
ดาวประจำตัว
การโถมตัวเข้าใส่ผนังทองแดง กำแพงเหล็กของคณะรัฐประหารของนักศึกษาบางกลุ่มนั้น
โดย...ภัทระ คำพิทักษ์
การโถมตัวเข้าใส่ผนังทองแดง กำแพงเหล็กของคณะรัฐประหารของนักศึกษาบางกลุ่มนั้น ทำให้ใครต่อใครหลายคนต้องทบทวนและประกาศจุดยืนของตนในเรื่องบางเรื่องกันขนานใหญ่ แต่ปรากฏการณ์นี้จะทำให้เกิดการพลิกผันทางการเมืองหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการจัดการและเหลี่ยมคูทางการเมืองซึ่งต้องว่ากันอีกหลายยก
ชัดเจนว่า นักศึกษาบางกลุ่มไม่ยอมรับการรัฐประหารและไม่ยอมรับกฎเกณฑ์ใดๆ จากคณะรัฐประหารไม่ว่ากฎเกณฑ์นั้นจะเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานหรืออื่นๆ ส่วนผู้ที่ประกาศสนับสนุนและไม่สนับสนุนนั้น อาจจะมีทั้งเห็นด้วยตามนั้นทั้งหมดคือ ไม่ยอมรับการรัฐประหาร หรือกฎเกณฑ์ พูดง่ายๆ ว่า เมื่อที่มาไม่ชอบ อย่างอื่นก็ไม่ชอบทั้งหมด บางคนก็อาจจะเห็นด้วยแต่ไม่ทั้งหมด เช่น อาจจะเห็นด้วยเรื่องคณะรัฐประหารไม่ควรปิดปากประชาชนเห็นด้วยว่าไม่ควรไปจับตัวนักศึกษา ฯลฯ แต่ก็พอจะอดทนกล้ำกลืนกับเรื่องอื่นได้อยู่ ขณะที่บางกลุ่มอาจจะไม่คิดว่า คณะรัฐประหารหรือกลไกอื่นๆ ของรัฐประหารเป็นต้นไม้พิษทั้งหมด แต่รัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยที่ทำความเสียหายให้กับประเทศชาติต่างหากที่เป็นต้นไม้พิษ ฯลฯ
ที่ต้องใส่ ฯลฯ หรือเขียนถึงส่วนย่อยที่เป็นซับเซตต่างๆ นี่เป็นความพยายามที่จะบอกว่า ความคิดเห็นของคนเดี๋ยวนี้หลากหลายและมีหลายเฉดมาก แน่นอนว่า การเขียนเพื่อให้กินความถึงทุกส่วนในพื้นที่เพียงแค่นี้ หรือความพยายามที่แบ่งคนแบบเมื่อก่อนด้วยการแต้มสีนั้นมันไม่ใช่เรื่องฉลาดหรือเป็นเรื่องที่เป็นจริงอีกต่อไป
ถ้าผมไม่โน้มน้าวใครล่ะครับเพราะสมัยนี้มันออกจะเชยและการเป็นการดูหมิ่นดูแคลนกันถ้าทำแบบนั้น แต่ขอแลกเปลี่ยนว่า ส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่า นักศึกษากลุ่มนี้เป็นผู้มีอุดมการณ์และความเชื่อของเขาโดยบริสุทธิ์ และการโถมตัวเข้าใส่ปากกระบอกปืนนั้นก็เป็นการเรียนรู้ที่ได้อะไรๆ ชัดกว่าการเรียนกฎหมายหรือเรียนเรื่องการปกครอง เรียนเรื่องประชาธิปไตย หรือเผด็จการในห้องเรียนมหาวิทยาลัยเสียอีก
นี่มิใช่ กระบวนการเรียนรู้ที่ต้องเปลี่ยนไปตามแนวคิดทักษณะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ดอกหรือ?
ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นธรรมชาติล่ะที่จะมีอีแอบ นักฉวยโอกาสจากกลุ่มต่างๆ เข้าไปแตะนักศึกษากลุ่มนั้นกลุ่มนี้ เพื่อใช้ประโยชน์จากความกล้าหาญ หรือความก้าวหน้าของพวกเขา ซึ่งจะว่าไปมันก็เป็นธรรมดาของการเมืองอีกนั่นล่ะ
เพราะฉะนั้นสำหรับผมแล้วเปล่าประโยชน์ที่จะไปกล่าวหากัน ปรักปรำกัน หรือจัดข้างกัน เพราะโลกของความจริงมันเป็นแบบนี้ ถ้านักศึกษากลุ่มไหน คนไหนเขาจะเลือกทางใด มันก็เป็นเรื่องของเขา
สมัยกึ่งศตวรรษที่แล้ว สื่อมวลชนมีพลังในการชี้นำสังคมมาก ขบวนการนักศึกษาก็ได้รับอิทธิพลจากสื่อมวลชน ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในขบวนการนิสิตนักศึกษายกใหญ่ นำไปสู่ขบวนการทวงคืนธรรมศาสตร์จากกองทัพ ทำให้เกิดขบวนการสันติภาพ เกิดกบฏสันติภาพ นักข่าวนักหนังสือพิมพ์นักเคลื่อนไหวทางสังคมถูกจับถูกฆ่า ฯลฯ แต่ถ้าส่องไปในเนื้อลึกๆ แล้ว หน่ออ่อนในเวลานั้นก็มาจากการเคลื่อนไหวในเรื่องสันติภาพซึ่งเป็นเรื่องการเมืองโลกระดับสากล จนมาถึงสันติภาพในสังคมไทย
นักศึกษามีบทบาทในสมัยนั้น อาทิ มารุต บุนนาค, ทวีป วรดิลก, วิเชียร วัฒนคุณ, ผิน บัวอ่อน, ลิ่วละล่อง บุนนาค ฯลฯ
สมัยโน้นก็รุนแรงกันขนาดมีการลบชื่อนักศึกษาออกจากสถาบัน มีการฟ้องศาล ฯลฯ แน่นอนว่า หน่ออ่อนนั้นได้เติบโตมาและต่างก็มีวิถีของใครของมัน มารุต มาเป็นนักการเมืองอาชีพที่ได้รับการนับถือ ทวีป เป็นนักหนังสือพิมพ์และนักเขียนที่มีชื่อเสียง ผิน เข้าป่าไปเป็นแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์ฯ วิเชียร เป็นทูต เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นต้น
บางช่วงเราอาจจะเบ้าหลอมอันเดียวกันแต่สุดท้ายแต่ละคนก็จะมีวิถีแห่งตนเอง จะคนรุ่นไหนมันก็จะเป็นเช่นนี้เพราะวิถีแห่งคนมันเป็นเช่นนั้น
ผมว่าถ้าเราไม่พยายามมองเห็นปรากฏการณ์ดังกล่าวตามความเป็นจริงทางสังคมแล้วไปเหมารวมเอาท่าเดียว มันจะผิดและทำให้อะไรต่ออะไรมันยุ่งยากขึ้นไปอีก
ครึ่งศตวรรษผ่านไป อะไรต่อมิอะไรเปลี่ยนไปเยอะ เดี๋ยวนี้สื่อมวลชนไม่ได้เป็นช่องทางเดียวในการผูกขาดการรับรู้ของผู้คนอีกแล้ว อย่าพูดถึงระบบการสอนหรือระบบการสื่อสารที่ก่อให้เกิดอุดมการณ์ทางการเมืองที่ควรค่าแก่การยกย่องเลย แค่การเคลื่อนไหวทางการเมืองกับสื่อมวลชนมันก็ไม่เป็นไปแบบเดิมอีกแล้ว
ภายใต้ภูมิศาสตร์ทางสังคมโลกและภูมิศาสตร์ทางสังคมไทยที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงกันอย่างโกลาหลนี้ มีความสับสนเกิดขึ้นหลายประการ คนที่ก่นด่าว่า การแต้มสี หรือจัดหมวดผู้คนตามเฉดสีเป็นสิ่งโง่เง่ากลับเรียกร้องให้มีการเลือกข้างในกรณีจับกุมนักศึกษา มีคนก่นด่าและเสียดสีคนอื่นเพราะอยากให้เขาแสดงตัวหรือมีทัศนะเหมือนตัวเอง มีคนไม่เชื่อเรื่องเสรีภาพของสื่อ เสรีภาพประชาชน บอกให้สื่อแสดงจุดยืนในเรื่องนักศึกษา ฯลฯ
ภายใต้ภูมิศาสตร์ทางสังคมโลกและภูมิศาสตร์ทางสังคมไทยที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างหนักนี้ ดูเหมือนหลายคนกำลังคิดใหม่แต่ยังหลงว่าอะไรๆ จะเป็นแบบเดิม หลงแม้กระทั่งว่า บางคนบางกลุ่มก็ทำอะไรแบบเดิมมากๆ เช่นไปจัดตั้งกลุ่มนักศึกษาอื่นมาชนกับกลุ่มที่ถูกจับ ภายใต้ภูมิศาสตร์ทางสังคมที่เปลี่ยนไปนี้ ทำงานทางสังคมอย่างกลุ่มนักศึกษากลุ่มดาวดิน ต้องคิดให้มากขึ้นไหมว่า ถ้าขยับบทบาทหนึ่งอาจจะสูญเสียบทบาทหนึ่ง เมื่อถูกการเมืองเล่นงาน ชาวบ้านจะสูญเสียผู้นำในเรื่องการต่อสู้เรื่องทรัพยากร ภายใต้ภูมิศาสตร์ทางสังคมที่เปลี่ยนไปนี้ อาจจะจำเป็นที่คนคนหนึ่งอาจจะต้องสังกัดหลายหมวกหลายองค์กรเพื่อเคลื่อนในหลายปัญหาและหลายระดับและภายใต้ภูมิศาสตร์ทางสังคมที่เปลี่ยนไปนี้ เราต้องใจกว้างเพื่อที่จะเข้าใจบทบาทของคนคนหนึ่งตามประเด็นปัญหาแทนที่จะเหมารวมหรือตีตราเขาว่า เป็นพวกใดหรือสีใดหรือรับใช้ใครเท่านั้นหรือเปล่า
ท่ามกลางการเปลี่ยนไปนี้เป็นไปได้ไหมว่า แทนที่การบอกให้เลือกอย่างเดียว ต้องให้รายละเอียดและทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น และแทนที่จะเข้มงวดกับจุดยืนคนอื่นเราต่างหากที่ต้องเข้มงวดต่อตนเองเพื่อจะได้มีญาณทัศนะที่แจ่มแจ้งต่อทุกเรื่องราว มิใช่ให้กระแสชักจูงไป ถ้าเราชัดแจ้งแบบนั้น เราย่อมเห็นวิถีของเราเองและหลายเรื่องเราก็ตัดสินใจได้เองโดยไม่ต้องรออิฐก้อนแรก รอคนอื่นมาชี้นำหรือกล่าวโทษการเปลี่ยนแปลงใดๆ เพราะหลายเรื่องมันชัดเจนว่า ไม่เกี่ยวกับอะไรทั้งสิ้น
ดาวดินส่องแสงของพวกเขาแล้ว ดาวประจำตัวของเราส่องแสงอยู่หรือเปล่า อันนี้ไม่ต้องรอให้ใครเห็น เราต่างหากที่ต้องเห็นเอง







