
เรื่องรักหลากรูปแบบ เพราะเรานั้นคู่กัน...
เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา เราคงได้เห็นการเปลี่ยนรูปโปรไฟล์สีรุ้งกันเต็มหน้าเฟซบุ๊ก
โดย...พงศ์ พริบไหว
เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา เราคงได้เห็นการเปลี่ยนรูปโปรไฟล์สีรุ้งกันเต็มหน้าเฟซบุ๊ก สืบเนื่องจากศาลสูงของสหรัฐได้มีคำตัดสินเห็นชอบให้คู่รักซึ่งเป็นเพศเดียวกัน สามารถแต่งงานกันได้ทั่วทั้ง 50 รัฐในสหรัฐ ซึ่งหมายความว่าชาวอเมริกันทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการปกป้องโดยเท่าเทียมกันตามกฎหมาย มีสิทธิโดยชอบตามรัฐธรรมนูญที่จะทำการสมรส ส่งผลให้การแต่งงานระหว่างคู่รักที่เป็นเพศเดียวกันสามารถทำได้ และการเปลี่ยนภาพโปรไฟล์สีรุ้งจึงมีขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองเรื่องดังกล่าว สำหรับผู้คนที่ต้องการแสดงออกเพื่อสนับสนุนในเรื่องนี้
สำหรับบ้านเรา แม้สิทธิโดยชอบดังกล่าวจะยังไม่ใกล้ความจริง แต่ก็ไม่วายที่จะแอบดีใจกับเขาด้วย เพราะขนาดยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐเพิ่งจะก้าวผ่านการต่อสู้สำเร็จ ดูเป็นสัญญาณที่ดีเสมือนเป็นความหวังกับคู่รักเพศเดียวกันที่อยากมีครอบครัว ซึ่งอยากได้สิทธิอันคู่รักควรมี โดยเฉพาะการจดทะเบียนสมรส ที่จะโยงไปถึงสวัสดิการอีกหลายสิ่ง ที่จะทำให้คู่รักเพศเดียวกันได้รับประโยชน์ด้วย ในบ้านเราเองก็มีคู่รักหลายคู่ที่ตั้งตารอให้กฎหมายนี้เกิดขึ้น โดยเฉพาะคู่รักเพศเดียวกันที่ผ่านพิธีการแต่งงานมาแล้วในทางพฤตินัย แต่นิตินัยนั้นยังคงต้องรอไปก่อน
วันนี้เรามีคู่รักเพศที่สาม 2 คู่ที่เป็นข่าวดังในหน้าหนังสือพิมพ์มาร่วมพูดคุยถึงหลายๆ สิ่ง ในเรื่องราวความรักและมุมมองต่อเรื่องอื่นๆ
ส.ต.อ.หญิง จิตติมา เม่นสิน เจ้าหน้าที่ตำรวจธุรการ จ.อุตรดิตถ์ เพิ่งเข้าพิธีวิวาห์กับเจ้าสาว นภัทร ก้อนอาทร ในวันเดียวกันกับร่างกฎหมายคู่สมรสประกาศใช้ในสหรัฐ แม้ไม่คาดคิดมาก่อนว่าการแต่งงานของเธอทั้งคู่ในครั้งนี้จะเป็นข่าวใหญ่ กลายเป็นงานวิวาห์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ซึ่งฝ่ายเจ้าบ่าวเองก็ไม่คาดคิดมาก่อน เพราะตัวเธอแค่หวังว่าการแต่งงานในครั้งนี้คือสิ่งที่เธอตั้งใจมากๆ ในการทำเพื่อคู่ชีวิต ด้วยการสัญญาว่าจะดูแลหัวใจของคนที่รักไปตราบลมหายใจสุดท้าย ซึ่งกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้เรียกได้ว่าไม่ง่ายเลย ซึ่ง ส.ต.อ.หญิง จิตติมา หรือที่คนรักของเธอเรียกแทนตัวว่าซาลาเปา
“ผมเจอกันทางเฟซบุ๊ก คือด้วยความที่เรานึกว่าเขาเป็นเพื่อนก็แอดเฟรนด์ไปหา ด้วยความที่เล่นเกมหมูอยู่ เขาก็รับเป็นเพื่อนเพื่ออัพเลเวล คือเป็นความบังเอิญที่ดีมากๆ ครับ จากนั้นมาก็ได้คุยศึกษากันระยะหนึ่ง แล้วรู้สึกว่าเราเข้ากันได้ดี จากนั้นเราก็คุยกันก็ตัดสินใจจีบเขา ก็ลองคุยกันมาเรื่อยๆ เพราะเขาเป็นคนน่ารัก พอคุยกันนานเข้าเลยอยากเจอตัว จากนั้นเราก็นัดเจอกัน ก็คบดูใจกันเป็นแฟน 5 ปี อยู่ดูแลกันตลอด ซึ่งตอนที่เราคบกันครอบครัวของซูชิ (นภัทร) ก็ไม่ค่อยชอบเรา ก็ได้แต่บอกว่าคบกันเป็นเพื่อน ซึ่งผมใช้เวลากว่า 3 ปีเลยนะกว่าจะพิสูจน์ตัวเองจนเข้าบ้านของแฟนได้”
หลังจากเจ้าบ่าวอย่างซาลาเปาพูดจบ ทางเจ้าสาวก็เล่าให้ฟังถึงความพยายามพิชิตใจครอบครัวของเธอ คือจังหวะที่แม่ของเธอป่วย ซึ่งเจ้าบ่าวเองก็คอยเอาใจใส่จนคนเป็นแม่เอ่ยปากชมว่าดีทุกอย่าง แต่เสียอย่างเดียวน่าจะเป็นผู้ชาย ซึ่งซาลาเปาเองก็ยังคงพยายามพิสูจน์ตัวเองอยู่นานเสมอต้นเสมอปลาย ดูแลคนในครอบครัวของคนรักแบบเดียวกับที่ดูแลครอบครัวตัวเอง เพื่อให้รู้ว่าความรักของเธอก็ไม่แพ้ผู้ชาย นั่นเองทำให้เจ้าบ่าวสามารถเอาชนะใจครอบครัวเจ้าสาว ซึ่งแม้จะเป็นความรักในรูปแบบที่ไม่ปกติ แต่เรื่องราวความรักก็งดงามไม่แพ้คู่อื่น
“เราประทับใจที่เขาเสมอต้นเสมอปลายนะ ตั้งแต่วันแรกที่คุยกันมาวันนี้ก็ยังเหมือนเดิม ดูแลกันอย่างดี เอาใจใส่เราทุกอย่าง เวลาที่เราพูดคุยก็เหมือนเรามีเพื่อนที่เข้าใจกัน เพราะด้วยความที่เป็นผู้หญิงเหมือนกัน ซึ่งมันทำให้เราไปกันได้ แล้วพอคบกันนานเข้า ซาลาเปาก็เลยตัดสินใจขอเราแต่งงานเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตเลย แต่ตอนนั้นทางครอบครัวของเราก็เข้าใจความรักของเราแล้ว พอแม่เราโอเคก็แต่งงานกันเลย จัดงานเหมือนปกติเลย มีสินสอดมีงานปกติ ซึ่งจริงๆ กับการแต่งงานเราก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรนะ เพราะเรามีความสุขของเราทุกวันอยู่แล้ว แต่ซาลาเปาเขาคงอยากทำอะไรที่ให้เกียรติเรา”
