
‘อาวุธลับ’ ช้างศึก แอนดี้ ชลิงเกอร์
ใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ “ช้างศึก” ทีมชาติไทย คงประหลาดใจไม่น้อยที่นักฟุตบอลไทย ภายใต้การกุมบังเหียนของ “ซิโก้”
โดย...ราชันเบอร์23
ใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ “ช้างศึก” ทีมชาติไทย คงประหลาดใจไม่น้อยที่นักฟุตบอลไทย ภายใต้การกุมบังเหียนของ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ถึงมีพละกำลังเหลือเฟือ เรี่ยวแรงดี วิ่ง 90 นาทีไม่มีหมด หากเทียบกับสมัยก่อน นักฟุตบอลไทยจะเล่นดีแค่ครึ่งแรก พอเข้าสู่ครึ่งหลังหลายคนเดินเล่นกันแล้ว เพราะหมดแรง ไม่มีก๊อกสองก๊อกสามเหมือนยุคนี้ และที่สำคัญนักเตะไทยสมัยนี้รูปร่างดี เพราะมีทั้งวิทยาศาสตร์การกีฬา โภชนาการที่ดีเยี่ยม รวมถึงการบำบัดอาการบาดเจ็บของนักเตะ เป็นองค์ประกอบให้ทีมชาติไทยชุดนี้ดูดีมีราศีไม่ด้อยกว่านักเตะเกาหลีใต้หรือญี่ปุ่น
องค์ประกอบที่สำคัญที่ฟุตบอลไทยกำลังก้าวไปในระดับอินเตอร์ นั่นคือ เรื่องการรักษาอาการบาดเจ็บของนักเตะ ที่สมัยก่อนไม่ได้มีมืออาชีพเข้ามาดูแลเหมือนเฉกเช่นปัจจุบัน เรียกว่าเอาหมอนวดที่พอจะมีความรู้อยู่บ้างมาคลายเส้น ประคบร้อนประคบเย็นเท่านั้น
ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ยามที่ขุนพล “ช้างศึก” ลงสนาม ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลรายการซีเกมส์ ฟุตบอลโลก ฟุตบอลปรี-โอลิมปิก แฟนบอลหลายคนเคยเห็นฝรั่งตัวโตๆ กล้ามใหญ่ วิ่งปรี่เข้าไปในสนามก่อนใครเพื่อน หากมีนักเตะไทยบาดเจ็บอยู่กลางสนาม
คงมีคำถามอยู่ในใจว่าฝรั่งคนนี้เป็นใคร มาจากไหน และมาทำอะไรอยู่เมืองไทย
@Weekly ฉบับนี้มีโอกาสจับเข่าคุยกับ แอนดี้ ชลิงเกอร์ นักกายภาพบำบัดมืออาชีพ สั่งตรงจากเมืองเบียร์ ประเทศเยอรมนี ประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับการบำบัดนักกีฬาบาดเจ็บมากว่า 20 ปี แม้จะมาอยู่เมืองไทยไม่นานแต่หลงรักคนไทยและเมืองไทย ชนิดที่เรียกว่าไทยแลนด์เป็นมากกว่าบ้านหลังที่ 2
“ตอนอยู่เยอรมนี ผมเป็นอาจารย์สอนบรรยายเรื่องเกี่ยวกับกายภาพบำบัด รวมถึงเป็นนักกายภาพบำบัดของสโมสรไฟร์บวร์ก ทีมดังในศึกบุนเดสลีกาด้วย ผมมาเมืองไทยหลายครั้งแล้ว ตอนแรกมาเที่ยว มากันทั้งครอบครัว ในปี 2012 ผมชอบที่นี่ ผมตัดสินใจไม่นานในการมาใช้ชีวิตเมืองไทย หลังได้รับการทาบทามจากคุณวรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ให้มาช่วยสมาคมฟุตบอลฯ ผมไม่รีรอที่จะตอบตกลงทันที พอมาถึงต้องบอกว่าได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ทั้งจากผู้ใหญ่ในสมาคม โดยเฉพาะ ‘ซิโก้’ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง และนักเตะทีมชาติไทย ทุกคนอัธยาศัยดีมาก เป็นกันเอง ผมชอบบรรยากาศในแคมป์ทีมชาติที่นี่ แต่นักเตะค่อนข้างกลัวผมนะตอนแรก เพราะถ้าไม่รู้จักผมก็จะไม่คุย แต่พอคุ้นเคย พวกเขาก็กล้าคุยกับผมมากขึ้น ตอนนี้พอเจ็บอะไรนิดหน่อยพวกเขาก็เรียกผมทันที” หนุ่มวัย 42 ปี กล่าวอย่างอารมณ์ดี
