
วิ่งเพื่ออะไร?
เวลานี้มีความสงสัยและปนกับความงงเล็กน้อย หลังจากระยะนี้ทำไมคนเมืองหลวงตื่นตัวกับการวิ่งกันมากมายขนาดนี้
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
เวลานี้มีความสงสัยและปนกับความงงเล็กน้อย หลังจากระยะนี้ทำไมคนเมืองหลวงตื่นตัวกับการวิ่งกันมากมายขนาดนี้
ดัชนีชี้วัดที่ผมเห็นมีอยู่ด้วยกัน 2-3 ประการ
1.สวนสาธารณะอุดมไปด้วยนักวิ่งมือสมัครเล่นและมืออาชีพ ยกตัวอย่างสวนลุมพินี ซึ่งเป็นสวนสาธารณะใจกลางเมือง ผมสังเกตเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นในทุกเช้าวันธรรมดา หรือวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ปริมาณที่มาวิ่งแทบจะไม่ต่างกัน จากเดิมที่เหมือนก่อนวันธรรมดาคนจะดูโหรงเหรง
2.กิจกรรมเดิน-วิ่งที่มีให้ร่วมสนุกกันแทบทุกสุดสัปดาห์ เมื่อก่อนกรุงเทพฯ มีการจัดงานวิ่งหลักๆ อยู่ไม่กี่งาน แต่มาเดี๋ยวนี้มีสนามแข่งขันท้าใจนักวิ่งเพียบ แม้ในโลกโซเชียลจะมีรันเนอร์หลายคนบ่นว่างานนั้นจัดไม่ได้เรื่องอย่างนี้ งานนี้จัดไม่ได้เรื่องอย่างนั้น และบอกว่าจะไม่ไปร่วมวิ่งอีกแล้ว แต่สุดท้ายนักวิ่งก็อดใจไม่ไหวจนต้องไปวิ่งอยู่ดี
3.ร้านค้าอุปกรณ์การวิ่งเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด เห็นได้ชัดเลยว่าเวลานี้ร้านค้าในโลกออนไลน์หันมาจับสินค้าเกี่ยวกับการวิ่งเป็นจำนวนมาก ทั้งรองเท้าวิ่งแบรนด์เนมชื่อดังราคาหลัก 5,000-7,000 บาท นาฬิกาจับเวลาที่มีคุณสมบัติในการวัดสมรรถภาพนักวิ่งในราคาเรือนหมื่นขึ้นไป หรือแม้แต่เสื้อผ้าที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของนักวิ่ง ซึ่งมีราคาแพงระดับ 2,000-3,000 บาท
กระแสวิ่งมาจากไหน ทุกวันนี้ผมเองก็ยังหาไม่ได้ เมื่อหลายปีก่อนมีค่ายหนังไทยอยู่ค่ายหนึ่งทำภาพยนตร์ที่มีตอนหนึ่งที่เล่าถึงการวิ่ง แต่ความทรงจำของผมในตอนนั้นก็จำได้ว่าผลของจากภาพยนตร์เรื่องที่ว่านี้ก็ไม่ได้สร้างกระแสตื่นตัวให้คนออกมาวิ่งเท่าไรนัก
ด้วยความอยากได้ใคร่รู้ว่ากีฬาวิ่งมันมีเสน่ห์อะไร ผมก็เลยเอาตัวเองเป็นหนูทดลองเสียเลย
ผ่านมา 1 ปีกว่าๆ บอกแบบไม่ดราม่าเลยว่า “เฮ้ย มันเจ๋งดีวะ”
แรกๆ ที่วิ่ง โอ้โห! ปวดขาก็ปวด เมื่อยขาก็เมื่อย เจ็บก็เจ็บ ร้าวไปทั้งตัว แทบจะลากสังขารไปทำงานไม่ไหว
แต่มันก็เหมือนเป็นความท้าทายว่าเราจะรู้จักกับขีดจำกัดของร่างกายเราดีแค่ไหน จากที่วิ่งๆ เดินๆ คลานๆ ได้แค่ 1-2 กิโลเมตรก็ถอดใจ ต่อมาก็เริ่มก้าวข้ามข้อจำกัดของตัวเองไปได้เรื่อยๆ มาอยู่ที่หลัก 10 กิโลเมตรขึ้นไปโดยไม่รู้สึกเจ็บตัว
ไม่เพียงเท่านี้ ผลพลอยได้ที่ตามมา คือ สุขภาพที่ดีขึ้น หายใจได้โล่งปอดมากขึ้น ทำงานในห้องแอร์แบบไม่มีอาการจามอีก ที่สำคัญ รู้สึกหงุดหงิดเวลาที่ตั้งใจว่าวันนี้เตรียมมาวิ่งแต่มีเหตุให้ต้องอดวิ่ง
อาจยังไม่ถึงขั้นเรียกว่าเป็นการวิ่งเปลี่ยนชีวิต แต่อย่างน้อยก็ทำให้มีความสุขในทุกๆ ระยะทางที่ตัวเองวิ่งได้มากขึ้น เหมือนตัวเองได้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ทีละเล็กทีละน้อย
พูดไปก็หาว่าโอเวอร์ แต่เรื่องแบบนี้ไม่ลองไม่รู้ ลองดูก็ไม่เสียหายอะไรนะครับ!







