดมเงินบริจาคไปให้แก่ผู้เสียหาย หรืองานปั้นที่เขาทำเป็นงานอดิเรกก็ถูกนำไปประมูลแล้วนำเงินไปบริจาค

เพราะ ‘รัก’ หนุ่มๆ จักหนีกรุง โต-ชูเกียรติ เวสารัชชพงศ์

โตยังเข้าร่วมโปรเจกต์ “มือเย็นเมืองเย็น” โปรเจกต์ที่เริ่มจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ใน จ.เชียงใหม่ ที่อยากมีป่ากลางเมือง พวกเขาจึงร่วมกันปลูกต้นไม้ และส่งคำท้าทายต่อไปยังเพื่อนๆ ในเฟซบุ๊กให้ปลูกตาม เมื่อคนเชียงใหม่ส่งคำท้ามาให้ เขาก็ชวนคนเชียงรายต่อไปเพื่อหวังให้เมืองไทยทั้งประเทศเป็นสีเขียว

แผนกลับบ้านเกิดอยู่ในความคิดของเขาตลอดเวลา ซึ่งตอนแรกคิดไว้ว่าจะรอให้อายุมากกว่านี้จะกลับไปอยู่เชียงราย “ถ้าพ่อแม่ไม่มา ยังไงผมก็จะกลับบ้าน” เขากล่าว “เพราะผมอยู่ที่นี่มีความสุขมากกว่า วิถีชีวิตแบบนี้มันเข้ากับเรามากกว่า ไม่ใช่ว่าอยู่กรุงเทพฯ แล้วไม่มีความสุขนะครับ จริงๆ แล้วในกรุงเทพฯ ก็มีสังคมที่ดีอยู่” ส่วนสุขภาพของคุณพ่อที่เคยป่วยเป็นอัมพฤกษ์ ตอนนี้สามารถเดินได้แล้ว และทั้งสองท่านก็มีสุขภาพดีขึ้นมาก

ชูเกียรติ ในวัย 29 ปี กำลังเดินอยู่บนทางที่เลือกเอง ซึ่งนอกจากจะเป็นพ่อค้าขายชาสมุนไพร ยังเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาหลักการถ่ายภาพ ภาคศิลปกรรม อยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และเปิดบ้านให้เป็นโฮมสเตย์ 3 ห้อง ใครอยากไปสัมผัสชีวิตแบบคุณโต เข้าไปจองห้องพักหรือติดต่อได้ที่ www.facebook.com/Sawanbondin.farm

เพราะ ‘รัก’ หนุ่มๆ จักหนีกรุง เผ่า-เผ่าพิพัธ เจริญพักตร์

 

 

หนุ่มชาวเล รักษ์บ้านเกิด

เกาะทะลุอยู่ในเขต อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ บนเกาะมีรีสอร์ทอยู่แห่งเดียวชื่อ เกาะทะลุ ไอซ์แลนด์ รีสอร์ท ผู้บุกเบิกคือคุณพ่อของ เผ่า-เผ่าพิพัธ เจริญพักตร์ ตอนนี้คุณเผ่าเป็นคนดูแลทั้งรีสอร์ทและมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากร ทะเลสยาม ที่คุณพ่อตั้งขึ้น

เกาะทะลุมีแนวปะการังที่สมบูรณ์อยู่มากเมื่อเทียบกับแหล่งอื่นๆ ในทะเลอ่าวไทย และเป็นที่วางไข่ของเต่ากระ สัตว์ทะเลหายากในประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ครอบครัวเจริญพักตร์จึงดิ้นรนรักษาทรัพยากรเหล่านี้ไว้

เผ่าเลือกใช้ชีวิตอยู่ริมทะเลอ่าวไทยเพื่อสานต่อปณิธานของคุณพ่อ “ผมช่วยพ่อทำงานมาตั้งแต่ ม.3 ซึ่งตอนแรกจะไม่เอนทรานซ์แล้วด้วยซ้ำ พอเรียนอยู่ปี 1 ก็เปิดสำนักงานสาริกา แทรเวล ที่หัวหิน พานักท่องเที่ยวไปเที่ยวเกาะทะลุแบบอีโคทัวร์ ทำงานไปเรียนไปจนจบ และกลับมาสานต่อในสิ่งที่พ่อทำมาตลอดชีวิต” เขายอมรับว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ตอนนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำหรืออยากทำ “แต่ก็ทำได้ดีและสนุก” เขาว่าแบบนั้น

เพราะ ‘รัก’ หนุ่มๆ จักหนีกรุง

 

รีสอร์ทเปิดมาได้ 9 ปี เป็นธุรกิจหลักที่เลี้ยงปากท้อง “ที่มีกินเพราะการท่องเที่ยว” เผ่ากล่าวถึงสิ่งที่กำลังทำ “พอเราได้รายได้จากธรรมชาติแล้ว เราก็ต้องดูแลเขาด้วย” อย่างเรื่องเต่ากระที่ขึ้นมาวางไข่บนเกาะ ทางรีสอร์ทจึงมีโรงเพาะพันธุ์เต่ากระ อนุรักษ์ด้วยการเก็บไข่เต่านำไปฟูมฟักและปล่อยคืนสู่ทะเล จัดทําธนาคารปูม้าร่วมกับกลุ่มชาวประมงใน อ.บางสะพาน เก็บขยะและทําความสะอาดเกาะ ปลูกป่าชายเลน และอนุรักษ์พันธุกรรมพืชในทะเลโดยการสร้างปะการังเทียม

