
สื่อมวลชนในทัศนะ พระราชวิจิตรปฏิญาณ(เจ้าคุณพิพิธ)
สื่อ 75% ต้องเป็นสื่อสารธรรม ไม่อย่างนั้นจะอยู่ไม่ได้ เพราะผู้บริโภคเขามีความรู้ อีกทั้งสื่อจะเป็นฝ่ายตรวจสอบและควบคุมกันเอง
สื่อ 75% ต้องเป็นสื่อสารธรรม ไม่อย่างนั้นจะอยู่ไม่ได้ เพราะผู้บริโภคเขามีความรู้ อีกทั้งสื่อจะเป็นฝ่ายตรวจสอบและควบคุมกันเอง
โดย...สมาน สุดโต
พระราชวิจิตรปฏิภาณ หรือที่สังคมคุ้นเคยในนามเจ้าคุณพิพิธ พระนักเทศน์ นักบรรยายธรรม นามกระเดื่องรูปหนึ่งในยุคปัจจุบัน ได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับบทบาทและจริยธรรมสื่อมวลชนในยุคไซเบอร์หลายประเด็นในฐานะที่เป็นผู้บริโภคสื่อคนหนึ่ง
ก่อนฟังทัศนะของท่านเกี่ยวกับสื่อ ขอเล่าเส้นทางสมณะของท่านจนกระทั่งมาเป็นนักเทศน์นามกระเดื่องในปัจจุบัน ทุกอย่างที่เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตดูเหมือนว่าจะเริ่มต้นที่วัดสุทัศนเทพวราราม โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จนฺทสิริมหาเถระ) เป็นผู้ชี้นำ ทั้งนี้เพราะเจ้าประคุณสมเด็จนั้นเป็นทั้งอาจารย์และอุปัชฌาย์
เมื่อบวชพระพรรษาแรกๆ ท่านได้รับความไว้วางใจจากพระอุปัชฌาย์ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม พระอารามหลวงใจกลางกรุงเทพมหานคร ให้เป็นเลขานุการของวัดและของท่านไปพร้อมๆ กัน
ได้ดีเพราะอาจารย์แนะ
วันหนึ่ง สมเด็จพระอุปัชฌาย์ ถามว่าเทศน์เป็นหรือเปล่า ท่านเจ้าคุณซึ่งขณะนั้นเป็นมหาบวชใหม่ๆ ตอบว่าไม่เป็น สมเด็จฯ จึงบอกว่าถ้าเทศน์ไม่เป็นจะลำบากเพราะกิจนิมนต์มีน้อย แล้วให้ข้อคิดว่าการไปกิจนิมนต์เหมือนถูกสลากกินแบ่ง เพราะเจ้าภาพต้องแบ่งปัจจัยถวายพระให้ครบทุกองค์ ส่วนการเป็นนักเทศน์เหมือนถูกสลากกินรวบ ด้วยว่าเจ้าภาพจะถวายปัจจัยก้อนใหญ่แก่พระผู้เทศน์เพียงรูปเดียวเท่านั้น
พร้อมกันนั้น สมเด็จฯ แนะนำว่า ถ้าจะเป็นนักเขียน ต้องอ่านข้อเขียน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ใน นสพ.สยามรัฐ และถ้าจะเป็นนักพูด (นักเทศน์) ให้ตามฟังการพูดการปราศรัยของนายสมัคร สุนทรเวช เพราะทั้งสองท่านมีศิลปะการเขียนและการพูดที่ไม่มีใครเทียบได้
การที่ท่านมีผลงานทั้งด้านการเขียนและการเทศน์ในปัจจุบัน ก็เพราะเดินตามการแนะนำของสมเด็จอุปัชฌาย์ ความสามารถด้านการพูดนั้น เมื่อเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) เคยคว้ารางวัลชนะเลิศมาแล้ว โดยพระสาสนโสภณ (วิจิตร) เจ้าอาวาสวัดโสมนัสปัจจุบัน เมื่อครั้งเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัย มมร จัดแข่งขันการพูดในชั้นเรียนขึ้นมา ท่านเจ้าคุณเข้าแข่งขันด้วย ได้รับรางวัลชนะเลิศ โดยพระสาสนโสภณ (วิจิตร) ให้ความเห็นว่า ผมฟังท่านพูดแล้วเผลอคิดว่าคุณสมัครมายืนพูดอยู่ข้างๆ ท่านยังมีลีลาการเป็นโฆษกที่หาตัวจับยาก เคล็ดลับก็แค่เป็นเด็กบ้านนอกชอบดูหนังขายยาและดูลิเก แล้วจดจำวิธีการต่างๆ ที่บรรดาโฆษกและลิเกมาใช้ดึงดูดคนฟังมาประยุกต์ใช้
ปัจจุบันนอกจากเทศน์และบรรยายธรรมทั่วๆ ไปแล้ว ยังเป็นนักเทศน์มหาชาติ ที่สามารถใช้ทำนองหลวงแบบต้นฉบับได้ดีหาตัวจับยาก
การเทศน์มหาชาติ ท่านเล่าว่าเริ่มเทศน์มหาชาติครั้งแรกด้วยกัณฑ์ชูชก เป็นที่ติดอกติดใจคนฟังมาก
เป็นเจ้าคุณแบบไม่ได้ขอ
ส่วนบทบาทในฐานะเลขานุการวัด ท่านเล่าว่าได้ทุ่มเททำงานเพื่อวัดและคณะสงฆ์ เช่น การซ่อมแซมกุฏิที่พักสงฆ์ทุกคณะในวัด โดยสั่งซ่อมทุกหลัง ตั้งแต่วิหารหลวงพ่อพระศรีศากยมุนี เป็นต้นมา เว้นแต่คณะที่ท่านพำนักอยู่เท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการตำหนิว่ามีผลประโยชน์แอบแฝง แต่ถึงกระนั้นก็ไม่พ้นขี้ปากคนอิจฉา เมื่ออยู่ในฐานะเช่นนี้ ท่านจึงประกาศให้รู้ทั่วไปว่าจะไม่ขอสมณศักดิ์หรือตำแหน่งอื่นใด ดังนั้นผลงานการบูรณะวัด ใครจะเอาไปเป็นผลงานก็ได้ แต่แล้วในวันที่ 12 ส.ค. 2535 ท่านก็ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่พระพิพิธธรรมสุนทร พระราชาคณะชั้นสามัญ โดยที่ไม่ได้ยื่นขอ และยังไม่มีฐานะเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส จนกระทั่งเป็นเจ้าคุณ 5-6 ปี จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส และเลื่อนสมณศักดิ์เป็นชั้นราชที่พระราชวิจิตรปฏิภาณ เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2547
ลูกอยุธยา
ท่านมีชื่อเดิมว่า สุนทร เกิดวันอังคารที่ 19 |มี.ค. 2500 ต.ชายนา อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา
บรรพชา ณ วัดเจ้าเจ็ดนอก อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ขณะมีอายุ 11 ปี โดยมีพระครูเขมาภิรัต เป็นพระอุปัชฌาย์
อุปสมบท ณ พระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2521 โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จนฺทสิริมหาเถระ) เป็นพระอุปัชฌาย์
การศึกษา จบมัธยมศึกษาปีที่ 5 นักธรรมเอก เปรียญธรรม 5 ประโยค
ประสบการณ์ เคยเป็นเลขานุการเจ้าคณะภาค 4 ตั้งแต่ปี 2522 เลขานุการเจ้าอาวาส เป็นเลขานุการที่ปรึกษาโครงการเปิดพระอารามภาคกลางคืน เป็นประธานที่ปรึกษาศูนย์การท่องเที่ยว วัดสุทัศนเทพวราราม
งานเผยแพร่ บรรยายธรรมในรายการคติธรรมนำชีวิต ทางโทรทัศน์ช่อง 11 และเทศน์ ปาฐกถา บรรยายธรรมตามสถานที่ต่างๆ
ทัศนะต่อสื่อมวลชน
ในฐานะที่เป็นผู้บริโภคสื่อ ท่านบอกว่าสามารถจำแนกสื่อสิ่งพิมพ์ออกเป็น 3 ประเภท 1.สื่อสารธรรม คือ สื่อที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ 2.สื่อสาระแน คือสื่อประเภทยุ่งเรื่องของชาวบ้าน ไม่เป็นประโยชน์ 3.สื่อสารเลว คือสื่อประเภทเป็นฝักเป็นฝ่าย มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้ที่ตกเป็นข่าว
ขณะเดียวกันท่านบอกถึงย่างก้าวของสื่อที่เห็นๆ มี 7 ก้าว คือ 1.ยุ ทำให้เสียคนมาก็เยอะ 2.ยอ ยอพวกเดียวกันเอง 3.ลวง ให้ข่าวลวงๆ 4.ล่อ เอาผลประโยชน์มาล่อ 5.ขอ เอาคนรัก คนที่มีอำนาจทางการเมืองมาขอ 6.ขู่ ถ้าไม่ทำตามกู เดี๋ยวเถอะมึง 7.ข่ม ข่มเหงรังแก
เป็น 7 ย่างก้าวที่สาหัสมากสำหรับสื่อสารธรรม แต่ไม่เป็นปัญหาสำหรับสื่อสาระแนและสื่อสารเลว เพราะฉะนั้นอยากให้ประชาชนเข้าใจเห็นใจ และให้เกียรติผู้ที่ทำหนังสือพิมพ์ และบางกรณีมันฝืนไม่ได้ ฝืนยาก เหมือนบทเพลงของพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ |ที่อาตมาเคยฟัง
“ก่อนนอนก็คิดจะขัดขืน ตื่นนอนก็โค้งกุมหว่างขา ก่อนนอนหน้าฉันนั้นยังไม่หนา ตื่นมาหน้าหนาเป็นถนน ผมจน...ผมเลว...ผมมันแตกปลาย” หมายความผม (เส้นผม) มันไม่อยากแตกปลาย แต่เราคิดว่าทุกคน ทุกเมืองในโลกนี้มันมีเรื่องจำเป็น
ท่านเจ้าคุณนักเทศน์ บอกว่าไม่อยากให้นักการเมืองเข้าไปเบียดเบียนสื่อ เพราะเมื่อคุณชนะสื่อโดยข่มเขาเมื่อไหร่ คุณจะไม่ได้รับสารธรรม แล้วจะพลาด เมื่อคุณชนะสื่อที่มีความเป็นกลางให้เขาเขียนในแบบที่คุณต้องการ คุณจะไม่มีครูอาจารย์คอยเตือนสติ ความหลงระเริงจะทำให้คุณพ่ายแพ้
นักการเมืองทุกคนส่วนมากเป็นอย่างนี้ แม้กระทั่งนักการเมืองท้องถิ่นที่บังคับขู่เข็ญสื่อจึงไม่เห็นใครได้ดีเลย นักการเมืองระดับชาติหากทำตัวเหนือสื่อเมื่อไหร่จะไม่มีใครคอยสั่งสอนคุณ เพราะฉะนั้นคุณอย่ารังแกสื่อ
ส่วนตัวสื่อเองนั้น อาตมาว่าทุกคนที่เกิดมาเป็นสื่อต้องได้รับการปลูกฝังจริยธรรม หากชีวิตเขาไม่เล่นการพนัน ไม่หลงระเริงกับความมีชื่อเสียง ไม่กินเหล้าเมายา ไม่ไปก่อภาวะหนี้สิน ไม่อยากรวยเร็ว อาตมาว่าเขาสามารถอยู่ได้อย่างคนมีศักดิ์ศรี
คนเราอยู่อย่างคนรวยอยู่ไม่ยาก แต่อยู่อย่างมีศักดิ์ศรีและศักดิ์สิทธิ์นั้นอยู่ยาก จึงอยากให้สื่อทั้งหลายโดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์รักษาสถาบันเอาไว้
เตือนสติ
ท่านเตือนสติสื่อว่า ให้ทุกคนถามตัวเองว่าใน 1 เดือน ว่าเรื่องที่เสนอไปนั้น มันจริงหรือไม่ เพราะบางกรณีมันไม่จริง เช่น เรื่องของพระ บางช่วงเอามาเล่นๆ เช่น รายการตามหาแก่นธรรม ย้อนรอยเรื่องเก่าๆ ไม่เป็นประโยชน์เอามาฉายซ้ำให้คนเจ็บช้ำเล่น
การลงโฆษณาพระเครื่องก็เช่นกัน อยากให้สื่อตรวจสอบก่อนว่าพระองค์ดังกล่าวนั้นดีจริงหรือไม่ ขลังจริงหรือไม่ หากไม่ดีจริงก็ไม่ต้องไปรับรอง เพราะคนเขาไม่ได้เชื่อถือพระ แต่เขาเชื่อสื่อ
