
ญาดา แสงธนนิรมิต ซึมซับทุกช่วงวัยของลูก
ถึงจะเป็นเวิร์กกิ้งมัมที่จริงจังกับงาน แต่ ออย-ญาดา แสงธนนิรมิต หนึ่งในหุ้นส่วนของ เลอ ซองส์
โดย...พุสดี ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร
ถึงจะเป็นเวิร์กกิ้งมัมที่จริงจังกับงาน แต่ ออย-ญาดา แสงธนนิรมิต หนึ่งในหุ้นส่วนของ เลอ ซองส์ แฟมิลี่สปาแห่งแรกของเมืองไทย ยังเดินหน้าทำหน้าที่คุณแม่ของน้องไอร่า ลูกสาววัย 2 ขวบ ราวกับเป็นคุณแม่ฟูลไทม์ได้แบบไม่ขาดตกบกพร่อง เพราะเธอเและสามีตกลงกันไว้แล้วว่าจะทำหน้าที่ดูแลลูกเองเพื่อซึมซับทุกช่วงวัยของลูก โดยไม่ง้อพี่เลี้ยง
“ออยกับสามีตกลงกับไว้แล้วว่า เราจะเลี้ยงลูกเองไม่ใช้พี่เลี้ยง เพราะถึงเอาคนใกล้ชิดมาเลี้ยงลูกก็อาจจะไม่ถูกใจเท่าเราเลี้ยงเอง ที่สำคัญถ้าเราเลี้ยงเองก็ได้ใกล้ชิดลูกด้วย เราไม่อยากพลาดช่วงชีวิตไหนของลูกไปเลย เพราะเวลาผ่านไปเราไม่สามารถย้อนคืนกลับมาได้ ไม่ว่าจะเป็นโมเมนต์ที่ลูกเริ่มนั่ง เดิน หรือเรียกพ่อแม่”
ออยบอกว่า ช่วงเช้าน้องไอร่าจะไปทำงานกับคุณพ่อ ส่วนช่วงบ่ายเธอจะไปรับหน้าที่มาดูแลลูกต่อ โชคดีที่สามีของเธอทำธุรกิจส่วนตัว เลยเจียดเวลามาดูแลลูกช่วงที่ไปอยู่ที่ออฟฟิศได้ โดยไม่มีปัญหา
“แต่กว่าจะลงตัวแบบนี้ ออยก็ต้องหาจุดที่เหมาะเหมือนกัน เพราะก่อนหน้าจะมาเปิดสปา ออยทำงานประจำ ต้องทุ่มเทเวลาให้งานเยอะ จนบางครั้งต้องบล็อกเรื่องของครอบครัวออกไปเลย แต่พอช่วงนั้นเราเลี้ยงลูกมาได้ 1-2 เดือน เริ่มผูกพันกับเขา และคิดว่าถ้าเรายังทำงานประจำ คงไม่สามารถแบ่งเวลามาดูแลลูกได้ เลยตัดสินใจลาออก แล้วมองหางานที่เราสามารถทำและดูแลลูกไปพร้อมกัน สามารถบาลานซ์ระหว่างงานหรือครอบครัวได้”
พอมาทำธุรกิจของตัวเอง ทำให้ตารางเวลางานยืดหยุ่นขึ้น สามารถดูแลลูกช่วงกลางวัน พอกลางคืนลูกนอนเราก็ทำงาน ยิ่งเราต้องติดต่อกับซัพพลายเออร์ทางยุโรปยิ่งดี เพราะกลางคืนเราก็คือช่วงเช้าของเขา คุยธุรกิจได้เร็วขึ้น
“ถามว่าเหนื่อยมั้ย แน่นอน เราใช้พลังเยอะมาก แต่เราก็มีความสุขมากกว่าจะไม่ทำแบบนี้ มันอาจจะพูดยาก จนกว่าใครจะได้เจอ”
ด้วยการที่ทั้งคุณพ่อและคุณแม่แบ่งเวลาให้ลูกแบบเท่าๆ กันนี้เอง อาจเป็นสาเหตุให้น้องไอร่าสนิทกับทั้งคุณพ่อคุณแม่ ออยบอกว่า ถึงจะเพิ่ง 2 ขวบ แต่ไอร่าก็รู้แล้วว่าอะไรต้องขอพ่อหรือขอแม่ เช่น อยากแต่งตัว ทำเล็บแต่งตัว ก็มาหาแม่ แต่ถ้าอยากกินอะไรที่แม่ไม่ให้กิน ก็จะไปส่งสายตาขอคุณพ่อ ซึ่งคุณพ่อก็ให้ เพราะคุณพ่อใจดีกว่า
“จริงๆ ตอนแรกออยแอบตกลงไว้ก่อนว่า คุณแม่ขอเป็นคุณแม่ใจดีนะ (หัวเราะ) ให้คุณพ่อดุ ตอนต้นคุณพ่อก็ไม่ค่อยโอเค แต่สุดท้ายออยมองว่า ใครจะเป็นฝ่ายดุ น่าจะขึ้นอยู่กับว่าเป็นเรื่องอะไรมากกว่า แน่นอนว่าถ้าลูกโตขึ้น แล้วต้องตัดสินใจเรื่องอะไร เราจะคุยกันก่อนนอกรอบโดยไม่ให้ลูกได้ยินว่าเราจะตัดสินใจแบบนี้นะ แต่ตอนนี้น้องเพิ่งจะ 2 ขวบ ก็ยังไม่มีเรื่องใหญ่ให้ต้องตกลงกันเท่าไร จะมีอย่างเรื่องเล็กๆ ว่าจะรับมือลูกเวลาดื้อหรืองอแงยังไงดี”
เวลาลูกงอแง คุณหมอแนะนำให้ใช้วิธี Time out คือ ถ้างอแง ให้ลองเอาเขาไปนิ่งๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ในมุมหนึ่ง แต่ออยคิดว่าลูกยังไม่เหมาะกับคอนเซ็ปต์ของ Time out เพราะเวลาลองทำทีไร ลูกก็จะร้องไห้ไม่หยุด ซึ่งนั่นหมายความว่าเรายังไม่ประสบความสำเร็จกับวิธีนี้ เพราะเขายังเด็กไป เลยกลัวว่าถ้าเอามาใช้กับเขาตอนนี้ เขาจะเบื่อ
คอนเซ็ปต์นี้ก่อนที่มันจะได้ผล
ถามว่าเลี้ยงลูกตามตำรามั้ย มีบ้างช่วงแรก แต่พอเลี้ยงไปก็รู้เลยว่า ลูกเราไม่ตามตำราเลย ยกตัวอย่าง แรกๆ เราเคร่งมากเรื่องเวลากินเวลานอน ยังไม่ถึงเวลาไม่ให้กินนม แต่ทำไป 2-3 วัน ก็รู้ว่าไม่เวิร์ก เพราะลูกเราหิวก่อน ตอนหลังเลยใช้สังเกตอาการของลูกดีกว่า แล้วดูว่าเราทำอันไหนแล้วลูกโอเค เราโอเค
“ตอนเด็กๆ ไอร่าค่อนข้างน้ำหนักเยอะ 6 เดือนก็หนัก 10 กก.แล้ว เพราะออยเข้าใจว่า ตอนนั้นเขาคงไม่รู้ว่าจะทำอะไรนอกจากกินกับนอน เขาก็จะหิวเกือบทุกชั่วโมง แต่พอโตขึ้น เขารู้ว่ามีกิจกรรมอื่นๆ ให้ทำ ทั้งเดินเล่น นั่งรถเข็น มื้ออาหารเขาก็จะห่างมากขึ้น ตอนนี้ก็ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกิน แต่มองย้อนไป ด้วยความที่เราเป็นแม่มือใหม่ ตอนนั้นก็ยอมรับนะว่าอยากให้ลูกน้ำหนักเยอะไว้ก่อน เผื่อเวลาไม่สบายน้ำหนักลงก็ไม่เป็นไร”
ออยยอมรับว่า ช่วงแรกๆ ไม่ต่างจากคุณแม่มือใหม่หลายคนที่ระวังเรื่องความสะอาดของลูกมาก ใครไม่ล้างมือ ไม่เช็ดแอลกอฮอล์ไม่ให้จับลูก แต่ 2-3 สัปดาห์ก็เลิก เพราะกลัวว่าลูกจะสะอาดไป ในอนาคตเจอเชื้อโรคแล้วจะไม่มีภูมิต้านทาน
สำหรับหลักการเลี้ยงลูก ออยบอกว่าเน้นการพูดคุย ถึงไอร่าจะเพิ่ง 2 ขวบก็ตาม ทุกวันนี้ถ้าลูกงอแง ออยจะเริ่มคุยกับลูกว่าอยากได้อะไร โดยเราต้องพูดบอกใบ้ให้เขา เช่น อยากดู Frozen เหรอ อยากออกไปข้างนอกเหรอ ซึ่งวิธีนี้เหมือนเป็นการเพิ่มคลังศัพท์ให้เขาไปในตัวนะ บางทีที่เขาร้องเพราะอยากได้อะไร แต่อาจจะยังสื่อสารกับเราไม่ได้
ก่อนจากกัน ออยปิดท้ายอย่างน่าสนใจว่า การเป็นแม่ทำให้ออยต้องปรับตัวหลายอย่าง ทั้งเรื่องงาน การสังสรรค์ แต่การมีลูกทำให้ชีวิตของเธอหาความสุขได้ง่ายขึ้น
“แต่ก่อนเราทำงานเหนื่อย เราต้องไปหาอะไรสนุกๆ ทำ ตอนนี้เราทำงานเหนื่อย แค่กลับมาเจอลูกก็พอแล้ว ถามว่าตั้งเป้ากับลูกขนาดไหน ไม่เลย เขาไม่ต้องเรียนเก่งก็ได้ แต่อยากให้มีภาษาอังกฤษและภาษาที่ 3-4 ติดตัว เป็นไปได้ออยอยากให้เขาเป็นครูโยคะ หรือครูสอนทำอาหาร เพราะสองอาชีพนี้เป็นอาชีพที่เวลาการทำงานยืดหยุ่น มีเวลาให้ครอบครัวและตัวเอง เป็นอาชีพที่จะทำให้เขาหันมาดูแลและใส่ใจเรื่องสุขภาพของตัวเองซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ”







