posttoday
ขอเพื่อให้ ให้เพื่อได้รับ

ขอเพื่อให้ ให้เพื่อได้รับ

21 มิถุนายน 2558

กรกิจ ดิษฐาน

โดย...กรกิจ ดิษฐาน

ข้าพเจ้าพบเห็นประติมากรรมโบราณชิ้นหนึ่ง เป็นรูปชายศีรษะโล้นเลี่ยน ร่างแกร็น ผอมบางราวกับขาดอาหาร ทั้งยังห่มร่างด้วยผ้าผ่อนรุ่งริ่ง มือถือไม้ตีเครื่องดนตรี ดูแล้วไม่แคล้วจะเป็นวนิพกกำลังร่ำร้องเพลงแลกเศษทาน

แต่ที่แปลกประหลาดสิ้นดี คือที่ปากของประติมากรรมนี้มีพระพุทธรูปลอยออกมาเป็นสาย ดูแล้วช่างน่าพิศวง

เมื่อเติบใหญ่ จึงได้รู้ว่า นี่คือรูปท่าน คูยะ โฌนิน เป็นบรรพชิตชาวญี่ปุ่นในยุคเฮอัน เกิดเมื่อปี พ.ศ. 1446 มรณะในปี พ.ศ. 1515 เดิมเป็นเชื้อพระวงศ์ ต่อมาสมาทานศีลเป็นอุบาสกขึ้นเขาฮิเอศึกษาพระธรรมของนิกายเทนได ต่อมาท่านเปลี่ยนจากการศึกษาพระธรรม มาภาวนาพระนาม พระอมิตาภพุทธ แล้วลงจากเขามาคลุกคลีกับคฤหัสถ์ สอนผู้คนให้ภาวนาพระนามเป็นพุทธานุสสติ พร้อมกับทั้งประโคมฆ้อง ประโคมกลอง ซึ่งแขวนไว้ที่คอคอยเรียกความสนใจ นับเป็นบุคคลแรกของญี่ปุ่นที่สอนพุทธานุสสติแบบนี้ (จีนเรียกว่า “เนี่ยนฝอ” ญี่ปุ่นเรียกว่า เนมบุตสึ)

ประวัติของท่านโลดโผนเต็มไปด้วยเรื่องมหัศจรรย์ หลังจากละสังขารแล้ว 200 ปี มีผู้สร้างรูปเหมือนท่านประดิษฐานไว้ ณ วัดโรคุฮะระมิตสึจิ ในเมืองเกียวโต เป็นรูปท่านในลักษณะภิกขาจาร ห่มหนังกวาง ถือไม้เท้าเขากวาง (กวางเป็นสัญลักษณ์แห่งการประกาศพระธรรมจักร) ที่ปากของรูปสลักเผยออ้าออก มีรูปพระอมิตาภะ 6 องค์ ลอยออกมาก ทั้ง 6 องค์ เป็นตัวแทนของคำภาวนา “นโม อามิตาภพุทธ”

ท่านคูยะชอบคลุกคลีกับหมู่ชนคนสามัญ ภาพลักษณ์จึงไม่ผิดอะไรกับวนิพก การที่ท่านไม่พำนักอยู่ในอารามโอ่อ่า ลงมาคลุกคลีกับโลกอันโสมม ก็เพื่อจะมอบธรรมทานแด่สรรพชีวิตให้สวดพุทธนามภาวนา สถานที่ที่ท่านมักปักหลักอยู่เป็นประจำ คือตลาด จนได้ชื่อว่า “อิจิ โนะ คูยะ” หรือ คูยะชาวตลาด ครั้งหนึ่งท่านเขียนบทกวีปิดไว้ที่ทางเข้าตลาดไว้ว่า

“...ไม่มีสักคนที่ลั่นวาจา “นโม อามิตาภพุทธ” เพียงสักครั้งแล้วจะพลาดพลั้งจากการนั่งบนดอกบัว...”

กวีบทนี้แม้รจนาขึ้นโดยภิกขาจารผู้ไร้ซึ่งทรัพย์สิน มีเพียงหนังสัตว์ห่มร่างกับกลองเก่าๆ แต่แท้จริงแล้วมันคือทรัพย์มหาศาล เป็นลายแทงที่นำมนุษย์พ้นจากพันธนาการของ “รูป” ก้าวล่วงเยื่อใยใน “นาม” ไปสู่อิสรภาพที่ไร้เงื่อนไข

คือพุทธภาวะ

ขณะที่ท่านขอ “ทาน” ท่านก็มอบพุทธะให้ตอบแทบ ยิ่งผู้ให้ไม่หวังอันใดตอบแทน ยิ่งเข้าใกล้พุทธะที่ท่านประกาศมอบแก่มหาชน

ผู้ขอคือผู้ให้ ผู้ให้คือผู้ขอ ช่างกลมกลืนกลมเกลียว ราวกับหลักศูนยตา ที่ความมีและความไร้คล้ายจะเป็นสิ่งเดียวกัน

การขอทานนั้นมิใช่เรื่องหยาบกระด้าง แต่เป็นความละเอียดอ่อนเหลือประมาณ ฉะนี้

เมื่อครั้งยังเยาว์ สมัยที่การขอทานยังไม่กลายเป็นอุตสาหกรรมเหมือนทุกวันนี้ แถบบ้านนาภาคกลางยังมีคนกลุ่มหนึ่งประกอบสัมมาอาชีพเป็นวนิพกรอนแรมไปตามบ้านนาบ้านไร่ มีโทน หรือรำมะนากับถุงกระสอบใส่ข้าวสารเป็นเครื่องมือหากิน เมื่อถึงบ้านใดที่ดูจะเหลือกินเหลือใช้สักหน่อย ก็จะหยุดลงเอื้อนเอ่ยคำร้องเพลงขอทาน ตะปบโทนคลอเป็นจังหวะ เรียกร้องเพียงข้าวสารสักทะนานสองทะนานแลกกับปฏิภาณร้องลำนำ

ที่เรียกเป็นสัมมาอาชีพ เพราะวนิพกสมัยก่อนมิได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ใด ทั้งยังเป็นประโยชน์โพดผลแก่ผู้อื่นเสียอีก

ผู้เฒ่าผู้แก่ท่านว่า วนิพกขอทานมีบุญคุณแก่เรา อุตส่าห์รอนแรมมาเป็นนาบุญให้เราประกอบทานบารมี

คนโบราณท่านจิตใจสูงส่งถึงเพียงนั้น

นาบุญนี้มิได้ให้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่ากับนาบุญใหญ่ คือพระสังฆรัตนะ แต่ขึ้นชื่อว่าให้ หรือประกอบทานบารมีแล้ว ท่านไม่มีบ่ายเบี่ยง

ฝ่ายวนิพกเองก็มิได้สำคัญตัวเองว่าต้อยต่ำ ด้วยทราบว่าตนกำลังปฏิบัติกิจเสมือนปัจจัยอันนำไปสู่โพธิญาน บางท่านจึงไม่แสดงอาการนอบน้อม แต่ทรนงในวิชาความรู้คือการแต่งฉันทลักษณ์บ้านนา และวิชาเพลงโทน แต่อาการทรนงนี้มิใช่เย่อหยิ่ง หากเป็นการแสดงให้ทราบว่า สถานะเราไม่ต่างกันทั้งคนให้และคนรับ ดีไม่ดีคนให้จะนอบน้อมกว่าเสียด้วยซ้ำ กว่าจะมอบสินน้ำใจ จะค้อมลงไหว้ด้วยสำนึกในบุญคุณของผู้จรมา

และวนิพกจะไม่เรียกร้องเงินทองเว้นแต่ข้าวสาร และเว้นแต่คนเขาจะให้เป็นค่าบูชาวิชา

ภาพเช่นนี้ไม่ทราบว่ายังมีอยู่หรือไม่ หากมีคงหายากแล้ว และที่ยากกว่าคือ “สปิริตของวนิพก” ที่มุ่งเกื้อหนุนบารมีของผู้ให้ มิใช่คนอนาถาแบมือขอความช่วยเหลือ รวมถึง “สปิริตของผู้ให้” ที่ไม่สงสัยในการุณยจิตของตัวเอง และเจตนาของผู้รับ

การให้ก็คือการให้ ไม่ว่ามันจะถูกนำออกไปใช้เพื่อการใด เพราะสิ่งสำคัญกว่าก็คือเราได้นำภาระยึดติดออกไปจากชีวิตแล้ว ด้วยความบันเทิงใจผ่านการให้ทาน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท