posttoday
ทางออกของความรัก

ทางออกของความรัก

15 กรกฎาคม 2558

โอ้ว่าอนิจจาความรัก ยามรักก็รัก แต่เมื่อถึงยามจากเหมือนอยู่คนละโลก

โดย...วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ จากภาพยนตร์ The Letter/The Spanish Apartment/Being Julia

โอ้ว่าอนิจจาความรัก ยามรักก็รัก แต่เมื่อถึงยามจากเหมือนอยู่คนละโลก สิ้นสุดลงกับเรื่องราวของดารานักร้องดัง บทความนี้มิต้องการชี้ถูกผิดใคร แต่ต้องการจะกล่าวถึงทางเลือก ที่เลือกได้เมื่อรักสุดสิ้น 

รศ.นพ.เดชา ลลิตอนันต์พงศ์ อาจารย์ประจำวิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การฆ่าตัวตายเมื่อไม่สมหวังในรัก เป็นผลจากการปรับตัวได้ไม่ดี เป็นการแสดงออกที่ไม่เหมาะสมต่อความสูญเสียหรือความเศร้าใจ ร่วมกับความวู่วามที่เกิดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ

“ถ้าย้อนเวลากลับไป คนฆ่าตัวตายทุกคนไม่อาจเลือกทางอื่นได้ เขาจึงเลือกที่จะฆ่าตัวตายในวินาทีนั้นๆ” รศ.นพ.เดชาเล่า

เหตุการณ์ทำร้ายตัวเองถือเป็นความวู่วาม ขาดสติ ขาดความยั้งคิด ถ้าวิธีการที่กระทำมีความรุนแรงก็จะเสียชีวิตได้เลย โดยเป็นความรู้สึกทางด้านจิตใจ ที่ท้อแท้ สิ้นหวัง หมดหวังถาโถมประเดประดัง โดยเฉพาะถ้าเป็นความรักครั้งแรก จะไม่ระวังตัวเลย เพราะจะเป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆ การคิดการใช้เหตุผลจะด้อยลง

ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล จิตแพทย์และผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงทางเลือกเมื่อต้องเดินออกจากความรักว่า ทางออกมี 2 มิติ ได้แก่ มิติของเวลา และมิติของสองบุคคล

สำหรับมิติของเวลา แบ่งเป็น ทางออกที่คำนึงถึงผลกระทบระยะสั้น ไม่สนใจหรือไม่คำนึงถึงผลกระทบระยะยาว เช่น ทำไปด้วยความสะใจ ได้แก้แค้น ได้ระบายออก (เกิดผลเสียต่อคนอื่น) หรือทำไปด้วยความเสียใจ เศร้าใจ (เกิดผลเสียต่อตนเอง) โดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา

ทางออกของความรัก

 

อีกทางหนึ่งคือทางออกที่คำนึงถึงผลกระทบระยะสั้นและระยะยาว คือ การเลือกกระทำการใดๆ ที่จะให้ผลดีทั้งระยะสั้นและระยะยาว เช่น การเลือกคำพูดหรือเลือกการแสดงออกที่เป็นผลดีในวันนี้ (เช่น ทำให้สบายใจ) และไม่เกิดผลเสียในวันหน้า (เช่น ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ไม่ทำร้ายตนเอง)

ส่วนมิติของสองบุคคล คือ 1.เราชนะ เขาแพ้ เช่น ด่าทอฝ่ายตรงข้าม ประจานฝ่ายตรงข้าม แสดงสถานะเหนือกว่า เช่น เราเป็นฝ่ายทิ้งเขานะ 2.เราแพ้ เขาชนะ เช่น เศร้าโศกเสียใจมากและนานเกินไป ไม่กินอาหาร ทำงานไม่ได้ ฆ่าตัวตาย ทำร้ายตนเอง

3.เราแพ้ เขาแพ้ คือ การกระทำทั้งสองแบบข้างต้น ส่งผลเสียหายทั้งสองฝ่าย เสียความรู้สึก เสียชื่อเสียง เสียเงินทอง โดยคิดว่า “เป็นไงเป็นกัน” “ฉันไม่ได้ดีแล้ว เธอก็ต้องแย่ด้วย” 

4.เราชนะ เขาชนะ คือ การกระทำที่มองถึงผลกระทบระยะสั้นและยาวที่เกิดขึ้นกับทั้งตัวเองและอีกฝ่าย เช่น การแสดงความโกรธความเสียใจต่ออีกฝ่ายในที่ปิด หรือต่อหน้าบุคคลที่จะช่วยเยียวยาหรือบรรเทาปัญหาให้ทั้งสองฝ่ายที่เป็นที่เคารพยอมรับทั้งสองฝ่าย แสดงออกด้วยความรักและความเข้าใจว่าทุกฝ่ายล้วนมีความทุกข์และมีข้อจำกัดในตัวเอง คิดว่าทุกข์เสมอกัน เสียใจเสมอกัน เกิดผลเสียเสมอกัน คิดเห็นด้านลบของการอยู่ร่วมกันต่อไป (อยู่ต่อไปจะเสียหาย เสียใจกว่านี้ในภายหลัง) คิดเห็นด้านบวกของการเลิกกัน (มีประโยชน์ต่อเราด้วย)

