
ปฏิรูปเขา-ปฏิรูปเรา
ผมเพิ่งกลับจากฝรั่งเศสมาครับ การเดินทางหนนี้ทำให้ได้ความรู้ใหม่มาอย่างหนึ่งว่า ไม่ได้มีแต่บ้านเมืองเราเท่านั้น
โดย...ภัทระ คำพิทักษ์
ผมเพิ่งกลับจากฝรั่งเศสมาครับ
การเดินทางหนนี้ทำให้ได้ความรู้ใหม่มาอย่างหนึ่งว่า ไม่ได้มีแต่บ้านเมืองเราเท่านั้นที่กำลังพูดเรื่องการปฏิรูป เพราะที่นั่นเขาก็กำลังปฏิรูปเหมือนกัน
ไม่ใช่สิพูดผิด ต้องบอกว่า เขาไม่ได้กำลังปฏิรูปแต่เขาปฏิรูปแล้วต่างหาก
การปฏิรูปของที่นั่นไม่ต้องรำมวยมากเหมือนของเรา ไม่ต้องตั้งสภา ไม่ต้องไปตั้งเวทีให้เมื่อยให้สิ้นเปลืองงบประมาณ แต่เอากันตรงไปตรงมาและกล้ารับผิดชอบนี่ล่ะ
ฝรั่งเศสมีปัญหาเศรษฐกิจเหมือนๆ เรานี่ล่ะครับ คือ เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจดับหมด เหลือแต่ท่องเที่ยวตัวเดียวที่ยังหมุนเป็นจักรผัน เขาเลยส่งเสริมกันใหญ่ตั้งเป้าว่า จะทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากขึ้นจากปีละ 90 ล้านคน เป็น 100 ล้านคนให้ได้
ไม่ได้ตั้งเป้าแล้วนับมั่วเหมือนบางประเทศนะครับ เขานับเฉพาะคนที่มาค้างอย่างน้อยหนึ่งคืนถึงจะนับเป็นหนึ่งหัว และไม่ใช่ใครเข้าใครออกก็นับดะกันไปหมดและตั้งเป้าแล้วเขาทุ่มงบประมาณจัดสีฉวีวรรณของเก่าบรรพบุรุษที่จะเอามาหากินนะครับ ไม่ใช่ปล่อยให้ของดีๆ ของเขาพังทลายเสียหายแบบบ้านเรา
ฝรั่งเศสเป็นสังคมนิยม ใช้ระบบรัฐสวัสดิการครับ เมื่อคนถูกเลิกจ้างจำนวนมากจึงเป็นภาระกับรัฐบาล บวกกับเป็นประเทศที่ให้คุณค่ากับสิทธิมนุษยชนสูง ฉะนั้น เขาเลยมีปัญหาเรื่องคนอพยพมากฝรั่งเศสมีเงื่อนไขทางสังคมที่เปิดกว้างอย่างเช่นถ้าไปคลอดลูกที่นั่น คนที่เป็นพ่อเป็นแม่จะได้สัญชาติด้วย เลยกลายเป็นประเทศในฝันของผู้อพยพทุกกลุ่ม คนที่หลบหนีเข้าเมืองก็ตั้งหน้าตั้งตาทำบุตรกันใหญ่ เพราะนอกจากจะได้สัญชาติแล้ว ยังได้เงินช่วยเหลือเลี้ยงดูลูกอีกต่างหาก
เงื่อนไขทางสังคมเหล่านี้ทำให้รัฐบาลมีภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก แม้ว่าจะเรียกเก็บภาษีค่อนข้างสูงคือ 50-60% ของรายได้บุคคลธรรมดาแล้วแต่เศรษฐกิจที่ซบเชาก็ทำให้มีปัญหาอยู่ดี อันนี้ทำให้เขาต้องปฏิรูป
น่าสนใจว่า เจ้าภาพใหญ่ในการปฏิรูปของเขาคือ กระทรวงการคลังครับ
รัฐมนตรีคลังเขาประกาศแนวทางชัดเจนว่าจะแก้ไขกฎหมายอะไรบ้าง หรือจะออกกฎหมายใหม่อะไรบ้างเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่หัวทิ่มมาหลายปี
กฎหมายเหล่านั้นเช่น เปิดให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เช่น ทนายความ เภสัชกร สื่อมวลชน ไกด์ฯลฯ สามารถประกอบอาชีพได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องมารอขอสอบใบอนุญาต เพราะเชื่อว่า ถ้ามีคนเปิดสำนักงานค้าการขายกันมากขึ้นเศรษฐกิจจะดีขึ้น
พอประกาศแนวออกมาแบบนี้ก็เปิดให้เห็นตัวร่างเลยครับแล้วให้คนที่เกี่ยวข้องเข้าไปแสดงความเห็นตามช่องทางต่างๆ ตามเว็บไซต์หรือช่องทางที่จัดไว้ แน่นอนว่า ประชาชนคนเขาก็ตื่นตัว
ออกไปแสดงความเห็นกันใหญ่
พวกไกด์เก่ากลัวคนมาแย่งอาชีพก็พากันไปประท้วง พวกเภสัชกรก็บอกกลัวมีการจ่ายยาผิด ก็ไปแสดงตัว แต่รัฐมนตรีคลังเขาเชื่อว่า การเปิดกว้างเช่นนี้จะทำให้คนจบมาพากันตั้งเนื้อตั้งตัวได้เร็วขึ้น คนทำธุรกิจกันมากขึ้น เศรษฐกิจก็จะหมุนมากขึ้น แต่พวกที่ค้านก็บอกว่า มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอกเพราะเราอยู่ภายใต้อียู เมื่อผ่อนปรนแบบนี้สิ่งที่จะเกิดตามมาคือ คนในอียูจะทะลักเข้ามาแย่งงานคนฝรั่งเศสทำต่างหากเล่า
ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลที่น่าฟัง
ก่อนการปฏิรูปเขาจะเปิดกว้างให้คนเข้าไปแสดงความเห็น แต่สุดท้ายรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้า
9 วันที่ผ่านมาสภาเขาผ่านกฎหมายนี้แล้วครับ ต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลและต่างก็ยอมรับว่า คำตอบเรื่องนี้รออยู่ในอนาคต เวลาจะเป็นเครื่องตัดสินว่าใครผิดใครถูก
น่าสนใจว่า ช่องทางการมีส่วนร่วมของเขาเขาอาจจะไม่เหมือนคนไทยเพราะเมืองไทยต้องไปล็อบบี้กันอาศัยการรู้จักมักจี่และความเกรงอกเกรงใจกันเป็นหลัก แต่คนฝรั่งเศสนั้นรู้กฎหมายดี เพราะทุกบ้านจะมีประมวลกฎหมายแพ่งและอาญา ติดบ้านไว้เสมอ หนังสือสองเล่มนี้ก็เป็นยาสามัญประจำบ้าน ที่ประชาชนทั่วไปไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าเขียงหมู เป็นคนขับรถ ฯลฯ ใครอยู่ว่างๆ ก็หยิบมาอ่านกัน อ่านเพื่อทบทวนอยู่เสมอๆ เพื่อที่จะได้รู้สิทธิของตัวเองและสิทธิของคนอื่น
แน่นอนล่ะว่า อะไรๆ ของแต่ละประเทศมันก็ไม่เหมือนกัน แต่บางเรื่องเราก็น่าจะเอาเยี่ยงเขาเป็นอย่างยิ่ง







