
ชีวิตอันปวดร้าว ในภาพถ่าย
“ศิลปะเพื่อรับใช้สังคม” เคยได้ยินคำพูดนี้มานาน แต่เพิ่งมากระจ่างชัดหลังได้ชมนิทรรศการของ 2 พี่น้อง
เรื่อง...พงศ์ พริบไหว / ภาพ...ไชยกฤต แซ่ตั่น
“ศิลปะเพื่อรับใช้สังคม” เคยได้ยินคำพูดนี้มานาน แต่เพิ่งมากระจ่างชัดหลังได้ชมนิทรรศการของ 2 พี่น้อง สุดยอดช่างภาพสารคดีอย่าง เริงฤทธิ์-เริงชัย คงเมือง ในงาน “Dark Side of the City : ด้านมืดของเมือง” ที่จัดขึ้นมาเพื่อชวนให้ผู้คนในเมืองตระหนัก และสัมผัสกับคำว่า “ถ่านหินสะอาด” ในมุมที่ถูกซ่อนเร้น...
“หลายปีมาแล้วมีแต่คนพูดว่าถ่านหินสะอาดดีและคนก็เข้าใจแบบนั้น แต่จริงๆ แล้วมันเกิดผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์และสังคมโดยรอบเหมืองถ่านหิน ถึงแม้ศาลจะตัดสินว่าชาวบ้านจะได้เงินชดเชยมันก็น้อยถ้าเทียบกับสิ่งที่พวกเขาสูญเสียไป ปอดเขาเอาคืนได้ไหม หลอดเลือดเขาเอาคืนได้ไหม หัวใจเขาเอาคืนได้ไหม พอกระทบต่อเรื่องสุขภาพก็กระทบต่อไปยังเรื่องเชิงสังคมอีก ชีวิตชาวบ้านก็ยิ่งลำบากจนสุดท้ายปลายทางชุมชนก็ล่มสลาย ซึ่งผมว่าเงินแค่สองแสนบาทต่อคน มันไม่ได้มากพอที่จะชดใช้สิ่งที่ชาวบ้านสูญเสียไป เราสองคนเลยเลือกที่จะเข้ามาสะท้อนให้เห็นสภาพความป่วยไข้ของชาวบ้านเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานบอกเล่าเรื่องราวให้ผู้คนได้รับรู้”
2 พี่น้องที่ตามเรื่องราวนี้มานานปีลงพื้นที่มาหลายหน จึงตั้งใจทำงานชิ้นนี้ขึ้นมาเพื่อบอกต่อสังคม โดยเมื่อวันที่ศาลปกครองสูงสุดตัดสินคดีโรงไฟฟ้าแม่เมาะ และชาวบ้านได้รับชัยชนะนั้น ทั้งคู่ตัดสินใจพากันไปเก็บภาพเพื่อหวังบันทึกประวัติศาสตร์ โดยทำงานกันแค่สองคนในระยะเวลาอันจำกัด บนความไม่ครบพร้อมที่พบพาน ทั้งคู่ทุ่มทุกอย่างเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด
“ตอนแรกไม่คิดว่าจะจัดเป็นนิทรรศการ เราแค่อยากไปเก็บภาพเป็นประจักษ์พยานให้ผู้คนที่ไม่ได้รู้เรื่องราวของพวกชาวบ้าน ได้เห็นแววตาของพวกเขาที่เจ็บปวดกับเหตุการณ์นี้ ได้เห็นผลกระทบจากสิ่งที่เขาต้องทนอยู่กับมันแล้วไปไหนไม่ได้ ซึ่งภาพของเราจะสะท้อนให้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ชาวบ้านถึงต้องทนแบบนี้
ขนาดตอนเราลงไปในพื้นที่ไปอยู่กับชาวบ้านไม่กี่วัน เราเองก็รู้สึกแสบจมูกแสบคอ คิดดูนะเราอยู่แค่ไม่นาน แล้วคนที่เขาอยู่ตรงนั้นมาทั้งชีวิตมันจะขนาดไหน ซึ่งทุกคนได้รับผลกระทบกันหมด แต่ก็มีชาวบ้านเพียงบางกลุ่มเท่านั้นที่กล้าออกมาเรียกร้องสิทธิของตัวเอง เพราะว่าเรื่องแบบนี้มันมีเรื่องของการเมืองเข้ามาเกี่ยวด้วย ชาวบ้านจึงไม่กล้าออกมาพูดทั้งหมด”
ปมปัญหา “ถ่านหินสะอาด” ซึ่งหากจะให้เล่าคงยาวเสียจนหน้ากระดาษที่มีไม่พอ เอาเป็นว่าถ้าอยากรู้เรื่องราวแบบเจาะลึก งานนี้ต้องออกไปหาด้วยตัวเองในนิทรรศการ ซึ่งภายในงานจะมีภาพถ่ายของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบกว่า 200 ชีวิต บอกเล่าเรื่องราวของปัญหาทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นภาพถ่ายพอร์เทรตที่ล้วนมีแววตาทรงพลัง ซึ่งแม้จะเป็นงานที่ช่างภาพทั้งสองใช้เวลาทำงานกันน้อย แต่กลับเป็นงานที่น้อยแต่ได้มาก เพราะทั้งตรงประเด็น สามารถสะท้อนความตั้งใจได้อย่างเข้าถึงความรู้สึก
“เรามีนิทรรศการนี้มาเพื่ออยากสะท้อนปัญหาของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบซึ่งจริงๆ เราเอามาได้เพียงส่วนเล็กๆ จากผลกระทบทั้งหมด เพราะมีชาวบ้านเป็นหมื่นคนที่ได้รับผลกระทบในเรื่องนี้ ซึ่งมันทำให้เห็นว่ากฎหมายสิ่งแวดล้อมในบ้านเราไม่สามารถปกป้องคนที่อยู่ในชุมชนได้”
ทั้งสองสรุปสั้นๆ ถึงนิทรรศการ “Dark Side of the City : ด้านมืดของเมือง” ซึ่งงานในครั้งนี้จัดขึ้นโดยมูลนิธิโลกเย็นที่เป็นธรรมและบริษัท ศิวิไลซ์ ครีเอชัน ณ หอศิลป์กรุงเทพฯ ส่วนนิทรรศการชั้น 4-5 เรื่อยไปจนถึงวันที่ 26 ก.ค. ซึ่งในวันสุดท้ายของงานจะมีการเสวนาถึงเรื่องถ่านหินสะอาด สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่โทร. 02-214-6630







