
ความโกรธเกรี้ยวที่ทำให้ความดีแตกสลายกลายเป็นความสงสัย
โดย...พรเทพ เฮง
โดย...พรเทพ เฮง
นอกจาก ปาโบล เนรูดา กวีชาวชิลี ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม เมื่อปี 2524 แล้ว คนไทยรู้จักกวีจากย่านถิ่นละตินอเมริกา หรือจากทวีปอเมริกาใต้ รวมถึงอเมริกากลางที่พูดและเขียนภาษาสแปนิชน้อยมาก
พอดีได้พบกับหนังสือเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า “บทกวีนิพนธ์ของเซซาร์ บาเยโฆ” ซึ่งพิมพ์ออกมาเพื่อการเฉลิมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐเปรู เป็นการร่วมมือการทำงานกันของสถานเอกอัครราชทูตเปรูประจำประเทศไทย กับศูนย์ลาตินอเมริกาศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
บทกวีนิพนธ์แปลโดย กิตติพล สรัคคานนท์ บรรณาธิการต้นฉบับแปลโดยดร.ภาสุรี ลือสกุล
หยิบมาอ่านรวดเดียวจนจบเล่ม และถูกใจกวีนิพนธ์บทที่ชื่อ ‘‘ความโกรธเกรี้ยวที่ทำให้ผู้ชายแตกสลายกลายเป็นหมู่เด็ก” มากเป็นพิเศษ
ถ้อยคำและความหมายสามารถมาเปรียบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยได้ในปัจจุบัน โดยเฉพาะอุณหภูมิอารมณ์ความรู้สึกของผู้นำทางสังคมในด้านต่างๆ ปัญญาชน นักคิด นักวิชาการ หรือแม้แต่บุคคลสามัญของไทยที่เป็นอยู่
“ความโกรธเกรี้ยวที่ทำให้ผู้ชายแตกสลายกลายเป็นหมู่เด็ก
ทำให้เด็กกลายเป็นนกน้อยตัวเท่าๆ กัน
และทำให้นกน้อยกลับกลายเป็นไข่ในภายหลัง
ความโกรธเกรี้ยวของผู้ยากไร้
มีเพียงน้ำมันปะทะกับน้ำส้มสายชูสองขวด
ความโกรธเกรี้ยวที่ทำให้ต้นไม้แตกสลายกลายเป็นเพียงใบไม้
ทำให้ใบไม้กลายเป็นดอกตูมที่ไม่เท่ากัน
ทำให้จากดอกตูมกลายเป็นร่องขนาดจุลภาค
ความโกรธเกรี้ยวของผู้ยากไร้
มีเพียงแม่น้ำสองสายต้านต่อท้องทะเล
ความโกรธเกรี้ยวที่ทำให้ความดีแตกสลายกลายเป็นความสงสัย
ทำให้ความสงสัยที่กลายเป็นโค้งหลังคาคล้ายคลึงทั้งสาม
และทำให้โค้งหลังคากลับกลายเป็นหลุมศพที่ไม่มีใครคาดหมายในภายหลัง
ความโกรธเกรี้ยวของผู้ยากไร้
มีดาบเล่มเดียวที่ต่อสู้กับกริชสองเล่ม
ความโกรธเกรี้ยวที่ทำให้วิญญาณแตกสลายกลายเป็นร่าง
ทำให้ร่างแบ่งแยกออกเป็นรยางค์ที่แตกต่างออกไป
ทำให้รยางค์กลายเป็นความคิดส่วนละแปด
ความโกรธเกรี้ยวของผู้ยากไร้
มีเปลวไฟใหญ่ที่ประชันกับสองปากปล่องภูเขาไฟ”
เซซาร์ บาเยโฆ เป็นใคร? ก็ต้องบอกว่าเขาเป็นกวีทั้งร่างกาย หัวใจ และจิตวิญญาณ เขาถูกยกย่องให้เป็นผู้เขียนกวีนิพนธ์แนวใหม่ของโลกตะวันตกในศตวรรษที่ 20 และเป็นกวีคนสำคัญที่สุดของประเทศเปรู
บาเยโฆได้สะท้อนโลกส่วนตัวและสังคมผ่านงานกวีนิพนธ์ที่เขาได้สร้างสรรค์ภาษาอันเป็นแบบเฉพาะตัวขึ้นมา ลักษณะอันโดดเด่นนี้ช่วยอธิบายความซับซ้อนและความคลุมเครือในบางบทประพันธ์ของเขาได้เป็นอย่างดี ดังที่มีคนกล่าวไว้ว่า
“ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชะตากรรมของภาษามีผลต่อบาเยโฆ เช่นเดียวกับเรื่องของชะตากรรมมนุษย์และสิ่งมีชีวิต”
ผลงานกวีนิพนธ์ของเขาซึ่งเขียนขึ้นที่เปรูและกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส มีวิวัฒนาการตั้งแต่การสะท้อนเบื้องลึกที่มืดมนแห่งความทุกข์ของมนุษย์ ผ่านอิสรภาพทางภาษาไปจนถึงการให้ความหวังแห่งความ
อยู่รอดของมนุษยชาติ โดยมีพื้นฐานจากแนวความคิดทางการเมือง เป็นภาวะที่สะท้อนความเศร้าและความโหยหาที่มีพื้นฐานจากเรื่องราวส่วนตัวและประสบการณ์ชีวิต
ตลอดชีวิตของบาเยโฆ เขาไม่ได้รับการยอมรับหรือมีเงินทองเช่นที่ควรจะเป็น แต่กลับมีชื่อเสียงอย่างมากหลังจากเสียชีวิตไปแล้ว
ความซับซ้อนและความแปลกใหม่ของกวีนิพนธ์ในแบบของเขา เป็นอุปสรรคสำคัญ บาเยโฆจึงนับเป็นกวีซึ่งเป็นที่รู้จักมากที่สุดคนหนึ่งแต่กลับไม่มีคนอ่านงานของเขามากนัก แน่นอนว่า จากความยากนี้เอง ทำให้กวีนิพนธ์ของเขาเดินทางข้ามไปภาษาอื่นๆ ได้ยากเช่นกัน
คิดว่าโชคดีที่คนไทยได้อ่านงานกวีนิพนธ์ที่ถูกแปลเป็นภาษาไทย โดยการคัดสรรจากหนังสือกวีนิพนธ์จำนวน 4 เล่ม ที่พิมพ์ออกมาทั้งชีวิตของบาเยโฆ
การดื่มด่ำถึงรสคำและการตีความ ทำให้เห็นถึงความไร้กาลเวลาของกวีนิพนธ์ของบาเยโฆ และสามารถนำมาสวมทับลงในสภาพการณ์ของสังคมไทยได้ไม่มากก็น้อยในบทกวีนิพนธ์หลายๆ บท โดยเฉพาะบทที่ยกมาข้างต้น สังคมไทยกำลังเดินเข้าสู่
“ความโกรธเกรี้ยวที่ทำให้ความดีแตกสลายกลายเป็นความสงสัย”
นี่คือพลังทางภาษาและความคิดของกวีนิพนธ์ที่ข้ามพ้นเส้นพรมแดนทางภาษาเชื้อชาติ กาลเวลา เพราะทุกคนต่างเป็นมนุษย์เหมือนกันทั้งหมด และเซซาร์ บาเยโฆ สามารถนำแก่นความคิดของตัวเองเข้ามาจับเป็นสุนทรียะทางกวีได้อย่างลึกล้ำและมีนัยทางสังคมและการเมืองที่เป็นสากล







