พื้นที่ของแรงบันดาลใจ
อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์
โดย...อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์
ผมเคยมีโต๊ะทำงานที่บ้าน แต่หลังการขนย้ายเตรียมรับน้ำท่วมใหญ่เมื่อหลายปีก่อน ก็ไม่เคยนำมันกลับมาเข้าที่เข้าทางอย่างที่ควรเป็นอีกเลย
การล้าง เช็ด ถูบ้านหลังน้ำท่วม ทำให้เห็นถึงความโล่ง โปร่ง จนไม่อยากนำอะไรมาวางไว้ให้เกะกะอีกต่อไป และโต๊ะอาหารกลายเป็นที่ทำงานนับตั้งแต่นั้นมา
อันที่จริงโต๊ะทำงานที่เคยมีก็ไม่ได้ทำหน้าที่ตามที่เราเรียกมันสักเท่าไหร่ หน้าที่หลักของมันคือ ที่วางหนังสือ เอกสาร ที่รอเวลาให้ไปหยิบอ่าน ครั้นพอมากเข้าก็กลายเป็นความรกรุงรังไปเสียด้วยซ้ำ
แต่ในด้านหนึ่งความรกรุงรังนี่แหละ ที่เรียกร้องเชิญชวนให้ต้องเข้าไปหา บ่อยครั้งที่ความตั้งใจจะจัดเก็บโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย กินเวลานาน อาจถึงครึ่งค่อนวัน เพราะมัวแต่จมอยู่กับการเปิดอ่านหนังสือ เอกสารที่กองอยู่บนโต๊ะ
แรงบันดาลใจในชีวิตและการทำงานมากมาย เกิดขึ้นจากสถานที่และช่วงเวลาที่ว่านี้
ช่วงเวลาเดียวกันกับการปรับเปลี่ยนพื้นที่ภายในบ้าน บริษัทที่ผมทำงานก็มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่เช่นเดียวกัน เพื่อรองรับการขยายกิจการ มีการตั้งองค์กรหน่วยงานใหม่ขึ้นมา ห้องเก็บหนังสือในออฟฟิศก็หายไป รวมทั้งลานพักผ่อนด้านล่างที่เคยเป็นจุดนั่งเล่น จิบกาแฟยามบ่ายหรือยามเย็น พูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน ก็ปรับปรุงใหม่ แยกสัดส่วนสำหรับผู้สูบและไม่สูบบุหรี่ออกจากกัน วงสนทนาที่เคยครึกครื้นก็เป็นอันต้องเลิกราไปด้วยเช่นกัน
อันที่จริง ใช่เพียงแค่การพูดคุยสนุกสนาน ก่อนเริ่มต้นช่วงเวลาทำงานอย่างเข้มข้น แต่พื้นที่แห่งการพบปะพูดคุยที่ว่านี้นอกจากเรื่องเล่า แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันแล้ว ยังเป็นพื้นที่ของการปรึกษาหารือ จุดประกายความคิดอีกมากมาย
คงคล้ายๆ กับคำพูดที่ว่า “สนามกอล์ฟเป็นที่พูดคุยเรื่องงาน เรื่องธุรกิจ หรือแม้แต่ข้อตกลงทางการเมือง ส่วนห้องประชุมเป็นที่พูดคุยกันเรื่องกอล์ฟ”
อาจไม่ใช่ทั้งหมด ในความจริง ห้องประชุมเป็นที่กำหนดโครงสร้าง แนวทาง ข้อกำหนดกฎเกณฑ์ แต่ทว่าพื้นที่ภายนอกห้องประชุมนั้น สถานที่อาจสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อนำไปสู่การกำหนดข้อตกลงได้มากกว่า
สำหรับผม ร้านกาแฟเป็นอีกที่หนึ่งซึ่งเหมาะแก่การพูดคุย หารือ หลังจากพบว่าร้านเหล้านั้น เหมาะแก่บรรยากาศสรวลเสเฮฮามากกว่าที่จะมานั่งคุยขบคิดกันในเรื่องที่ต้องจริงจัง ความเป็นคนที่ดื่มกาแฟจัด หมายถึงดื่มได้อย่างต่อเนื่อง 1-2 หรืออาจมากถึง 3 ถ้วย หรือแก้ว ทำให้ผมและพรรคพวกไม่ค่อยตะขิดตะขวงใจสักเท่าไหร่ที่จะต้องนั่งแช่ในร้านกาแฟ
อาจเป็นเพราะความเป็นคนใต้ ที่เติบโตมากับวัฒนธรรมที่ผู้คนนิยมดื่มชา กาแฟ ร้านขายชาร้อน กาแฟริมทางนั้นมีทั่วเมือง เป็นสถานที่นัดพบ พูดคุย หรือแม้แต่พัก ผ่อนคลาย ได้เกือบตลอดทั้งวัน การที่ต้องต่างที่ ต่างถิ่น มาใช้ชีวิตในเมืองหลวง เมื่อกว่า 20 ปีก่อน สมัยที่ร้านกาแฟยังไม่มากดาษดื่นเช่นปัจจุบัน แต่ร้านเหล้าหรือผับนั้นผุดกันขึ้นมาอย่างมากมาย กลายเป็นที่นัดพบเจอกันของเด็กบ้านนอกอย่างผมและเพื่อน
สิ่งหนึ่งผมคิดว่ายุคนี้ดีกว่ายุคสมัยเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ก็คือเรามีร้านกาแฟ มีสถานที่ ซึ่งเอื้อต่อการพบปะ พูดคุย หรือแม้แต่เปิดโอกาสให้นั่งแช่ สร้างแรงบันดาลใจได้มากกว่า
ว่าก็ว่าเถอะ ต่อให้ร้านกาแฟบางที่จะเรียกเก็บค่านั่งแช่เพิ่มขึ้นบ้างก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่ายอมรับได้
หญิงสาวที่เคยรู้จักคนหนึ่ง ชอบร้านกาแฟมาก แต่เธอปฏิเสธแทบทุกครั้งที่ผมชวนเธอไปร้านกาแฟ สำหรับเธอ ร้านกาแฟ เสมือนวิหารศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งจะได้สนทนากับตัวตน ความเป็นตัวเธอเอง ซึ่งไม่อนุญาตให้ผู้คนอื่นเบียดแทรกเข้ามาในโอกาสอันมีได้น้อยเช่นนี้
แน่นอน มันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ โมงยามในชีวิตที่มีผู้คนมากมายผ่านเข้ามา มีเรื่องมากมายที่จำเป็นต้องทำ ดังนั้น หากบางเพียงช่วงเวลาที่เพียงแค่อยากนั่งลงเป็นผู้ชม เฝ้ามองผู้อื่น ตั้งคำถาม เปิดความคิดโต้แย้งกับตัวเอง โอกาสเช่นนี้มิใช่หรือที่เอื้อต่อการค้นพบสิ่งใหม่ๆ รวมทั้งค้นพบแรงบันดาลใจ
ผู้คนไม่น้อยที่ค้นหาแรงบันดาลใจ ซึ่งมันอาจล่องลอยอยู่ที่ไหนสักแห่ง รอให้เราไปสัมผัส และรู้สึกกับมัน
หลายคนเลือกหนังสือ หนัง เพลง หรือการเดินทาง หรือเลือกมันทุกอย่าง เพียงเพื่อมิให้ความคิดซึ่งเป็นตัวกำหนดชี้นำทางชีวิต ต้องจมจ่อมอยู่กับรูปแบบเดิมๆ
โต๊ะอาหารที่บ้านผมนั้น ใช้เป็นที่นั่งทำงานได้ แต่มันไม่ใช่ที่ซึ่งจะนั่งลงเพื่อคิด ทบทวน พิจารณาอย่างถี่ถ้วนรอบด้าน ผมคิดถึงโต๊ะทำงานที่กองสุมไปด้วยข้าวของ หนังสือ เอกสาร ภาพถ่าย และอะไรต่างๆ อีกมากมาย ไม่มีสิ่งใดถูกจัดวางอย่างจงใจ มันจึงไม่เคยมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย เพียงแต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เข้าไปรื้อค้น สัมผัส เมื่อนั้นความคิดใหม่ๆ ก็หลั่งไหลสร้างแรงบันดาลใจได้ทุกครั้ง
ผมกำลังจะรื้อโต๊ะทำงานออกมาวางใหม่อีกครั้ง