ส.ต.อ.หญิง จิตติมา เสริมต่อว่า คิดเอาไว้อย่างถ้าวันหนึ่งกฎหมายรองรับตรงนี้ขึ้นมา อย่างน้อยทั้งสองก็ได้ผ่านการแต่งงาน แล้วก็มีแผนอยากมีลูกกันด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ “ซึ่งก็คงเหมือนกับคู่ผู้หญิงผู้ชายทั่วไปนะ พอมันเป็นความรักที่คนสองคนตั้งใจจะอยู่ด้วยกัน แล้วในอนาคตเราก็อยากทำครอบครัวให้สมบูรณ์เหมือนคนอื่นๆ ก็ตั้งใจวางอนาคตทำอะไรไว้ให้ลูก ซึ่งมาถึงวันนี้มันก็ดูจะมีความหวังมาบ้างนะว่าร่างกฎหมายที่เกิดที่สหรัฐ จะสามารถเกิดขึ้นได้ที่บ้านเรา เพราะคนก็ยอมรับเพศที่สามกันเยอะ
อีกอย่างถ้ามันเกิดขึ้นจริง มันก็จะทำให้เพศที่สามอย่างเรามีจุดยืนอย่างคู่แต่งงานทั่วไป ได้มีสิทธิอะไรหลายๆ อย่างนอกจากเรื่องแต่งงาน ก็มีเรื่องของการรักษาพยาบาลยามแก่เฒ่า หรือแม้แต่การซื้อบ้านที่สามารถซื้อด้วยกันได้ แล้วยังมีเรื่องประกันชีวิต ซึ่งเราไม่ได้ขอสิทธิอะไรที่นอกเหนือกว่ากฎหมายครอบครัวที่มีอยู่ แค่ขอความเห็นใจเรื่องความเสมอภาคของเพศที่สามเท่านั้น ซึ่งมันยิ่งทำให้เรากล้าออกมาแสดงตัวเป็นเหมือนกระบอกเสียงให้สังคมรับรู้ถึงเรื่องราวดีๆ ที่เรามีให้กัน
แล้วถ้ากฎหมายตัวนี้เกิดขึ้นที่บ้านเรา แน่นอนว่าจะเป็นคู่แรกที่ไปจดทะเบียนเลย (หัวเราะ) สุดท้ายเราทั้งคู่ก็อยากให้สังคมมองว่าคู่ทอมกับดี้ หรือเพศที่ 3 ถ้ารักกันก็สามารถพากันก้าวหน้าได้ และช่วยกันทำมาหากินได้ ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากใครหรือแปลกแยกจากสังคม เพราะถึงเราเป็นแบบนี้เราก็เป็นคนดีได้ ไม่ได้เป็นปัญหาให้กับสังคม”
เรียล-วารี ตู้นอก และ แตงโม-ชุติพร ลิขิตชาญวิทย์ คืออีกหนึ่งคู่รักที่จัดงานวิวาห์ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่โรงแรมแชงกรี-ลา เรียกว่าเป็นคู่รักอีกคู่ที่เปิดตัวให้สังคมรับรู้เรื่องราวความรักอย่างเปิดเผย โดยเรื่องราวความรักคร่าวๆ ทั้งคู่รู้จักกันมาแล้วกว่า 10 ปี คบกันในฐานะเพื่อนไม่ได้มีอะไรเกินกว่านี้ ต่างคนต่างมีแฟน และฝ่ายแตงโมเองก็เคยผ่านชีวิตสมรสมาก่อนกับผู้ชาย กระทั่งเมื่อชีวิตและความรักของแต่ละคนมาถึงจุดเปลี่ยน วิธีคิดของแต่ละคนเติบโตขึ้น ทำให้ทั้งคู่จากเพื่อนที่คอยให้คำปรึกษากัน ตกหลุมรักกันและกันจนตัดสินใจคบหาเป็นคู่รัก
ฝ่ายเจ้าบ่าวอย่างเรียลได้เล่าถึงการตัดสินใจขอสาวแตงโมแต่งงานให้ฟังว่า เพราะรู้สึกพร้อมกันทั้งคู่ “คนรอบข้างเราเขาก็โอเค คือก่อนที่เราจะขอแตงโมแต่งงาน เราจะถามคนรอบข้างเยอะมากนะ เพราะห่วงกลัวไม่เข้าใจเรา แต่ครอบครัวเขาเพื่อนเขาก็โอเคกับเรามาก เข้าใจเราว่ารักกัน ซึ่งเราก็พยายามทำให้ครอบครัวและเพื่อนของแตงโมเห็นว่าเรารักลูกเขานะ แล้วพอเรารู้สึกว่าเราพร้อมและเมื่อคนรอบข้างโอเคก็เลยตัดสินใจดูแลผู้หญิงคนนี้ ซึ่งเราก็อยากให้คนอื่นเห็นว่าเราสามารถมีอนาคตด้วยกันได้ ผมจึงตัดสินใจขอเขาแต่งงาน แล้วงานแต่งที่เกิดขึ้นเราก็ดีใจนะ ที่มีคนมาแสดงความยินดีเยอะเลย”
เรียลพูดถึงงานแต่งที่จัดขึ้นด้วยความชื่นมื่นไว้เช่นนั้น ก่อนที่เจ้าตัวจะแสดงความคิดเห็นถึงประเด็นกฎหมายคู่แต่งงานเพศเดียวกันว่า เธอเองยินดีที่มีวันนี้ขึ้น แต่หากจะมองมาถึงในเมืองไทยเองที่เป็นเมืองพุทธ เรื่องดังกล่าวอาจเป็นเรื่องที่ไกลตัวและอาจเป็นไปไม่ได้ที่สังคมจะยอมรับถึงขนาดนั้น แต่สำหรับเธอไม่ว่าความรักจะมาในรูปแบบไหน มนุษย์ทุกคนมีหัวใจที่สามารถเลือกความรักของตัวเองได้ แม้จะเป็นรักที่ไม่สามารถออกแบบได้ก็ตาม
“คือผมก็แอบหวังลึกๆ นะว่าถ้ากฎหมายนี้มีขึ้นจริงที่บ้านเรา ผมจะรีบไปยืนต่อคิวจดทะเบียนสมรสเลย (หัวเราะ) แล้วพอจดทะเบียนกันได้ เราก็จะสามารถวางแผนอนาคตครอบครัวเราได้ง่าย แต่ถ้าตอนนี้สังคมยังไม่ยอมรับเราก็ต้องมองแบบเข้าใจสังคมด้วย ซึ่งจริงๆ เราว่ามันขึ้นอยู่กับเราสองคนมากกว่าว่าอยู่ด้วยกันแล้วรักกันแค่ไหน อยู่จุดนี้แล้วมีความสุขไหมมากกว่า ซึ่งเรื่องของการที่จะจดทะเบียนหรือมีลูก สำหรับเรามันเป็นเรื่องของอนาคตมากกว่า ก็มีวางไว้กันอยู่ แต่ก็อย่างที่บอก มันต้องอยู่บนพื้นฐานสังคม ซึ่งหากกฎหมายออกมาก็เป็นเรื่องที่ดีมาก และเราก็รอคอยให้มีวันนั้น
แต่ในอนาคตถ้าเราจะมีลูกเราต้องคิดถึงปัญหาของลูกว่าเกิดมาแล้วจะเข้าใจสิ่งที่เราเป็นไหม จริงๆ แล้วเราว่าทุกคู่ไม่ว่าจะเพศไหน ผมอยากให้มองการใช้ชีวิตให้เป็นปกติมากกว่า คือมองการให้เกียรติสังคมของเราด้วย ซึ่งถึงตอนนี้อะไรมันอาจยังไม่เปิดกว้าง แต่เรียลว่าเราจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ขอให้เป็นคนดีแค่นี้ก็พอ”
เรียล-วารี ตู้นอก กำลังบอกกับเราว่า แม้วันนี้หรือวันข้างหน้าจะเป็นเช่นไร กฎหมายดังกล่าวจะเกิดขึ้นที่บ้านเราช้าหรือเร็ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือความรัก เช่นนั้นสิ่งที่คู่รักเพศเดียวกันควรเข้าใจคือ การใช้ชีวิตด้วยกันอย่างเป็นสุขในทุกเวลาที่ตื่นมาข้างๆ กัน รักและดูแลกันตลอดไป







