
ดูดี หล่อดี อ่านดี จุดขายผู้ประกาศข่าวยุคนี้
ลำพัง “ความไว” “ความแม่นยำ” “ความลึก” “ความน่าเชื่อถือ” กระทั่ง “ความแปลก”
โดย...แจนยูอารี
ลำพัง “ความไว” “ความแม่นยำ” “ความลึก” “ความน่าเชื่อถือ” กระทั่ง “ความแปลก” อาจยังไม่พอ หากว่าจะให้ “ข่าวโทรทัศน์” มัดใจแฟนๆ “ผู้ประกาศข่าว” ก็คือเฟืองจักรสำคัญ ยิ่งยุคแห่งการแข่งขันสูง แต่ละช่องต่างงัดไม้เด็ดมาสู้กันแบบไม่หวั่นศักดิ์ศรี โดยเฉพาะ “ผู้ประกาศชาย” เปิดหน้าจอรออัพเดทข่าวสารประจำวันก็ส่วนหนึ่ง แต่แรงดึงดูดที่ทำให้ข่าวนั้นน่าดูน่าชมคงหนีไม่พ้นพวกเขาแน่นอน
นี่คือ “ผู้ประกาศชาย” ซึ่งไม่ได้แค่หน้าตาดี แต่ยังเปี่ยมไปด้วยทักษะ ไม่ว่าจะลีลา น้ำเสียง ไหนจะโปรไฟล์อีกเล่า บอกได้คำเดียวว่าสมราคา “เลือดใหม่ไฟแรง”
สุทิวัส หงส์พูนพิพัฒน์
(อายุ 25 / การศึกษา ปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ สาขาเศรษฐศาสตร์การเงิน-การเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
ประจำการอ่านข่าวค่ำ (ช่วงแรก 17.00-17.30 น.) โชว์หน้าหล่อๆ ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี หน้าตาว่าหล่อเหลาเอาการแล้ว ลีลาการประกาศข่าวก็ไม่ธรรมดาซะด้วย เป็น 1 ใน 3 ผู้ประกาศข่าวหน้าใหม่ สำนักข่าวไทย รุ่นที่ 3 ผ่านประสบการณ์เป็นผู้สื่อข่าวมาก่อน ลงภาคสนามควบคู่กับการนั่งหน้าจอ เริ่มด้วยทำข่าวเฉพาะกิจ สกู๊ปข่าว จนขยับมาสู่ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจและผู้ประกาศข่าวเต็มตัว ล่าสุด ตั่ว-สุทิวัส ขอทำหน้าที่เป็นฟรีแลนซ์ แต่ยังอยู่ภายใต้สังกัดเดิม โดยตั้งเป้าอยากวิเคราะห์ข่าวเศรษฐกิจ รวมทั้งก้าวไปเป็นบรรณาธิการข่าว
“ผมเป็นผู้ประกาศรุ่นน้ำท่วมครับ (หัวเราะ) ได้อ่านข่าวต้นชั่วโมงตอน ตี 1 ครั้งแรกที่อ่านตื่นเต้นมากๆ อ่านผิดด้วยนะ คืออ่านซ้ำคำ เพราะสายตากวาดไปไม่ทัน ข่าวกีฬาอ่านยากสุด มันยากตรงชื่อคนนี่ล่ะ ยิ่งไม่เห็นมาก่อน ผลสดๆ ก็ยิ่งยาก ไม่มั่นใจเลยครับ ต้องอ่านช้าๆ ใช้สติเยอะๆ ข่าวเศรษฐกิจอ่านเข้าปาก ส่วนหนึ่งเพราะผมสนใจและเข้าใจ เคยทำข่าวเศรษฐกิจมาก่อน ซึ่งผมก็พยายามใช้คำง่ายๆ ที่สุด เพื่อให้ชาวบ้านเข้าใจกับข่าว ปัญหาเฉพาะหน้าเกิดขึ้นทุกวัน ยิ่งเป็นรายการสด ทำยังไงให้เป็นมืออาชีพ ทำยังไงให้ปัญหาเป็นโอกาส อยู่ที่การเตรียมตัว สติต้องมีครับ ต้องคุมเกมให้ได้ ผมว่าคนที่ลงสนามข่าวมาก่อนจะได้เปรียบ
การทำงานข่าวทีวีต้องทำกันเป็นทีม ผู้ประกาศก็เป็นแค่ปราการด่านสุดท้ายที่นำเสนอภาพรวมออกมา ถ้าต้นทางทำมาดี แต่ปลายทางอ่านไม่ดี ข่าวก็ไม่น่าสนใจ ฉะนั้นผู้ประกาศข่าวก็เป็นเสมือนกระจกสะท้อนภาพรวมทั้งหมด คนดูต้องการความเพลิดเพลิน คนอ่านจะหน้าบึ้ง ยิ้มแข็งๆ ไม่ได้ล่ะ มันต้องเป็นมากกว่าข่าว มันต้องเป็นโชว์ที่อิงข้อความเท็จจริง มีข้อมูลเบื้องต้นและรายงานเจาะลึก ส่วนเรื่องหน้าตาสวยหล่อผมว่าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ มันอาจเป็นจุดแรกที่ทำให้คนหยุดดู แต่ถ้าไม่พัฒนาตัวเอง ไม่แสดงศักยภาพการเป็นคนข่าว ผมว่าคนดูจะเป็นคนตัดสิน”
พิชาพัฒน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์
(อายุ 30 / การศึกษา ปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ สาขาการประกอบการธุรกิจ มหาวิทยาลัยเซนต์โทมัส สหรัฐอเมริกา ปริญญาโท การจัดการระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยคิงส์ คอลเลจ อังกฤษ)
ลูกครึ่งไทย-อเมริกันที่ไม่ได้ทำงานตรงสายที่เรียนมา แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะเขาแสดงความสามารถผ่านการประกาศข่าวได้อย่างฉะฉาน ยิ่งเฉพาะการใช้ภาษาไทย น่าชื่นชมกว่าหลายคนเสียด้วยซ้ำ น้ำเสียงมีเอกลักษณ์ของเขาทำให้ใครก็ต้องสะดุดและหยุดฟัง นี่ยังไม่นับความหล่อสะท้านใจที่กลายเป็นจุดขาย แดนนี่-พิชาพัฒน์ ผ่านงานประกาศข่าวภาคภาษาอังกฤษที่เอ็นบีทีและเรดิโอ ไทยแลนด์ Met 107 และ 95.5 Virgin Hitz ก่อนจะย้ายมาประจำที่ช่องวัน เจอเขาได้ตอนเช้าในสไตล์เล่าข่าว ส่วนข่าวเที่ยงก็จะประกาศข่าวแบบทางการ รวมทั้งรายการ One Big World
“ต่างกันครับ เล่าข่าวจะพูดตามที่เราเข้าใจ ดูภาพไปก็เล่าไปโดยทำความเข้าใจไปกับข่าวนั้นๆ แต่ประกาศข่าว ต้องตามสคริปต์ ภาษาก็ดูเป็นทางการ ตอนแรกก็ไม่ชิน ต้องอ่านหลายรอบและทำความเข้าใจกับมันพอสมควร บางครั้งมีประโยคความซ้อน ประธานหายไป ภาษาไทยไม่เป็นอุปสรรคครับ เพราะผมก็เรียนมาตั้งแต่อนุบาล 1 แต่คำยากๆ เช่น ราชาศัพท์ ก็พยายามจะอ่านช้าๆ ข่าวการเมืองกับข่าวอาชญากรรมอ่านยากเพราะมันมีตัวละครเยอะ ต้องไล่เรียงตัวละครและเหตุการณ์ให้ถูก จุดเด่นของผมเหรอครับ คือการเป็นลูกครึ่งและพูดภาษาไทยชัดนี่ล่ะครับ (หัวเราะ) ก็ยังไม่เห็นช่องไหนนะครับที่มีผู้ประกาศข่าวเป็นลูกครึ่ง
งานประกาศข่าวมันสนุกตรงที่แต่ละวันไม่มีเหมือนกันเลย เราต้องอัพเดทตัวเองตลอดเวลา มันมีอะไรใหม่เข้ามาทุกวัน ทำให้ไม่น่าเบื่อที่จะเรียนรู้ บางข่าวก็ไม่ค่อยอินเท่าไหร่ แต่เราในฐานะผู้ประกาศต้องทำความเข้าใจกับมัน ถ้าข่าวไหนที่ผมอ่านแล้วไม่รู้เรื่อง ผมรู้เลยว่าคนดูก็จะไม่รู้เรื่องแน่ๆ (หัวเราะ) ผมเลยต้องทำทุกวิถีทางที่จะทำให้ตัวเองรู้เรื่องข่าวนั้น เพื่อคนดูจะได้ดูข่าวนั้นรู้เรื่อง การแข่งขันตอนนี้มีค่อนข้างสูง หน้าตาผู้ประกาศก็เป็นส่วนหนึ่ง ขึ้นอยู่กับนโยบายช่อง อย่างผมก็อาจได้เปรียบตรงที่แปลข่าวได้ ภาษาอังกฤษได้ แต่ทั้งหมดทั้งมวลผมว่าเนื้อหาต้องเข้มข้น ต้องมีความต่างที่ช่องอื่นไม่ทำ หรืออาจจะต้องมีมุมมองใหม่ในข่าว”
คุปตนันต์ พิสิฐมหันต์
(อายุ 28 / การศึกษา ปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุฬาลงกรณ์ฯ)
หนุ่มตี๋อินเทรนด์ หน้าหล่อใสกิ๊ก แถมชอบเดินทางท่องเที่ยว อยากเจอเขาต้องเฝ้าหน้าจอไทยรัฐทีวี เขามากับลีลาการรายงานสภาพอากาศที่สนุกและเร้าใจ ราวกับนั่งดูละครเวที “รู้ก่อนร้อนหนาว” (เช้าข่าวชัด) “จับตาเตือนภัย” (ไทยรัฐนิวส์โชว์) ปา-คุปตนันต์ เล่าว่าใจจริงอยากอ่านข่าวบันเทิง เพราะคิดว่าถนัดกว่า แต่สุดท้ายเมื่อผู้ใหญ่เห็นแววก็เลยถูกดึงมาเป็นหนุ่มพยากรณ์อากาศ อนาคตฝันอยากทำรายการท่องเที่ยว เข้าทางความชอบส่วนตัว
“ที่ไทยรัฐทีวีจะไม่ใช่ข่าวพยากรณ์อากาศจ๋า แต่เป็นข่าวเตือนภัยแล้วเชื่อมโยงไปหาสภาพอากาศ มันก็เลยเป็นอะไรที่ค่อนข้างพิเศษ ความรู้ที่เคยเรียนมาต้องงัดมาใช้อีกครั้ง ซึ่งก็ดีครับไม่เสียของที่อุตส่าห์เรียนมา (หัวเราะ) ข้อมูลหาเอง วิเคราะห์เอง เขียนสคริปต์เอง ต้องนำเสนอกับกราฟฟิก เป็นรายการสดๆ ต้องอาศัยความจำสูงครับและต้องนำเสนอออกมาลักษณะรู้ลึกรู้จริง ให้เนียนที่สุด ให้เข้าถึงชาวบ้านมากที่สุด ศัพท์แสงต่างๆ พยายามแปลงให้ชาวบ้านเข้าใจง่ายๆ ไม่ให้ดูไกลตัวเกินไป แต่ยังต้องใช้คำ ลีลา หรือท่าทางให้มีความน่าเชื่อถือ
ข้อมูลพยากรณ์ที่มาแบบสดๆ บางทีไม่มีสามารถเขียนสคริปต์ล่วงหน้า สมาธิต้องดีและแม่นยำ ซึ่งมันยากมากครับ การนำเสนอหน้าจอผมจะทำเหมือนโชว์ๆ หนึ่ง ข้อมูลวิชาการ สถิติ กราฟฟิก ต้องมัดใจคนดูให้ได้ ส่วนตัวผมชอบดูละครเวที ก็เลยนำมาสื่อสารกับคนดู เหมือนเราเป็นนักแสดงที่ส่งพลังไป แอ็กติ้งโอเวอร์ได้ในระดับที่พอเหมาะ ลูกเล่นมีแต่ต้องไม่เยอะ ยิ่งการแข่งขันสูง ผมก็ต้องปรับตัว ผมพยายามหาช่องว่างที่หายไปที่คนอื่นไม่ทำกัน เน้นสร้างคาแรกเตอร์ให้คนจดจำ แต่ความแม่นยำข้อมูลยังต้องมีนะครับ เรื่องหน้าตาจำเป็นครับ เพราะหน้าตาเป็นใบเบิกทาง เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง สุดท้าย ความสามารถต้องพร้อมนะครับ”
พบเอก พรพงเมตตา
(อายุ 24 / การศึกษา ปริญญาตรี วิทยาลัยนานาชาติ คณะบริหารธุรกิจ สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหิดล)
ตื่นแต่เช้าก็จะเจอเขาในเวอร์ชั่นภาคฟุดฟิดฟอไฟ Welcome World รายการข่าวภาคภาษาอังกฤษ ช่องโมโน 29 ยิ้มหวานๆ หน้าใสๆ จะทำให้คุณละลายคาจอไม่ยาก แบงค์-พบเอก สนใจงานข่าวตั้งแต่สมัยเรียน เขาก็มีโอกาสชิมลางงานพาร์ตไทม์อ่านข่าววิทยุและผู้สื่อข่าวภาคภาษาอังกฤษ พอเรียนจบเขามุ่งมั่นกับเส้นทางสายนี้ทันที ตั้งเป้าไว้ 5 ปี ที่ก้าวสู่ผู้ประกาศข่าวแถวหน้า
“คนทั่วไปมักคิดว่าง่าย ผู้ประกาศข่าวก็แค่อ่านจากกระดาษ หรืออ่านจากสคริปต์ แต่จริงๆ แล้วไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกครับ เนื่องจากเราจะทำอย่างนั้นได้ ก็ต่อเมื่อเรารู้และเข้าใจในสิ่งที่จะสื่อสารออกไป ที่สุดแล้ว ก็คือความน่าเชื่อถือ ผู้ประกาศข่าวที่เก่งจะมีวิธีพูด มีวิธีเล่า ข่าวที่ออกมาจากผู้ประกาศเก๋าๆ แบบนี้ คือรายงานข่าวที่มาพร้อมชั่วโมงบิน ความเก๋าที่เล่าออกมาอย่างน่าเชื่อถือโดยไม่มีข้อผิดพลาด ผมว่ามันคือศิลปะอย่างหนึ่งเลยนะครับ
ผู้ประกาศข่าวที่ดี นอกจากจะต้องมีความเป็นมืออาชีพในสิ่งที่ทำแล้ว ก็ต้องมีคุณสมบัติในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า สคริปต์หลุด สคริปต์หาย คือสิ่งที่เกิดขึ้นได้ครับ แต่เราต้องดึงเรื่อง ดึงบทสนทนาไว้ จนกว่าจะรู้ว่าอะไรเกิดขึ้น แล้วเดินหน้ารายการต่อไปให้ได้ วันนี้ผมมีความสุขมากๆ และสนุกมากๆ ผมว่าการเป็นผู้ประกาศข่าวคือสิ่งที่ใช่ที่สุดสำหรับผมแล้วละครับ อย่างน้อยที่สุดผมก็ได้ทำในสิ่งที่มุ่งหวัง ฝากสำหรับรุ่นน้องว่าต้องมั่นใจและรู้ใจตัวเองก่อนว่าอยากทำอะไร จากนั้นจึงบุกตะลุย จะท้อไม่ได้ ถอยไม่ได้ ทำทุกอย่างแล้วจะได้ในสิ่งที่หวัง”
ชวัลนันท์ จันทร์ทรัพย์
(อายุ 28 / การศึกษา ปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ ภาคอินเตอร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
เพราะหน้าหล่อและหุ่นเป๊ะ เกม-ชวัลนันท์ ก็เลยมีโอกาสได้สวมบทบาทในละครดังหลายต่อหลายเรื่อง ก่อนจะเบนเข็มชีวิตมาเดินบนเส้นทางข่าว ภายใต้ชายคาวิกหมอชิต เริ่มจาก “ข่าวเด็ดเจ็ดสี” เป็นการสะสมประสบการณ์ที่รอวันเติบใหญ่ตามที่ใจฝันไว้ตั้งแต่เยาว์วัยว่าวันหนึ่งจะต้องได้ประกาศข่าวหน้าจอ
“ดูข่าวช่อง 7 มาตั้งแต่ 5 ขวบ ดูแล้วก็อยากเป็นผู้ประกาศข่าว เคยพูดนะว่าอยากเป็นผู้ประกาศข่าว แต่หลายคนก็บอกเป็นไม่ได้หรอก เพราะผมขี้อาย ไม่ชอบให้คนมามอง ภาษาไทยก็ไม่แข็งแรง พูดไม่ชัด ก็เลยกลายมาเป็นฝันลึกๆ ในจิตใจ โตมาก็ไม่กล้าบอกใคร ผมเคยดูหนังเรื่อง The Pursuit of Happyness มีประโยคหนึ่งบอกว่า อย่าให้ใครมาตัดสินความฝันเราว่าทำได้หรือไม่ จงเชื่อในความฝันของตัวเองและทำให้สำเร็จ ซึ่งผมคิดว่ามันตรงกับความคิดบางอย่างของผม เรารับฟังเวลามีคนเตือน แต่ที่สำคัญเรามีความมุ่งมั่น อย่าหยุดก้าวต่อไป เราต้องเชื่อในตัวเองด้วย
หน้าที่ที่ได้รับตอนนี้คืออ่านข่าวสั้นไม่เกิน 5 นาที แต่กว่าจะได้อ่านจริง ผมเข้าสู่ระบบติวเข้มสัปดาห์ละ 2 วัน ฝึกอ่านข่าวอยู่หลายเดือนจนได้อ่านจริง ซึ่งผลปรากฏว่าผมมาอ่านข่าวคนจำได้มากกว่าตอนเล่นละครซะอีก (หัวเราะ) ผมดีใจมาก คิดเอาเองว่าเราคงทำได้ดีระดับหนึ่ง แต่ทุกวันนี้ผมก็ยังฝึกอยู่ตลอดนะ ความหวังผมสักวันหนึ่งคงได้มีโอกาสอ่านข่าวเบรกใหญ่ขึ้น อันนี้ก็ขึ้นกับตัวผมเองจะพัฒนาได้มากน้อยแค่ไหน อยากไปถึงขั้นนั้น อยากอ่านข่าวเบรกใหญ่ อยากลองวิเคราะห์ข่าวดูบ้าง”







