
การมีชีวิตอยู่ หลังการฆ่าตัวตาย
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาถูกโหมกระหน่ำด้วยข่าวดาราสาวชื่อดังระดับนางเอกฆ่าตัวตาย (แต่รอดชีวิต)
โดย...พรเทพ เฮง
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาถูกโหมกระหน่ำด้วยข่าวดาราสาวชื่อดังระดับนางเอกฆ่าตัวตาย (แต่รอดชีวิต) เนื่องจากเลิกรากับแฟนนักร้องหนุ่มที่อยู่กินด้วยกัน คงไม่ต้องเท้าความกันให้มากมายถึงการแถลงข่าวยอมรับผิดของแฟนหนุ่ม รวมทั้งดาราสาวฟื้นตัวกลับมาเข้าใจชีวิตมากขึ้น ทุกคนคงได้เสพเรื่องราวผ่านสื่อมวลชนแขนงต่างๆ กันจนล้นทะลักอยู่แล้ว
จากจุดนี้ทำให้ไปหยิบหนังสือฉบับทดลองอ่านผ่านเว็บไซต์ของโครงการหนังสือเพื่อสังคม ลำดับที่ 6 ความเรียงปรัชญาฝรั่งเศส “เทพตำนานซีซิฟ” (Le Mythe de Sisyphe) เขียนโดย อัลแบรต์ กามูส์ แปลจากภาษาฝรั่งเศสโดย วิภาดา กิตติโกวิท มาอ่านอย่างครุ่นคิด โดยเฉพาะในช่วงต้นของหนังสือ
ในบท “ความไร้สาระกับการฆ่าตัวตาย” อัลแบรต์ กามูส์ เขียนไว้น่าสนใจมาก มุมมองการฆ่าตัวตายตามแนวทางเอ็กซิสเต็นเชียลลิสม์(Existentialism) ซึ่งราชบัณฑิตยสถานของไทยบัญญัติศัพท์ให้ว่า ปรัชญาอัตถิภาวนิยม
กามูส์เขียนร่ายว่า ปัญหาทางปรัชญาที่สำคัญจริงๆ มีเพียงปัญหาเดียว นั่นคือ การฆ่าตัวตาย การตัดสินว่าชีวิตมีค่าหรือไม่มีค่าพอที่จะอยู่นั้น คือคำตอบพื้นฐานทางปรัชญา
พยายามอ่านจับประเด็นที่กล่าวถึงการฆ่าตัวตายโดยตรง ก็มีอยู่หลายส่วนที่ชัดเจนและคลุมเครือดังที่หยิบยกตัดความมา โดยที่กามูส์บอกอย่างชัดเจนว่า เนื้อหาหลักของความเรียงเรื่องนี้ก็คือความสัมพันธ์ระหว่างความไร้สาระกับความตาย ภายในขอบเขตอันชัดเจนที่การฆ่าตัวตายอาจจะกลายเป็นทางออกสำหรับความไร้สาระ...
“ที่ผ่านมา เรามองว่าการฆ่าตัวตายเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางสังคม แต่ในที่นี้ตรงกันข้าม เราเห็นว่ามันเป็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างความคิดปัจเจกชนกับการฆ่าตัวตายตั้งแต่แรกเริ่ม การกระทำในลักษณะนี้ได้เตรียมตัวเองในความเงียบของหัวใจ เฉกเช่นการเตรียมงานศิลปะอันยิ่งใหญ่ชิ้นหนึ่ง ทว่าผู้กระทำนั้นไม่รู้ตัว...”
“การฆ่าตัวตายมีหลายสาเหตุ แต่โดยทั่วไป เหตุที่ปรากฏให้เห็นชัดที่สุดมักไม่ใช่เหตุที่สำคัญที่สุด น้อยครั้งที่คนเราจะฆ่าตัวตายด้วยการไตร่ตรอง (แต่สมมติฐานนี้ก็ไม่อาจขจัดทิ้ง) สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดวิกฤตนั้นมักเกือบจะควบคุมไม่ได้ หนังสือพิมพ์มักพูดถึง ‘ความเศร้าโศกภายใน’ หรือ ‘โรคภัยที่รักษาไม่ได้’...”
“...การฆ่าตัวเองก็เหมือนในละครประโลมโลก ในแง่หนึ่งมันคือการสารภาพ คือการสารภาพว่าเราพ่ายแพ้แก่ชีวิต หรือไม่เข้าใจมัน อย่างไรก็ตามเราอย่าไปไกลกันเกินไปนักเลยในการเปรียบเทียบทำนองนี้ หันกลับมาใช้ภาษาธรรมดาๆ ซึ่งก็จะเป็นเพียงการสารภาพว่า มันไม่คุ้มที่จะทนอยู่...”
ความสมบูรณ์ของหนังสือความเรียงเล่มนี้ในฉบับแปลเป็นภาษาไทยที่เกี่ยวกับประเด็นฆ่าตัวตายนั้น ถูกทำให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในมุมมองของหลักพุทธศาสนา โดยพระไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต ชัยภูมิ ได้เขียนบทกล่าวนำในหนังสือเล่มนี้อย่างแยบคายเจาะลึกเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายที่ช่วยขยายฐานคิดถึงเรื่องนี้ให้พ้นกรอบของกามูส์ไปไม่น้อย พยายามตัดเอาแก่นที่พระไพศาลเขียนถึงแนวคิดความเรียงของกามูส์มาได้ประมาณนี้
“อัลแบรต์ กามูส์ เขียนความเรียงขนาดยาวชิ้นนี้เพื่ออธิบายแนวคิดของเขา โดยเริ่มต้นจากคำถามว่า คนเราควรฆ่าตัวตายหรือไม่ นี้เป็นคำถามเชิงปรัชญาที่สำคัญในทัศนะของเขา เพราะมนุษย์นั้นปรารถนาที่จะแสวงหาความหมายของชีวิตและโลก การค้นพบความหมายดังกล่าวย่อมทำให้ชีวิตมีคุณค่าควรแก่การดำรงอยู่ ปัญหาก็คือโลกนี้ว่างเปล่าจากความหมายหรือคุณค่าที่แท้จริง...”
“...ความรู้สึกว่าโลกนี้ไร้สาระ ไร้เหตุผล ไร้คุณค่า ย่อมสร้างความทุกข์ใจแก่ผู้คน กามูส์ไม่เห็นด้วยกับการจัดการกับความรู้สึกนี้ด้วยการฆ่าตัวตาย เพราะนั่นคือการหนีปัญหา ขณะเดียวกันเขาก็ไม่เห็นด้วยกับการแก้ปัญหาด้วยการเข้าหาศาสนา หรือเอาศรัทธาทางศาสนามาเป็นคำตอบ โดยถือว่ามีสิ่งที่อยู่เหนือเหตุผล ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ด้วยศรัทธาต่อพระเจ้า ด้วยความเชื่อว่าจะพบความหมายและคุณค่า เขาเห็นว่านี้เป็น ‘การฆ่าตัวตายทางปรัชญา’”
“…กามูส์เห็นว่ามีทางเลือกที่สาม นั่นคือการตระหนักถึงภาวะที่ไร้เหตุผลของโลกนี้ และมีชีวิตโดยไม่คาดหวังความคาดหมายจากมัน ไม่ปรารถนาที่จะแสวงหาความหมายของชีวิต รวมทั้งไม่วาดหวังชีวิตที่ดีกว่าในอนาคต (ภพหน้าหรือสวรรค์) กามูส์เชื่อว่าเราสามารถมีชีวิตในโลกที่ไร้ความหมายหรือคุณค่าได้”
“…เขาเสนอท่าทีต่อชีวิตสามประการคือ ‘กบฏ’ (ปฏิเสธทั้งการฆ่าตัวตายและปฏิเสธที่จะแสวงหาความหมายของชีวิต) ‘อิสรภาพ’ (ไม่ถูกครอบงำด้วยศรัทธาทางศาสนา
หรือกฎเกณฑ์ทางศีลธรรม) และ ‘ความปรารถนาอันแรงกล้า’ (การอยู่อย่างมีชีวิตชีวาเต็มเปี่ยม) ในเมื่อเราคาดหวังสาระไม่ได้จากชีวิตและมิอาจคาดหวังชีวิตเบื้องหน้าที่ดีกว่า เราจึงควรใช้ชีวิตทุกขณะด้วยความรู้สึกเต็มร้อย”
พระไพศาลไม่ได้เห็นด้วยหรือเอออวยกับกามูส์ไปทั้งหมด แต่พยายามที่จะนำมายึดโยงกับแก่นธรรมของพุทธศาสนาให้เห็นช่องว่างและความแตกต่างของปรัชญาที่อ้างอิงกันและกัน และเสนอทางออกสำหรับคนที่เติบโตมาในสังคมตะวันออกแบบไทยๆ ที่ผูกติดอยู่กับทัศนะของพุทธที่มนุษย์ยังมีหวังว่าการเวียนว่ายตายเกิดจะสิ้นสุดได้ ไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย อีกต่อไป กล่าวอีกนัยหนึ่งคือสามารถเอาชนะความเกิด แก่ เจ็บ ตายได้ในที่สุด ได้อย่างหมดจด
ดาราสาวที่เป็นข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว น่าจะไปขอคำปรึกษาทางธรรมถึงการมีชีวิตอยู่จากท่านบ้างน่าจะดีไม่น้อย...