เผ่าพิพัธ ยังกล่าวอย่างถ่อมตัวว่า เพราะเกิดมาในครอบครัวที่มีพื้นฐานดี มีโอกาสมากกว่าคนอื่น ประกอบกับไม่ได้ทะเยอทะยานมาก ทำให้ไม่มีเรื่องเงินในหัว ถามว่าไม่อยากเข้าเมืองหรืออย่างไร เขาตอบว่า เคยอยากตอนเป็นวัยรุ่น “อยากเข้าไปในเมืองเพราะคนอื่นๆ ก็ไปกัน แต่พอไปถึงผมกลับรู้สึกเฉยๆ อยากกลับบ้านมาอยู่กับพ่อแม่และทำงานที่พ่อริเริ่มไว้ดีกว่า ตอนนี้ไม่ว่าอยู่ใกล้หรือไกลเมืองมันไม่ใช่ปัญหาแล้ว เราติดต่อสื่อสารกันง่ายมาก และโดยส่วนตัวผมคิดว่า ลึกๆ แล้ว คนก็ไม่อยากอยู่ในเมืองกันหรอก”

ในอนาคตอันใกล้ พื้นที่ส่วนหนึ่งบนเกาะทะลุจึงถูกผลักดันให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ถึงตอนนั้นเกาะทะลุจะกลายเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญของประเทศไทย นับเป็นอีกก้าวของความพยายามทั้งหมดที่ครอบครัวเจริญพักตร์ทำมา

เพราะ ‘รัก’ หนุ่มๆ จักหนีกรุง

คาวบอยหาทางกลับบ้าน

เขาเพิ่งรู้ตัวเองว่าสิ่งที่เรียนมามันไม่ใช่ตัวตนก็ตอนอยู่มหาวิทยาลัยปีที่ 4 อาร์ต-สถาพร คงอยู่ จึงยกเลิกความฝันอาชีพวิศวกร แล้วกลับสวนผึ้งมาพัฒนาที่ดินของพ่อแม่ ตอนนี้เขาเป็นเจ้าของรีสอร์ทเล็กๆ ขนาด 9 ห้อง ชื่อ วิลลา ทัสคานี (Villa Tuscany Country Resort) และใช้ชีวิตทุกวันอยู่กับครอบครัว

“ผมเรียนด้านวิศวกรรมอุตสาหการ พอถึงปี 4 ที่นักศึกษาทุกคนต้องไปฝึกงานในโรงงาน ฝึกอยู่ 2 เดือนเศษ ผมก็พบว่ามันไม่เป็นอย่างที่คิดไว้” อาร์ตย้อนความให้ฟัง... “ช่วงใกล้จบเราก็เริ่มมองหาว่าจบไปแล้วจะทำอะไร ใจหนึ่งก็อยากทำงานในกรุงเทพฯ อีกใจก็อยากกลับมาพัฒนาที่ดินพ่อแม่” เขาเรียกมันว่าช่วงตัดสินใจ ซึ่งจุดที่ทำให้สองทางแยกจากกันคือ รู้ใจตัวเอง

“วิศวกรคนหนึ่งมันไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับโรงงานมากมายนัก แต่ถ้าเรากลับบ้าน เราจะสามารถทำให้มันเกิดประโยชน์งอกเงยมากกว่า” เมื่อรับปริญญาเสร็จเขาจึงทิ้งกรุงเทพฯ และกลับไปสวนผึ้ง ใช้เวลาศึกษาว่าจะลงทุนทำอะไรประมาณ 8 เดือน จนกลายเป็นรีสอร์ทขนาดเล็ก

เพราะ ‘รัก’ หนุ่มๆ จักหนีกรุง อาร์ต-สถาพร คงอยู่

 

“ผมคิดว่าการทำธุรกิจส่วนตัวมันคือการปูรากฐานในระยะยาว เราค่อยๆ สร้าง ต่อเติมขึ้นทีละนิด สุดท้ายทั้งหมดที่เราทำมันจะกลายรูปร่างใหญ่และพูดได้เต็มปากว่าเราสร้างขึ้นมาเอง”

สถาพร แสดงทัศนะเกี่ยวกับงานประจำว่า ส่วนใหญ่มันคืองานที่ทำและจบไปในแต่ละเดือน “พอเรารับเงินเดือน มูลค่าของสิ่งที่เราทำก็จบไป” เขาว่า ต่างจากการเริ่มธุรกิจของตัวเองโดยที่ไม่มีความรู้เรื่องรีสอร์ทเลยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ตั้งแต่เรื่องแบบแปลน ก่อสร้าง งบประมาณ พอเปิดบริการแล้วก็เป็นเรื่องการจัดการ หาลูกค้า ระบบการจอง เรียกได้ว่าขรุขระตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ที่ก็ยังมีปัญหาใหม่ๆ ให้แก้ไข แต่เขาเรียนรู้จากประสบการณ์จริง

สถาพร อายุ 25 ปี ค้นพบตัวเองเจอแล้วบนแผ่นดินที่เขาเกิดมา นอกจากนี้ยังได้เชิญชวนทุกคนให้ไปมองสวนผึ้งมุมใหม่ “ธรรมชาติสวนผึ้งสมบูรณ์มาก” เขายืนยัน ในฐานะคนท้องถิ่นเขาขอแค่ให้ออกมาสัมผัสธรรมชาติแท้ๆ ก็จะพบว่าชีวิตได้พบความหมายของชีวิตแล้ว

เรื่องราวของชายทั้ง 3 คนไม่ได้พิเศษกว่าคนอื่นๆ เขาแค่รู้ตัวเองว่ารักอะไร เลือกทางนั้น และเดินหน้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป เหมือนคำพูดของคนเจ๋งๆ ที่ชอบพูดว่า “ความฝันจะเป็นแค่ฝัน ถ้าไม่ลงมือทำ” และพวกเขาก็ทำให้เห็นแล้ว

เพราะ ‘รัก’ หนุ่มๆ จักหนีกรุง

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท