posttoday
ความสุขระหว่างวัน

ความสุขระหว่างวัน

28 มิถุนายน 2558

สมัยยังเป็นเด็ก จำได้ว่า เมื่อไรที่มีแม่ค้าหาบขนมถ้วยผ่านหน้าบ้าน คุณแม่ของผมต้องเรียกให้หยุดมาจอดหน้าบ้านเรา

โดย...ดำรงค์ พิณคุณ

สมัยยังเป็นเด็ก จำได้ว่า เมื่อไรที่มีแม่ค้าหาบขนมถ้วยผ่านหน้าบ้าน คุณแม่ของผมต้องเรียกให้หยุดมาจอดหน้าบ้านเรา ผมกับน้องๆต้องรีบวิ่งออกมาแคะขนมครกออกจากถ้วยด้วยช้อนที่เป็นไม้ มีหน้าตาคล้ายๆ ไม้พายเรือ แต่ขนาดสั้นกว่าตะเกียบทั่วไปครึ่งหนึ่ง

ขนมถ้วยจึงกลายเป็นของโปรดของผมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ถึงปัจจุบันนี้ก็ยังชื่นชอบเป็นชีวิตจิตใจ เรียกได้ว่า หากเมื่อไรขับรถยนต์อยู่ แล้วเห็นแม่ค้าขายขนมถ้วยผ่านมา ผมก็สามารถหาที่จอดรถและวิ่งลงไปซื้อกลับมาทานที่บ้านอยู่บ่อยๆ

ขนมถ้วยโบราณ ก็เหมือนกับขนมถ้วยตอนนี้ จะมี 2 ขนาด ขนาดเล็กจะมีประมาณครึ่งหนึ่งของลูกปิงปอง หรือหากนำลูกปิงปองมาหนึ่งลูก แล้วผ่าครึ่งก็จะได้ขนมถ้วยหนึ่งถ้วยซึ่งจะมีหน้าบนสีขาวเป็นกะทิ ส่วนครึ่งล่างเป็นสีเขียว รสชาติจะไม่หวานเท่าด้านบนสีขาว

ขนมถ้วยขนาดใหญ่ขึ้นมาอีกนิด จะมีขนาดประมาณฝาหอยนางรม หรือหอยเซลล์หนึ่งฝา มีหน้าบนสีขาว และด้านล่างเป็นสีเขียว เหมือนกับขนาดเล็ก

เมื่อแม่ค้าหาบขนมถ้วยมาขาย จะตะโกนด้วยว่า “ขนมถ้วยจ้า...ขนมถ้วย” เสียงใสๆแหลมๆ แบบผู้หญิงทำให้คนละแวกนั้นได้ยินกันหมดทุกบ้าน

ผมกับน้องอีก 4 คน รีบวิ่งออกมาล้อมวงที่หาบของแม่ค้า และต้องรีบหยิบไม้พายคนละหนึ่งอันแล้วแข่งกันกินขนมถ้วย เมื่อใช้ไม้พายแคะขนมถ้วยออกมาก็จะเหลือถ้วยเปล่าๆ เราก็จะนำถ้วยเปล่ามาซ้อนกัน ดูว่าใครจะมีถ้วยเปล่าสูงกว่ากัน

ทุกครั้งที่ลูกๆ ทั้ง 5 คนของคุณแม่ มานั่งแคะขนมถ้วย ผมเห็นคุณแม่กับคุณย่าและคุณย่าทวดนั่งมองพวกเรากินขนมถ้วยอย่างมีความสุข

และถ้าหากวันไหนมีลูกของคุณอามาเที่ยวบ้าน ยิ่งมีเด็กๆ ออกมาแคะขนมถ้วยเยอะขึ้น พวกผู้ใหญ่ยิ่งมีความสุขมากขึ้น ยิ่งถ้าใครเป็นเจ้ามือจ่ายเงินให้พวกเด็กๆ อย่างผม ผู้ใหญ่ท่านนั้นจะยิ้มแก้มปริสุขใจไปทั้งวัน

เพราะว่าสมัยนั้นราคาขนมถ้วยยังไม่แพงเท่านี้ ปัจจุบันตามร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ ก็จะมีขนมถ้วยแบบนี้เป็น 2 ฝาประกบกัน บางร้าน 2 ฝา5 บาท บางแห่ง 2 ฝา 10 บาท ส่วนที่แพงที่สุดที่เคยทานมาราคา 2 ฝา เท่ากับ 15 บาท

ความสุขระหว่างวัน

 

สมัยเด็กๆ ผู้ใหญ่ใจดีออกทุนในการสร้างให้เด็กมีของหวานลงไปถึงกระเพาะ ด้วยราคาย่อมเยา 1 ถ้วย หรือ 1 ฝา ราคา 25 สตางค์หรือ 4 ฝา เท่ากับ 1 บาท

เมื่อก่อนหากใครอยากซื้อกลับบ้าน แม่ค้าก็จะแคะใส่กระทงใบตอง (ยังไม่มีกล่องโฟมเหมือนปัจจุบัน) ใช้ใบตองมาพับโดยใช้ไม้แท่งเล็กๆ ขนาดครึ่งหนึ่งของไม้จิ้มฟันกลัดไว้ที่ 2ฝั่ง ทำให้คล้ายรูปเรือเพื่อที่จะถือกลับบ้านได้ด้วยฝ่ามือเดียว ราคา 10 ฝา เท่ากับ 10 สลึงหรือ 2.50 บาทเท่านั้น

เวลาผ่านไปนานพอควร...นานมากพอที่จะทำให้ผมนึกถึงอดีต และบรรยากาศเก่าๆ ที่เป็นภาพแห่งความทรงจำ

แสงแดดยามบ่ายในอดีต ดูช่างอบอุ่นและมีความสุขถึงขั้นที่พวกเด็กๆ อย่างพวกเรา สามารถออกมานั่งหน้าบ้านแคะขนมถ้วย โดยที่ไม่ต้องเปิดแอร์หรือมีพัดลมมาเป่า

มีเพียงสายลมธรรมชาติที่มาพร้อมแดดยามบ่ายกับขนมถ้วย 1 ถาดใหญ่ ก็ทำให้ชีวิตมีความสุขแล้ว

ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไป ทุกอย่างดูรวดเร็วไปหมด เราโทรสั่งอาหารมาทานที่บ้าน ต้องมาภายใน 30 นาที หากครั้งไหนมาช้า หรือมาเกิน30 นาที ไปนิดหน่อย ก็ทำให้เราหงุดหงิดได้

แสงแดดยามบ่ายที่อบอุ่นไม่มีอีกแล้ว

มีแต่แสงแดดที่ร้อนระอุตั้งแต่ 10 โมงเช้า ยิ่งตอนเที่ยง ยิ่งร้อนหนักกว่าเดิม ตอนบ่ายก็ยิ่งร้อนมากขึ้น ผมก็ไม่รู้ว่าแสงแดดยามบ่ายที่แสนอบอุ่นนั้น ...หายไปไหน ทั้งๆ ที่เราอยู่ในกรุงเทพฯ เหมือนเดิม

ปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมีเพิ่มขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว จากกระดานหมากรุกที่เคยเล่นสมัยเด็ก เวลาเดินตัวม้า จะหยิบขึ้นมาแล้วกระแทกลงบนกระดานไม้ดัง “โป๊ก...โป๊ก” กลายมาเป็นใช้นิ้วเขี่ยๆ ในกระดานคอมพิวเตอร์

จากเกม OX (โอเอ็กซ์) ที่เคยเขียนลงในสมุดหรือเศษกระดาษ ต้องมาใช้นิ้วเขี่ยในสมาร์ทโฟน

จากเกมวิ่งไล่จับแบบเด็กๆ ใครวิ่งเร็วกว่าก็วิ่งไปแตะคนที่วิ่งช้ากว่า กลับต้องมาวิ่งแบบไม่ต้องออกแรง วิ่งโดยใช้นิ้วเขี่ยๆ ในเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา เป็นการวิ่งของเด็กรุ่นใหม่ วิ่งโดยไม่ต้องออกแรงขา แต่เป็นออกแรงทางนิ้วแทน

เมื่อถึงช่วงบ่าย เวลาที่แดดออกได้ที่ ผู้คนหนีร้อนไปพึ่งเย็น โดยหนีร้อนจากแดดภายนอกอาคาร ไปพึ่งความเย็นในห้างสรรพสินค้า

ภาพที่เคยจดจำในสมอง เรื่องบรรยากาศแห่งความสุขช่วงเวลาบ่ายในการนั่งล้อมวงทานขนมถ้วยกัน ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเด็กๆ ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของแม่ค้าขายขนมถ้วย ใบหน้ายิ้มแย้มของผู้ใหญ่ที่ไม่ได้กิน แต่อยากจะจ่ายเงินให้

สิ่งที่เห็นในปัจจุบัน คือภาพร้านอาหารร้านหนึ่งในห้างสรรพสินค้า ครอบครัว พ่อแม่ และลูกหลายคนนั่งรออาหารที่สั่งไป ทุกคนไม่ต้องคุยกัน ต่างคนต่างหยิบสมาร์ทโฟนแบบใหญ่หรือแบบเล็กของตนเองขึ้นมา ก้มหน้าใช้นิ้วเขี่ย เขี่ยใครเขี่ยมัน เกมใครเกมมัน ทุกคนที่นั่งอยู่ไม่ต้องมองหน้ากัน ไม่ต้องคุยกัน เป็นแบบ “สุขใครสุขมัน”

ถึงแม้อาหารจะมาเสิร์ฟแล้ว บางคนก็ยังทานไป ใช้นิ้วเขี่ยหน้าจอต่อไปเรื่อยๆ

ไม่ใช่ว่า...การเล่นเกมไม่ดี

ไม่ใช่เป็น...พวกต่อต้านเทคโนโลยี

ไม่ได้เป็น...พวกขวางโลก บ้าทฤษฎี

ในสมัยก่อน ทุกคนในครอบครัวต่างออกไปทำธุระส่วนตัวกันตั้งแต่เช้า ตอนเย็นก็จะมานั่งล้อมวงทานอาหารกัน เล่าสิ่งที่พบมาให้กันฟัง พูดกัน คุยกัน แบ่งปันกัน หากดูในหนังจีนหรือหนังฝรั่ง เราก็จะเห็นภาพที่ทุกคนนั่งพร้อมหน้าทานอาหารและคุยกันบ่อยๆ

ผมใช้กฎนี้มาตั้งแต่ปี 2555 แล้วว่า...เมื่ออยู่บนโต๊ะอาหาร ทุกคนในครอบครัวห้ามหยิบเครื่องสี่เหลี่ยมขึ้นมา ไม่ว่าจะทำงานหรือเล่นเกม ห้ามทุกอย่างในการใช้เครื่องสี่เหลี่ยม แค่ไม่เกิน 60 นาที ระหว่างทานอาหาร เพราะมันเป็นโอกาสที่ทุกคนในครอบครัวได้มองหน้ากันคุยกัน เล่าเรื่องกัน

หลังจากที่ทุกคนเก็บเครื่องสี่เหลี่ยมออกจากโต๊ะอาหาร บรรยากาศการสนทนา การหัวเราะ ก็กลับมาอีกครั้งหนึ่ง

ผมยังรู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเวลาทานอาหารพร้อมหน้า ไม่ได้ต้องการอะไรมาก แค่ช่วงเวลาสั้นๆ ในการทานอาหารด้วยกันนั้นแค่เอาเครื่องสี่เหลี่ยมหายไป และเอาขนมถ้วยกลมๆ ของผม...กลับมา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท