
งานหนักแค่ไหน...ยังแฮปปี้อยู่ (ไหม...?)
มากกว่าครึ่งหนึ่งของพนักงานคือราว 53%รู้สึกว่าตัวเองทำงานหนักเกินไป แต่ 86% ยังคงมีความสุขในที่ทำงาน
โดย...ชะรอยนวล ภาพ AP
มากกว่าครึ่งหนึ่งของพนักงานคือราว 53%รู้สึกว่าตัวเองทำงานหนักเกินไป แต่ 86% ยังคงมีความสุขในที่ทำงาน และมีแรงจูงใจที่จะทำงานเพิ่มขึ้นเพื่อโดดเด่นในองค์กรของพวกเขา
จากการสำรวจของ สเตเปิลอิงค์ ยักษ์ใหญ่ด้านอุปกรณ์สำนักงานสหรัฐ ร่วมกับWorkplaceTrends.com ที่ปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคล ทำเซอร์เวย์จากพนักงานราว 2600 คนในสหรัฐและแคนาดา พบว่า ด้วยระบบที่เรียกว่า “Mobile Workforce” คือ พนักงานทำงานที่ไหนก็ได้ ไม่จำต้องทำในสำนักงานเพียงอย่างเดียว ทำให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานที่เรียกว่า “พร้อมตลอดเวลา” ทำให้ไม่น่าแปลกใจที่พนักงานส่วนหนึ่งมีความรู้สึกว่าตัวเองทำงานหนักเกินไป และรู้สึกเหนื่อยล้าหมดแรงจากการตรากตรำทำงาน
ในขณะที่พนักงานจำนวนมากยังคงมีความสุขในการทำงาน ซึ่งก็ต้องตั้งคำถามว่าเป็นเพราะพวกเขามีแรงบันดาลใจหรือแรงจูงใจในการทำงานอย่างแท้จริง หรือเพียงแค่ปรับสภาพตามให้เข้ากับความเป็นจริงใหม่ แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไร สิ่งที่นายจ้างควรทำคือ “หาหนทางที่จะรักษาความสามารถของพนักงานไว้ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตงาน การมีส่วนร่วม และความจงรักภักดีในองค์กรให้ยังคงอยู่” แดน ชอว์เบล ผู้ก่อตั้งWorkplaceTrends.com กล่าว
ผลการสำรวจยังพบพนักงาน 1 ใน 4ทำงานติดต่อกันเป็นระยะเวลานานกว่าวันทำงานมาตรฐาน ประมาณ 4 จาก 10 คนทำงานในวันหยุดสุดสัปดาห์อย่างน้อยเดือนละครั้ง และเกือบ 4 จาก 10 คน ยอมรับว่าความรู้สึกเหนื่อยล้าทำให้อยากค้นหางานใหม่ความตรากตรำทำงานยังมีผลต่อการผลิตงานตามความคิดของพนักงาน 66% ในสหรัฐ ต้นเหตุที่ใหญ่ที่สุดซึ่งอ้างว่าทำให้เกิดความเหนื่อยหน่าย 53% มาจากงานที่มากเกินไป นอกจากนั้นมาจากแรงกดดันส่วนตัว 41% และความกดดันจากเวลา 40%
1 ใน 5 ของพนักงาน คาดว่าจะเปลี่ยนงานภายใน 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งพบว่ามีจำนวนมากกว่าการสำรวจก่อนหน้านี้ เพราะพนักงานทำงานต่อเนื่องยาวนานมากขึ้น ทั้งยังต้องทำงานในวันหยุดสุดสัปดาห์ และต้องยืดหยุ่นมากขึ้นตามความต้องการของนายจ้าง
อย่างน้อยที่สุด ผลสำรวจนี้ก็บอกกับบรรดาพนักงานทั้งหลายว่า ... ความสุขและแรงบันดาลใจในการทำงานสามารถเกิดขึ้นได้เพียงแค่รู้จักปรับสภาพตัวเองหรือยืดหยุ่นให้ไปกันได้กับสถานการณ์และระบบวิธีการทำงานใหม่ๆ







