
ผสานสมดุล...จิตสบาย...กายแข็งแรง
สติจะเป็นเหมือนเบรกที่คอยยับยั้งจิตใจเรา ทำให้เรารู้จักคิดและใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น ไม่เก็บเอาเรื่องขุ่นข้องมาเป็นอารมณ์เอาไว้กับตัว
สติจะเป็นเหมือนเบรกที่คอยยับยั้งจิตใจเรา ทำให้เรารู้จักคิดและใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น ไม่เก็บเอาเรื่องขุ่นข้องมาเป็นอารมณ์เอาไว้กับตัว
โดย...อนุสรา ทองอุไร
ในสภาวะที่เร่งรีบและเต็มไปด้วยการแข่งขันเช่นในปัจจุบัน ส่งผลให้ระบบการทำงานของมนุษย์ ทั้งระบบทางด้านร่างกาย จิตใจ และความคิดมีเวลาได้หยุดพักน้อยมาก นานวันเข้าสิ่งเหล่านี้จะก่อตัวกลายเป็น “ความเครียด” สะสม ผลกระทบทางตรงจากสิ่งเหล่านี้ ทำให้หลายคนมีสุขภาพจิตที่แย่ลง เครียดเรื้อรัง มีความสุขน้อยลง ยิ้มได้น้อยลง ที่หนักไปกว่านั้นคือ ความเครียดสะสมนี้ จะส่งผลในทางลบไปสู่สุขภาพทางด้านร่างกายอีกด้วย
โรงพยาบาลนครธน จึงได้จัดกิจกรรมเสวนาเพื่อสุขภาพ “ผสานสมดุล...จิตสบาย...กายแข็งแรง” ด้วยวัตถุประสงค์ที่หวังจะสร้างความเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพกายและใจ ที่จะส่งผลตอบสนองซึ่งกันและกัน และแนะแนวทางให้ผู้ร่วมเสวนารู้จักเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแก่จิตใจ เพื่อรับมือกับ “ความเครียด” สะสม ซึ่งทุกคนในสังคมปัจจุบันยากที่จะหลีกเลี่ยง
เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขและมีสุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคภัย รวมทั้งหวังจะช่วยแก้ไขปัญหาทางด้านอารมณ์ของผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมขณะนี้ให้กลับมาใสสะอาด และกลับมายิ้มได้กับในชีวิตประจำวันดังเดิม โดยมี นพ.วิโรจน์ ตระการวิจิตร ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ มาเป็นวิทยากรให้ความรู้ พร้อมได้รับเกียรติจาก ล้วนชาย ว่องวานิช ประธานกรรมการบริหาร จีรัง เฮลธ์ วิลเลจ และดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สำนักพิมพ์ |ดีเอ็มจี มาร่วมให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงจากภายในด้วยการล้างพิษทางอารมณ์ และการฝึกจิตแนวพุทธ
ใจ-กายต้องให้สมดุล
นพ.วิโรจน์ กล่าวว่า การให้ความสำคัญเรื่องจิตใจในการรักษาโรคและความเจ็บป่วยทางร่างกาย หรือที่เรียกว่า Mind-Body Medicine นั้น เป็นแนวคิดทางการแพทย์ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ มีหลักฐานปรากฏทั้งในศาสตร์การแพทย์จีน อินเดีย และชาติตะวันตก ซึ่งเชื่อว่ามนุษย์ประกอบขึ้นจาก จิต (นาม) และกาย (รูป) โดยทั้งสองสิ่งนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก
เมื่อจิตของคนเราถูกกระทบด้วยสภาพอารมณ์ต่างๆ ไม่ว่าดีใจ เสียใจ ตื่นกลัว หรือเบิกบานใจ จะส่งคลื่นกระแสจิตไปยังสมองทำให้เราตกอยู่ในห้วงอารมณ์นั้นๆ และมีการหลั่งสารเคมีสมองออกมาในร่างกาย ตัวอย่างที่เห็นชัด คือโรคที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของร่างกาย เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง มะเร็ง และโรคเบาหวาน ซึ่งมีหลักฐานการศึกษาวิจัยจำนวนมากชี้ชัดว่า ความเจ็บป่วยเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับจิตใจ การใช้ชีวิต และสิ่งแวดล้อมอย่างมาก
“ยิ่งในแต่ละวันคนเราต้องเผชิญกับอารมณ์หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกเชิงลบต่างๆ ทั้งความโกรธเคือง ความเกลียด ความอิจฉาพยาบาท ความวิตกกังวล ความหวาดระแวง จะฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกและคอยรบกวนเราอยู่เสมอ ความกดดันทางจิตใจนี้เองจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ ทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายลดต่ำลง ระบบการทำงานของอวัยวะแปรปรวน จนไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคร้ายต่างๆ และยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดเซลล์มะเร็ง แพร่กระจายสู่โรคมะเร็งร้ายในที่สุด” คุณหมอ อธิบาย
ออกกำลังกาย-โยคะ-ดนตรีช่วยได้
ทางด้านล้วนชาย กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาเรื่องความเครียดจากภาวะเศรษฐกิจและสังคมเป็นปัญหาใหญ่ที่มีผลกระทบต่อทั้งร่างกายและจิตใจ ปัญหาด้านอารมณ์หากปล่อยให้เป็นปัญหาเรื้อรังจะสร้างผลเสียกระทบต่อหน้าที่การงาน ครอบครัว และอาจลุกลามไปเป็นปัญหาสังคมได้ แม้ว่าในปัจจุบันความรู้ในการดูแลตนเองด้านอารมณ์และจิตใจเริ่มมีแพร่หลายมากขึ้น การออกกำลังกาย การฝึกโยคะ ดนตรีบำบัด ฯลฯ มีส่วนช่วยให้เกิดการผ่อนคลายได้ดี แต่ปัญหาด้านอารมณ์และความเครียดในปัจจุบันมีความซับซ้อนเรื้อรัง การอยู่ในสถานที่และสถานการณ์เดิมๆ ยากที่จะแก้ไขให้บรรเทาลงได้ด้วยวิธีผ่อนคลายทั่วๆ ไป
หัดมองโลกในแง่ดี
ส่วน ดนัย เห็นด้วยเช่นกันว่า จิตใจที่เข้มแข็งเป็นรากฐานของร่างกายที่แข็งแรง สิ่งสำคัญอีกประการคือ เราต้องรู้จักปรับทัศนคติในการมองสิ่งต่างๆ ในเชิงบวก และหมั่นสร้างเสียงหัวเราะให้กับตัวเอง ลองยิ้มให้กับคนอื่นแล้วเราก็จะเกิดความสุขเล็กๆ ขึ้นในหัวใจ
ในทางพุทธศาสนาเน้นความสำคัญเรื่องการฝึกปฏิบัติจิตใจอยู่ตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึก “สติสัมปชัญญะ” ให้เรารู้ตัวในทุกการกระทำ ไม่ว่าจะพูด เดิน นอน นั่ง หรือคิดทำอะไรก็ตาม จะทำให้เรารู้เท่าทันกิเลสภายในจิตใจของเราเอง ทั้งกิเลสในด้านดีที่ก่อให้เกิดสุขและกิเลสด้านลบที่ก่อให้เกิดทุกข์
สิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการที่เราทุกคนสามารถปฏิบัติได้จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ เช่น เรามักรู้สึกโกรธเรื่องไหนบ่อยๆ ก็ลองหันมาพิจารณาดูตัวเราว่าเราโกรธไปแล้วได้อะไร แล้วเรารู้สึกโกรธน้อยลงบ้างหรือไม่
“สติจะเป็นเหมือนเบรกที่คอยยับยั้งจิตใจเรา ทำให้เรารู้จักคิดและใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น ไม่เก็บเอาเรื่องขุ่นข้องมาเป็นอารมณ์เอาไว้กับตัว พร้อมกับทำความเข้าใจทุกสิ่งตามความเป็นจริงของสภาวธรรมที่ว่าไม่มีสิ่งใดคงอยู่ได้ตลอดไป เพียงเท่านี้เราก็จะยอมรับกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตได้ดีขึ้นและมีจิตใจมั่นคง” ดนัย กล่าวทิ้งท้าย