เมื่อถามว่าในสื่อ 3 ประเภทนั้น ในสายตาของท่านสื่ออะไรมากกว่า ท่านบอกว่า 75% ต้องเป็นสื่อสารธรรม ไม่อย่างนั้นจะอยู่ไม่ได้ เพราะผู้บริโภคเขามีความรู้ อีกทั้งสื่อจะเป็นฝ่ายตรวจสอบและควบคุมกันเอง ส่วนสื่อสาระแนก็มีประมาณ 15% สื่อสารเลวมีไม่มาก ถ้ามากมันอยู่ไม่ได้ เหมือนคำพูดที่ว่า “คนชั่วมากมีคนดีหมด” เพราะฉะนั้นสื่อที่อยู่ได้ท่ามกลางโลกไซเบอร์แบบนี้แสดงให้เห็นว่าสารธรรมสูง แข่งขันกันด้านคุณภาพ ไม่เช่นนั้นก็อยู่ไม่ได้
สิ่งที่ท่านเจ้าคุณอยากเห็นเสนอ ได้แก่ทำหนังสือพิมพ์ 2 ภาษา คือ ภาษาอังกฤษกับภาษาไทยในฉบับเดียวกัน เพราะปัจจุบันอยากอ่านภาษาอังกฤษต้อง หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ หรือ เดอะเนชั่น จึงอยากให้หนังสือพิมพ์สอดไส้ภาษาอังกฤษไว้ตรงกลาง เลือกเฉพาะข่าวเด่นๆ ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และข่าวความรู้บางเรื่อง หากทำได้หนังสือพิมพ์นั้นจะเป็นสากลมากขึ้น ต่างชาติอ่านได้ เข้าใจความคิดของคนไทย
มุมมองต่อสื่อสังคม (Social Media)
ท่านเสนอว่าควรให้ความสำคัญกับเด็กให้มาก แต่เนื่องจากรัฐบาลไทยไม่มีผู้ใหญ่ที่น่านับถือ เมื่อไม่มีผู้ใหญ่มาให้ความคิดแก่เด็ก ทำให้เด็กไร้ทิศทาง ไม่มีผู้ใหญ่ที่เด็กจะเชื่อถือเลย
ในรายการโทรทัศน์ ทำไมรายการฅนค้นคนจึงมีบทบาท เช่น การนำเสนอเรื่องราวของปู่เย็น ทำไมคนจึงจำได้ เพราะถูกถ่ายทอดผ่านสื่อแบบชีวิตจริง หรือการเสนอเรื่องราวชีวิตของคนที่ต่อสู้ชีวิต ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่ทำไมรัฐบาลไม่สนับสนุน
การจัดช่วงเวลาข่าวไม่เป็นประโยชน์ต่อเด็ก และทำไมกระทรวงศึกษาธิการไม่ซื้อสื่อที่มันมีประโยชน์เพื่อเผยแพร่สู่สังคม เราตั้งรัฐมนตรีไม่ตรงตามความถนัด ทำให้การผลิตสื่อไม่ตรงความต้องการสังคม จึงทำให้สื่อบันเทิงเฟื่องฟู จึงอยากเห็นรัฐบาลส่งเสริมการผลิตสื่อด้านวัฒนธรรม ส่งเสริมการผลิตหนังสือการ์ตูนสำหรับเด็ก เพื่อปลุกจิตสำนึก
สื่อเป็นกลาง?
เมื่อขอให้แนะนำความเป็นกลางแก่สื่อ ท่านบอกว่าบางคอลัมน์เช่นหน้า 4 อย่างนี้ไม่ได้เลือกข้าง แต่เขาคิดได้แค่นั้น ที่จริงแล้วเขาก็เป็นกลาง แต่เป็นกลางได้ในมุมความคิดหนึ่ง ท่านจึงบอกว่าต้องอ่านหนังสือพิมพ์หลายฉบับเพื่อเทียบเคียง ตัวท่านนั้นอ่านหนังสือพิมพ์วันหนึ่ง 6 ฉบับ วิทยุก็มีอยู่หลายเครื่อง อ่านเยอะ ฟังเยอะ เพราะต้องการเทียบความเป็นกลาง
ทัศนะวิจารณ์ในหน้าหนังสือพิมพ์บางเรื่องช้าไป บางครั้งข้ามไป 3 วัน ฉะนั้นคนที่อ่านหนังสือพิมพ์หลายฉบับ นำคอลัมน์หน้า 4 ของแต่ละฉบับมารวมกันแล้วจะได้ความเป็นกลางจะให้อภัยสื่อ จะโทษสื่อไม่ได้ ยกเว้นโทรทัศน์ เพราะโทรทัศน์ตกอยู่ในอำนาจของการเมืองซึ่งเขาจำเป็น แต่คนทำน้ำตาไหล (เพราะถูกบีบ)
จะฟังให้เต็มที่เชิญที่สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เวลา 13.30 น. วันที่ 4 ก.ค. 2553 ท่านรับนิมนต์ไปพูดเรื่องจริยธรรมสื่อ ตามแนวพุทธ