“คิดทางเลือกให้เห็นทุกทางเลือก โดยเลือกทางที่ดีทั้งระยะสั้นและระยะยาว และดีกับทุกฝ่าย เพราะหากเราแย่ก็แย่ตั้งแต่ต้น แต่หากทำให้อีกฝ่ายแย่ ผลแย่จะกลับมาหาเราระยะยาวในที่สุด” ดร.นพ.บัณฑิต กล่าว

ทางออกของความรัก

 

อีกแนวคิดหนึ่งคือ สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุมาจากปัจจัยสามประการ 1.สิ่งที่เราควบคุมได้ 100% (ตัวเรา) 2.สิ่งที่เราคุมได้บางส่วน (วิธีพูดกับคนอื่น) เช่น แทนที่จะพูดหรือแสดงออกแบบเด็กๆ หรืออันธพาล เราสามารถพูดแรงแบบสุภาพได้ เป็นต้น 3.สิ่งที่เราคุมไม่ได้เลย (สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว) เช่น หวังให้เขารักเรา ดีกับเรา เปลี่ยนนิสัย

“บางอย่างอยู่นอกเหนือการควบคุม ก็ต้องเข้าใจตามนั้น ยอมรับในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และเลือกที่จะควบคุมจัดการกับตัวเองให้ได้ผลดีทั้งในระยะสั้นยาว”

อีกมิติหนึ่งของความรักโลกปัจจุบันคือโซเชียลมีเดีย ดร.นพ.บัณฑิต กล่าวว่า สื่อสังคมออนไลน์ทำให้สถานการณ์ปัญหาก้าวกระโดด กลายเป็นความบานปลายที่ไม่อาจควบคุม เหมือนการจุดไม้ขีดไฟที่อุณหภูมิความร้อนค่อยๆ เพิ่มขึ้น แต่เมื่อมาเจอกับน้ำมันก็ลุกพรึ่บในพริบตา

“การรู้ว่ามีคนจับตามองอยู่ ทำให้คนตัดสินใจทำในสิ่งที่แตกต่างไปจากปกติ มิติของปัญหาที่ซ้อนอยู่”

ดร.นพ.บัณฑิต กล่าวว่า กรณีที่เราเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น เป็นญาติมิตร เราต้องระวังให้มาก เพราะในยามที่คนอ่อนแอที่สุด เขาไม่อาจคิดตัดสินใจด้วยตัวเอง เพื่อนฝูงหรือญาติจึงไม่ควรเอาใจเข้าไปเกี่ยวพันหรือมีอารมณ์ไปด้วย จะกลายเป็นยุส่งซึ่งอันตราย กระหน่ำซ้ำเติมให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย ความปรารถนาดีอย่างเดียวจึงไม่พอ ต้องมีปัญญารู้ว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ ควบคู่กันเสมอ

ด้าน รศ.นพ.เดชา กล่าวต่อว่า ความรักเป็นอารมณ์บริสุทธิ์ของมนุษย์ เป็นความจริงใจ ความรักที่แท้จริงจึงไม่มีเงื่อนไข เป็นความสุข หากความรักบริสุทธิ์ ความเหมาะสม และการแต่งงานเป็นคนละเรื่องกัน เรื่องของความรักและอารมณ์ จึงเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องทำความเข้าใจ เรียนรู้และบริหารจัดการ ถือเป็นหนึ่งในทักษะการใช้ชีวิตที่สำคัญ

อกหักเมื่อไหร่อนุญาตให้ตัวเองโศกเศร้าเสียใจได้ แต่ไม่ควรรบกวนหน้าที่การงาน ไม่ควรรบกวนคนอื่น และไม่รบกวนตัวเอง (จนเกินไป) ทุกข์ได้หายได้และควรหายภายในระยะเวลาอันสั้น ในทางการแพทย์ระยะเวลาที่ยอมรับได้คือ 90 วัน เกินกว่านี้รีบไปพบแพทย์ แพทย์จะให้ยาต้านเศร้า ดูแลร่วมกับจิตบำบัด กรณีวิกฤตจะรับตัวไว้เฝ้าระวัง 48 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงฆ่าตัวตาย

“อกหักยังไงก็หาย ดูแลตัวเองด้วยการบริหารร่างกายให้แข็งแรง ทำจิตใจให้สดชื่น กินอาหารตรงเวลา พักผ่อนให้เพียงพอ จัดการเรื่องงานและความสัมพันธ์ เพื่อนและครอบครัวช่วยได้ในจุดนี้”

ความรักต้องมีความรู้ ต้องมีจิตวิทยาความรัก สามารถเลือกคู่ที่เหมาะสมและปรับตัวได้อย่างเหมาะสม มีท่าทีที่ดีต่อความรักหรือแม้แต่ต้องบอกเลิกจากความรัก สุดท้ายแล้วคือการตระหนักในความสำคัญของรัก ก่อนจะรักใครต้องพิจารณาไตร่ตรอง รักกันแล้วบอกเลิกภายหลัง จะสูญเสียและสร้างความเสียใจให้แก่ทุกฝ่าย

“ก่อนจะรักใคร พยายามรอให้นานที่สุด ให้แน่ใจที่สุด เพราะผลข้างเคียงของความรักคือความรุนแรง ยิ่งคนที่ไม่มีทักษะในการจัดการหรือต่อต้านสังคมอยู่แล้ว อาจเลือกใช้วิธีรุนแรงหรือทำร้ายผู้อื่น ความรัก...ประมาทไม่ได้ ถ้ายังไม่พร้อมก็อย่าริรัก!”

อุทาหรณ์สอนใจนักอกหัก ที่หวังว่าจะเป็นประโยชน์ อย่าลืมว่าเหรียญอีกด้านของความรักคือความทุกข์ ไม่จากเป็นก็จากตาย เมื่อจุดสุดท้ายเดินทางมาถึง “เลือก” ให้ดีล่ะ

ทางออกของความรัก

 

รักเป็น...ไม่มีทุกข์

การที่คนเราจะมีความรักโดยไม่มีทุกข์ จำเป็นต้องมีความเข้าใจเรื่องพื้นฐานทางจิตวิทยาและมีการฝึกทักษะทางอารมณ์ รู้เท่าทันอารณ์และความคิดของตนเอง นั่นคือการมีสติที่จะช่วยลดความรุนแรงของความรู้สึกผิดหวังต่างๆ ลดโอกาสการแก้ปัญหาด้วยอารมณ์ ด้วยความรุนแรง ลดโอกาสการตัดสินใจผิดพลาด

วิธีง่ายๆ ในการเตรียมตัวเองให้พร้อมรับมือกับความรัก ลองอ่านดูนะ

1.เตือนใจตัวเองว่า การอยู่คนเดียวไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว ถ้าเรามีความมั่นใจในคุณค่าของตนเอง ก็มั่นใจว่าจะสามารถผ่านอุปสรรคทั้งหลายในชีวิตไปได้ แต่การมีคนรัก มีคู่ ถ้าเป็นอย่างสร้างสรรค์ได้ก็ดี จะช่วยเสริมสร้างพลังทั้งทางกาย กำลังใจ และกำลังความคิด และเสริมความอบอุ่นใจในชีวิต

2.ควรฝึกการสร้างความมั่นใจในคุณค่าของตนเอง ด้วยการมองด้านบวกของตนเอง ให้กำลังใจตัวเองได้ เมื่อทำอะไรผิดพลาด ล้มเหลว แล้วสามารถลุกขึ้นได้ ให้กำลังใจตนเอง สามารถมั่นใจว่าตนเองมีคุณค่าได้เองโดยไม่ต้องรอให้คนอื่นบอก หรือยอมรับเสียก่อน เพราะถ้าเราไม่มั่นใจในคุณค่าตนเอง จะมั่นใจได้ก็ต่อเมื่อมีท่าทีการยอมรับจากผู้อื่น ย่อมทำให้เรามีความเสี่ยง ชีวิตจะสุขหรือไม่ต้องไปแขวนกับท่าทีของบุคคลภายนอก ซึ่งหาความแน่นอนไม่ได้

3.ฝึกความสามารถสังเกต และรู้เท่าทันอารมณ์ความคิด ความรู้สึกของตัวเองได้ เพื่อใช้ในการพิจารณาสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตตามความเป็นจริง เพราะในความเป็นจริง ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ไม่มีใครที่ไม่เคยทำอะไรผิดพลาด รวมทั้งตัวเรา

4.ไม่มีใครประสบกับสิ่งหรือเหตุการณ์ที่ถูกใจตลอดเวลา คนเราต้องมีความคิดเห็นแตกต่าง ขัดแย้งกันบ้างในบางเรื่อง  เมื่ออยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น ความสามารถมองพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยใจที่เป็นกลาง มองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง สามารถยอมรับได้ถ้าตนเองทำไม่ถูก สามารถกล่าวคำขอโทษได้ หรือถ้าผู้อื่นเป็นฝ่ายทำไม่ถูก ก็สามารถชี้แจงให้เขายอมรับและยอมให้อภัยเขา

ความสามารถเหล่านี้เป็นทักษะสำคัญที่ต้องฝึก หลายคนอาจใช้เวลาเป็นปีๆ แต่ถ้าทำสำเร็จ เชื่อว่าความรักและความสุขจะยั่งยืน หรืออย่างน้อยก็ทุกข์น้อยลง

ขอบคุณข้อมูล : นพ.ไกรสิทธิ์ นฤขัตพิชัย จากโรงพยาบาลมนารมย์

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท