posttoday
ไชยวัฒน์ พรเดชเดชะ ชีวิตนี้...เติบโตได้ด้วยแรงกดดัน

ไชยวัฒน์ พรเดชเดชะ ชีวิตนี้...เติบโตได้ด้วยแรงกดดัน

02 กรกฎาคม 2558

เคยมีคนกล่าวไว้ว่า เพศที่สามอาจมีแรงกดดันมากกว่าคนอื่นเป็นพิเศษ

โดย...ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

เคยมีคนกล่าวไว้ว่า เพศที่สามอาจมีแรงกดดันมากกว่าคนอื่นเป็นพิเศษ แต่การพิสูจน์ตัวเองด้วยการทำงานจนประสบความสำเร็จ จะสามารถเอาชนะแรงกดดันต่างๆ นานานั้นได้ และวันนี้ กอล์ฟ-ไชยวัฒน์ พรเดชเดชะ ผู้จัดการทั่วไปของกานต์ชนกคลินิกและเป็นหุ้นส่วนร้าน Tri Spa & Massage ณ จุฬา ซอย 9 ก็เป็นเช่นนั้น เขาสามารถเอาชนะแรงกดดันต่างๆ นานาของชีวิตมาได้ และสามารถมีชีวิตอยู่บนแทร็กที่เป็นตัวของตัวเองได้เป็นอย่างดี

วันนี้เขาจะมาบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของเขาให้เราได้รับรู้กัน...

“กอล์ฟเกิดในครอบครัวคนจีน คุณพ่อเป็นคนจีน คุณแม่เป็นคนเชียงใหม่ เป็นลูกชายคนโต มีน้องชายหนึ่งคน ตั้งแต่เด็กเป็นเด็กเนิร์ด ใส่แว่นตา มีสิว อ้วน เป็นเด็กเรียบร้อย พอมาเรียน ม.ต้น ที่โรงเรียนชายล้วนก็ยังปกติธรรมดา ยังไม่มีอะไรที่ชัดเจนแน่นอน แต่พอขึ้นชั้น ม.4 เท่านั้นแหละ รู้เลยว่าตัวเองไม่ใช่ผู้ชาย แต่ชอบผู้ชายแน่นอน และรู้สึกว่ามาถูกทาง เมื่อคบเพื่อนที่เป็นแบบเรา (หัวเราะ) แต่เราอยู่แบบกลางๆ นะ ไม่ได้แมนมาก แต่ก็ไม่ได้ออกสาวมาก เรียกว่าออกสาวแบบพอดีๆ (ยิ้ม)”

ที่โรงเรียนเวลาอยู่กับกลุ่มเพื่อน ไชยวัฒน์เผยว่า เขาจะมีความเป็นผู้หญิงมากกว่าปกติ เพราะเพื่อนมีความเป็นผู้หญิงกันแบบเต็มเปี่ยม แต่พอกลับมาอยู่บ้านเขาก็ไม่ได้ออกสาวมากมายอะไร ยังเป็นลูกชายเรียบร้อยของพ่อแม่เหมือนเดิม

“พ่อแม่จะค่อยๆ รู้ว่าเราเป็นทีละนิดทีละหน่อยจากเพื่อนบ้านบ้าง จากเพื่อนที่เราไปทะเลาะด้วย แล้วหมั่นไส้เรา โทรศัพท์มาฟ้องแม่เราว่าเราเป็นตุ๊ดบ้าง พอบ่อยเข้าแม่เริ่มอาย เลยระเบิดอารมณ์กับเรา เพราะเขาทนไม่ไหว ส่วนตัวเรา เราไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยร้องไห้ ร้องเพราะเราไม่รู้ว่าเราผิดอะไร ส่วนพ่อก็น่าแปลกใจนะถึงเขาจะเป็นคนจีน แต่เขาก็ไม่ได้อะไรกับตรงนี้ เขาเดินมาพูดกับเราว่าเป็นอะไรก็ได้ ขอให้เป็นคนดี พอพ่อพูดแค่นี้ทุกอย่างจบ”

ด้วยความที่ชีวิตมันไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น ถึงพ่อของไชยวัฒน์จะบอกเขาว่าเขาเป็นอะไรก็ได้ ขอให้เขาเป็นคนดี แต่ด้วยความที่พ่อของเขามีพี่น้อง 12 คน ซึ่งถือว่าเป็นครอบครัวคนจีนครอบครัวใหญ่ และแต่ละครอบครัวก็จะมีลูกมากมาย และลูกของแต่ละครอบครัวต่างก็เรียนเก่ง

