
จักรวรรดินิยม กับการแก้ผ้า
โดย...กรกิจ ดิษฐาน
โดย...กรกิจ ดิษฐาน
กรณีนักท่องเที่ยวเปลือยกายบนยอดเขาคินาบาลู ตอนแรกสื่อตะวันตกเล่นข่าวในทำนองว่า นักท่องเที่ยวเปลือยกายทำให้เทพภูเขาพิโรธจึงทำให้เกิดแผ่นดินไหว ทำให้ทางการมาเลเซียต้องจับตัวทั้งหมดมาขึ้นศาล แล้วตัดสินจำคุก
จริงๆ เรื่องนี้มี 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือ คนท้องถิ่นเชื่อว่า การเปลือยกายของทัวริสต์ฝรั่งทำให้เทพภูเขาพิโรธ จึงเขย่าธรณีจนมีคนตายมากมาย เรื่องนี้เป็นความเชื่อของชนเผ่าที่บูชาคินาบาลู
ประเด็นที่ 2 คือ ทัวริสต์เหล่านี้ทำผิดกฎหมายเรื่องความสงบเรียบร้อย โดยทำอนาจารในที่สาธารณะ และไม่ไว้หน้าเจ้าบ้านด้วยการทำผิดธรรมเนียมปฏิบัติอันดี
ตอนแรกสื่อตะวันตกฉุนเฉียวกันใหญ่ว่า มาเลเซียจับทัวริสต์ทั้งหมดเพราะจะให้เป็นแพะรับบาปกรณีแผ่นดินไหว จึงประณามว่าล้าหลังป่าเถื่อน แต่ไปๆ มาๆ ถึงบางอ้อในที่สุดว่า มาเลเซียลงโทษคนเหล่านี้เพราะผิดกฎหมาย และย่ำยีความเชื่อของชนเผ่าท้องถิ่น ที่ไม่ใช่มุสลิมแต่เป็นคนกลุ่มที่นับถือจิตวิญญาณแห่งป่าเขาลำเนาไพร
ผมเช็กปฏิกิริยาฝรั่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตอนกระแสสูง พากันด่าทอมาเลเซียว่างมงายล้าหลัง แต่พอทราบประเด็นที่แท้จริงกระแสตีกลับ พากันตำหนินักท่องเที่ยวว่าไม่รู้อะไรควรไม่ควร โดยเฉพาะคนใน UK ค่อนข้างเห็นพ้องต้องกันว่าโทษสาสมแล้ว
คนท้องถิ่นเชื่อว่าการเปลือยกายทำให้เทพพิโรธก็เรื่องของเขาครับ แต่สิ่งที่ชาวโลกส่วนใหญ่เชื่อเหมือนกันคือ ไปเที่ยวบ้านเมืองอื่นอย่าทำพิเรนทร์ และพึงระลึกไว้เสมอว่าต้องรักษาหน้าเจ้าบ้าน ไม่ใช่มีเงินมาเที่ยวแล้วจะทำอะไรตามใจชอบได้
มีความเห็นหนึ่งผมคิดว่าเข้าท่ามากครับ เป็นของ ทิม สแตนลีย์ (Tim Stanley) นักประวัติศาสตร์และผู้สื่อข่าวชาวอังกฤษ เขาบอกว่า ทัวริสต์พวกนี้ไม่แยแสความเชื่อคนท้องถิ่น เพราะคิดว่าตัวเองศิวิไลซ์กว่า “ทระนงตัวเองที่จะประกาศว่าคนผิวขาวที่ไร้ศาสนาและมีอารยธรรมสูงส่งกว่าได้มาเหยียบที่นี่แล้ว นี่ไม่ต่างอะไรกับลัทธิจักรวรรดินิยมอย่างหนึ่ง”
สแตนลีย์ใช้คำว่า “ลัทธิจักรวรรดินิยม” เพื่อสะท้อนว่า คนผิวขาวเคยชูกางเขนถือปืนเพื่อกำราบ “คนเถื่อน” ในภูมิภาคนี้ในนามของอารยะฉันใด ในวันนี้คนผิวขาวที่สมาทานสถานะไร้ศาสนา (Atheism) ก็กำลังทำอย่างเดียวกันกับบรรพบุรุษก็ฉันนั้น เพราะ Atheism กลายเป็นสรณะของคนยุคโพสต์-โพสต์โมเดิร์นในลักษณะเดียวกับศาสนายุคพรีโมเดิร์น
อาวุธใหม่และศาสนาของจักวรรดินิยมซ่อนรูปเสรีนิยม เป็นเหมือนอย่างที่ สแตนลีย์ บอกว่า “วัฒนธรรมประเภทไหนกันที่ทัวริสต์เหล่านี้พยายามยัดเยียดให้ ‘คนเถื่อน’ ที่แต่งตัวมิดชิดเกินไป? จะเป็นวัฒนธรรมการเปิดอกเปิดก้นอย่างนั้นหรือที่ถือเป็นการแสดงออกอย่างลึกซึ้งถึงเสรีภาพ นี่เป็นแค่วัฒนธรรมขยะ หาใช่อารยะแม้แต่น้อย”
สแตนลีย์ บอกว่า ถ้า “คนเถื่อน” ไปแก้ผ้าในมหาวิหารเซนต์พอลที่ลอนดอน คนอังกฤษก็ต้องดิ้นเหมือนกัน
ครับ เสรีภาพในการแสดงออกที่ขาดวิจารณญาณและสติปัญญาไม่เพียงทำลายตัวคนผู้นั้นเอง แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของมหาชนต่อ Freedom of speech ด้วย ทำให้มหาชนไม่ศรัทธาในหลักเสรีภาพอันสูงส่ง
เพราะเห็นแล้วว่า การเชิดชูเสรีภาพอย่างมืดบอด ใกล้เคียงกับทารกไม่ประสามากกว่าวิญญูชน และเป็นการทำลายหลักการนี้โดยไม่รู้ตัว