แอนดี้ไม่ได้มาอยู่เมืองไทยคนเดียว เขาตัดสินใจเอาครอบครัวมาอยู่ด้วยทั้งภรรยาและลูกสาว 2 คน คนโตอายุ 20 ปี เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ส่วนคนเล็กอายุเพิ่งจะ 15 ปี ทุกคนชอบเมืองไทยมาก
“ตอนแรกผมคิดว่าจะมาใช้ชีวิตคนเดียว แต่พอถามภรรยาและลูกๆ ทุกคนแฮปปี้ที่จะมาใช้ชีวิตที่เมืองไทย เลยตัดสินใจมากันหมดเลย ทุกสิ่งทุกอย่างของเมืองไทย ผมและครอบครัวชอบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ อาหาร และน้ำใสใจจริงของคนไทย ที่เป็นมิตรกับทุกคน เป็นข้อดีของคนไทยที่เหนือชาติอื่น อาหารที่พวกเราชอบทาน คือ ผัดกะเพรา และต้มยำกุ้ง ตอนแรกรู้สึกเผ็ด แต่ตอนนี้เริ่มชินกับรสชาติแล้ว”
หนุ่มใหญ่วัย 42 ปี ย้ำมาโดยตลอดว่า “เรื่องเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญ” หากสิ่งที่คุณทำมันเป็นความสุขและมันมีคุณค่าต่อส่วนรวม และที่สำคัญมีประโยชน์ต่อประเทศไทย
“ผมไม่อยากให้พูดถึงเรื่องเงินหรือผลตอบแทน สมาคมฟุตบอลไทย และผู้ใหญ่ในสมาคมดีกับผมมาก ผมอยากทำบางสิ่งตอบแทน แน่นอนสิ่งที่ได้คือความสบายใจ ได้ดูแลนักเตะไทย พวกเขาบาดเจ็บมีความทุกข์อยู่แล้ว เขาต้องแบกความคาดหวัง ความกดดัน เขาต้องการความช่วยเหลือ พวกเขาให้ผมช่วยรักษาแล้วรู้สึกดีขึ้น มันมีค่ามากกว่าเงินทองหลายพันเท่า มันเทียบคุณค่าทางจิตใจไม่ได้ หน้าที่หลักของผมคือนักกายภาพบำบัดทีมชาติไทย แต่หากว่างเว้นจากงานทีมชาติก็จะมารับจ๊อบให้กับสโมสรเมืองทองฯ ยูไนเต็ด”
หากจะเปรียบเทียบไทยลีกกับบุนเดสลีกา มันแตกต่างกันมากแค่ไหน นักกายภาพหนุ่มยอมรับว่าไทยลีกเป็นช่วงตั้งไข่ เพราะที่เยอรมนีมีฟุตบอลลีกมาเป็นร้อยปีแล้ว
“ฟุตบอลเราเริ่มกันมาตั้ง 50-60 ปีแล้ว ที่โน่นเรามีอะคาเดมีตั้งแต่อายุ 10 ปี 12 ปี ทุกคนไปเรียนฟุตบอล หากเทียบกับเยอรมนี ที่มีฟุตบอลอาชีพมาอย่างยาวนาน หากเทียบกับเมืองไทยที่เพิ่งเริ่มนับหนึ่ง แต่เด็กไทยเป็นเด็กที่มีสัมมาคารวะ แต่ต้องเน้นเรื่องระเบียบวินัยให้มากกว่านี้ พวกเขาชอบทำอะไรสบายๆ ไม่ชอบอยู่ในกฎเกณฑ์มากมาย แต่ทุกวันนี้ผมก็แฮปปี้เพราะพวกเขาเชื่อผม โดยเฉพาะ ชาริล ชัปปุยส์ ช่วงที่เจ็บมาจากซูซูกิ คัพ เราเจอกันบ่อย จนเขากลับไป
สวิส ต้องบอกว่าในอาเซียน ทีมชาติหลายชาติมักไม่ได้ให้ความสำคัญกับอาการบาดเจ็บของนักเตะ เวลาเจ็บนิดหน่อยก็พยายามเล่นต่อโดยไม่รักษาให้หายขาด นี่มันอันตรายมาก มันทำให้นักเตะเล่นได้ไม่ 100% ตามศักยภาพระยะยาวและส่งผลลบต่ออาชีพการเล่น หน้าที่ผมคือเอาใจใส่นักเตะในทีม ไม่ใช่แค่คนที่เจ็บ แต่คนที่ล้าก็ต้องดูแลด้วย”
แอนดี้มองว่าทีมชาติไทยยุคนี้สามารถพัฒนาไปได้อีก หากองค์ประกอบทุกอย่างลงตัว ฟุตบอลโลกก็ไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินฝันสำหรับ “ช้างศึก”
“ฟุตบอลไทยตอนนี้ หัวหน้าสตาฟฟ์โค้ช โดยเฉพาะ ‘ซิโก้’ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เป็นโค้ชมืออาชีพ เมืองไทยไม่จำเป็นต้องจ้างโค้ชต่างชาติหรอก เขามีศักยภาพพอๆ กับฝรั่ง ส่วนนักเตะพัฒนาไปมาก หากเทียบกับเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าในผลงานที่ผ่านมา ทั้งการคว้าแชมป์ฟุตบอลซีเกมส์ ครั้งที่ 27 ที่เมียนมา และการคว้าอันดับ 4 ในอินชอนเกมส์ ที่เกาหลีใต้ ต่อเนื่องมาจนถึงแชมป์ฟุตบอลซูซูกิ คัพ ที่สิงคโปร์ ในปี 2014 และในปีนี้เราเพิ่งคว้าแชมป์ฟุตบอลซีเกมส์ ครั้งที่ 28 ที่ประเทศสิงคโปร์มาหมาดๆ ส่วนทีมชาติชุดปรี-โอลิมปิก ตั้งเป้าจะผ่านเข้ารอบลึกๆ ให้ได้ รวมถึงทีมชาติชุดใหญ่ที่ทำผลงานได้ดีในรอบคัดเลือก ลงสนาม 2 นัด มี 6 แต้ม โดยตั้งเป้าจะผ่านเข้าไปเล่นรอบ 10 ทีมสุดท้าย ที่กาตาร์ในปีหน้า ส่วนฟุตบอลหญิงก็พัฒนาไประดับโลกแล้ว ที่ผ่านมาก็โชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก 2015 ที่แคนาดามาแล้ว และทำผลงานได้ดีเสียด้วย ผมมองว่าอีก 10 ปี ทีมไทยก็มีโอกาสที่จะไปโลดแล่นในเวทีโลกได้เหมือนกัน หากพัฒนาเรื่องฝีเท้าและเรื่องวินัย ซึ่งนักเตะชุดนี้แหละเป็นความหวัง พวกเขาอายุยังน้อย ยังพัฒนาไปได้อีก พวกเขาคือความหวังใหม่ของทีมไทย”
เป้าหมายในชีวิตตอนนี้ อยากทำงานที่เมืองไทยนานๆ เพราะหลงรักเสน่ห์ของเมืองไทย
“ผมอยากทำงานที่นี่นานๆ เพราะคนไทยน่ารัก ผมชอบทุกอย่างของที่นี่ ที่สำคัญผมอยากเห็นความสำเร็จของฟุตบอลไทย มันน่าจะเป็นสิ่งที่ผมภาคภูมิใจไม่น้อย หากมองย้อนกลับมา คุณเห็นว่าสิ่งที่ลงทุนไป มันเกิดผลลัพธ์ที่ดี อยากให้ทุกคนใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะนักกีฬา คนทั่วไปต้องใส่ใจสุขภาพเช่นกัน เพราะสุขภาพที่ดี เงินก็ซื้อไม่ได้” หนุ่มเมืองเบียร์กล่าวทิ้งท้าย
หากจะเปรียบเทียบแอนดี้เป็นอาวุธลับของทีม “ช้างศึก” คงไม่ใช่การกล่าวเกินจริง
ด้วยสองมือของเขาที่มีความตั้งใจและมุ่งมั่น...
เป้าหมายสิ่งเดียว เพื่อพัฒนาฟุตบอลไทยให้ไปไกลกว่าเบอร์หนึ่งอาเซียน!!!