“อย่างเราเราอาจไม่ได้เรียนเก่ง ชอบทำกิจกรรม และไม่ได้มีพฤติกรรมที่เป็นชายแท้ๆ เราเลยโดนเปรียบเทียบกับลูกๆ ของพี่น้องของพ่อซึ่งก็รู้สึกแย่ที่เอาไปโดนเปรียบเทียบอยู่ตลอดเวลา อย่างพ่อเราเขาเข้าใจเรา แต่พอพ่อไปอยู่ในครอบครัวใหญ่ แต่ละครอบครัวก็อวดลูกตัวเอง เมื่อก่อนการเรียนต้องมาอันดับหนึ่ง พ่อแม่เราเลยเครียดและกลายเป็นมากดดันเรา จุดพีกของแรงกดดันก็ช่วงที่สอบเข้ามหาวิทยาลัย พ่อไม่อยากให้เรียนต่อ อยากให้มาช่วยทำธุรกิจที่บ้านมากกว่า แต่เราอยากเรียนจบปริญญา เลยขอแม่เรียน แม่เลยขอพ่อ จนในที่สุดก็ได้เรียนและได้ใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่ที่สุด มีความสุขที่สุด เป็นตัวของตัวเองมากที่สุด ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ทำให้เราโตขึ้น ทำให้เราสู้ อดทน มีความทะเยอทะยาน จนในที่สุดก็เรียนจบจนได้รับปริญญาสมกับที่ตัวเองมุ่งมั่นตั้งใจ”

ไชยวัฒน์ บอกเล่าว่า พอเขาเรียนจบปุ๊บ พ่อก็พยายามดึงเขาเข้าไปช่วยธุรกิจครอบครัว แต่เขาเห็นว่า ไม่มีเขา ธุรกิจของพ่อก็อยู่ได้ พ่อยังมีแรง ก็อยากให้พ่อทำไปก่อน “เราอยากหาประสบการณ์ด้วยตัวของตัวเอง จึงเริ่มต้นทำงานด้านเสื้อผ้า แต่รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ประกอบกับจังหวะนั้นแฟนของเราเขาทำงานอยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เขาเลยแนะนำให้เราไปทำงานเกี่ยวกับเครื่องสำอาง ตอนแรกๆ พ่อแม่ก็แปลกใจ แต่พอทำไปๆ รายได้มันค่อนข้างดี เขาเลยไม่ได้อะไร แถมยังภาคภูมิใจที่เราทำงานหาเงินได้มากขึ้น สามารถซื้อรถ แถมยังมีเงินให้พ่อให้แม่ได้”

สำหรับการเปรียบเทียบในครอบครัวใหญ่ ไชยวัฒน์ เผยว่า มันก็ยังมีอยู่ จากเปรียบเทียบเรื่องการเรียนก็มาเปรียบเทียบเรื่องการทำงาน “ด้วยเหตุผลนี้กอล์ฟเลยตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโท ตอนแรกจะไปเรียนต่อที่เมืองนอก จัดการนั่นโน่นนี่จนใกล้จะได้ไปแล้ว พ่อก็ดันมาขอว่าอย่าเพิ่งไป อยากให้ลูกอยู่ใกล้ๆ กัน เขาร้องไห้ต่อหน้าเราเลยนะ แค่นั้นแหละ พับโครงการเลย แต่ก็ยังเรียนต่อ โดยเรียนปริญญาโทในเมืองไทยจนสำเร็จการศึกษา แต่ตอนเรียนก็มีแรงกดดันตรงที่ว่า เราทำงานในห้างสรรพสินค้า ซึ่งเขาไม่ให้หยุดวันเสาร์-อาทิตย์ แต่สองวันนี้คือวันเรียนของเรา เราอยากเรียน เราเลยเดินไปคุยกับเจ้านายอย่างตรงไปตรงมา โดยมีข้อแลกเปลี่ยนที่ว่า เราจะทำยอดขายให้สูงกว่าเดิม แต่ขอให้เราไปเรียน เจ้านายก็โอเคและเราก็ทำได้จริง แถมยังติด 1 ใน 5 ของพนักงานรุ่นใหม่ไฟแรงที่ทำยอดขายได้สูงสุด”

พอเรียนจบปริญญาโท ไชยวัฒน์ก็มานั่งคิดว่าเขาต้องทำอะไรที่ท้าทายตัวเองมากกว่านี้ เขาจึงลาออกจากงานเพื่อไปทำสายงานด้านคลินิกเสริมความงามแห่งหนึ่ง “ถามว่าทำไมกอล์ฟถึงสนใจสายงานด้านคลินิก เพราะงานด้านนี้มันสอดคล้องกับงานที่เคยทำอยู่ พอได้มาทำงานด้านนี้ ก็ค้นพบว่าเราไปด้านนี้ได้ดีนะ จากวันนั้นมาจนถึงวันนี้เราก็ได้ก้าวมาถึงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ซึ่งถือว่าเป็นการก้าวเดินมาได้ไกลมาก”

ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจและอยากก้าวเดินไปให้ไกลกว่านี้ ไชยวัฒน์จึงเปิดร้านนวดโดยหุ้นกับเพื่อนสนิท “เผอิญเพื่อนคนหนึ่งแต่งงานกับชาวต่างชาติ แล้วเขากำลังจะย้ายไปอยู่ต่างประเทศกับสามีของเขา เราเลยขอเซ้งต่อ พอเปิดกิจการนี้ก็ดำเนินไปได้ด้วยดี เปิดกิจการมาได้เกือบหนึ่งปีแล้ว ถามว่ามีความกดดันไหม แน่นอนว่าต้องมี มีมากกว่าการเป็นลูกจ้าง เพราะเราต้องทำทุกอย่าง ต้องทำให้ธุรกิจของเราไปได้ด้วยดี ไม่ใช่ทำพอให้ได้กำไรแล้วก็เลิก เราไม่ได้คิดอย่างนั้น”

จากการงานที่ดีขึ้น เติบโตขึ้น ก้าวหน้ามากขึ้น ไชยวัฒน์ก็เริ่มซื้อบ้าน ซื้อรถให้พ่อให้แม่ ครอบครัวใหญ่ของพ่อก็ยอมรับในตัวเขา ยอมรับที่เขาเป็นเขาอย่างนี้ เป็นคนดี เป็นคนเก่ง ทำงานแล้วประสบความสำเร็จ “เขาก็ชื่นชมผ่านพ่อผ่านแม่มา เราก็ดีใจและภูมิใจ โชคดีที่พ่อแม่ไม่ถามเราในเรื่องแต่งงานมีลูกมีหลานให้เขา เรารู้ว่าเขาอยากเลี้ยงหลาน แต่เขาก็รู้ว่าเราไม่มีหลานให้เขาได้”

สำหรับหลักในการดำเนินชีวิตของไชยวัฒน์ เขาเผยว่า เขาขอทำวันนี้ให้ดีที่สุด “คิดให้มันไกล อะไรที่ย้อนกลับไปไมได้ก็ไม่ต้องไปมองมัน ทำผิดทำพลาดก็ให้เริ่มต้นใหม่ เมื่อก่อนเคยอ่านหนังสือที่บอกให้เรามองโลกในแง่ดี เรายังแอบยี้กับวิธีคิดแบบนี้ แต่พอเราเติบโต ทำงานในตำแหน่งที่สูง การคิดดีคิดบวกนี่แหละคือสิ่งที่ใช่ที่สุด การคิดดีคิดบวกคือแรงเสริมให้ชีวิตก้าวไปข้างหน้าได้ไกล ที่สำคัญคือเวลากลับบ้าน ไม่เคยเอาเรื่องเครียดกลับมา เราต้องเคลียร์ให้จบด้วยตัวของเราเอง แก้ไขได้ก็แก้ไขไป แก้ไขไม่ได้ก็หาที่ปรึกษามาช่วยให้เราผ่านพ้นไปได้ด้วยดี”

กับความรักในรูปแบบของไชยวัฒน์ เขาเผยว่า เขาเป็นคนมีแฟนช้า มีแฟนคนแรกตอนเรียนมหาวิทยาลัยปี 3 จนมาถึงตอนนี้มีแฟนแค่ 3 คน “คนแรกคบกันได้ 3 เดือน ถึงจะสั้นแต่ก็เป็นรักครั้งแรก คนที่ 2 คบได้ 4 ปี คนที่ 3 คบได้ 9 ปี แฟนคนที่ 2 และที่ 3 เราเอาเขามาอยู่กับเราที่บ้าน พ่อแม่ก็รู้ว่าคนที่เราพาเข้าบ้านคือใคร แต่ด้วยความที่แฟนของเราเป็นคนนอบน้อม เป็นคนดี และก็ไม่เคยทำอะไรให้พ่อแม่ของเราเสียใจ พ่อแม่ของเราเลยรักแฟนของเรา พอเลิกกัน พ่อแม่ก็เสียใจไปกับเราด้วย ทุกวันนี้เวลาครอบครัวไปทำบุญ พ่อแม่ก็ยังเขียนชื่อแฟนคนที่ 2 คนที่ 3 ในการร่วมทำบุญด้วย”

ทุกวันนี้ไชยวัฒน์ เผยว่า เขายังโสด “แต่ก็โสดอย่างมีความสุข เราคิดว่าเราขอสนุกไปกับการทำงานดีกว่า ตอนนี้อายุ 30 ปีแล้ว เราคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นทำสิ่งต่างๆ ที่คิดฝันอยากทำ ชีวิตเรายังมีอะไรอีกเยอะแยะมากมายให้ได้ลองทำ ให้ได้เรียนรู้”

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง