posttoday

เกมแห่งอำนาจ ทรราชในห้องเรียน

14 มิถุนายน 2558

ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจีน มีห้องเรียนชั้นประถมซึ่งมีนักเรียนอยู่ห้องนี้ทั้งหมดเพียง 7 คน

โดย...นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจีน มีห้องเรียนชั้นประถมซึ่งมีนักเรียนอยู่ห้องนี้ทั้งหมดเพียง 7 คน รองหัวหน้าห้องตั้งตัวเป็นหัวโจก ไม่ใช่หัวโจกธรรมดา แต่เป็นหัวโจกที่โหดร้ายที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเรียนประถมของเด็กทั้ง 6

มาถึงตรงนี้คงมีคำถามคาใจนิดหน่อย หัวหน้าห้องสิน่าจะเป็นหัวโจก ทำไมถึงเป็นรองหัวหน้า จริงๆ แล้วหนึ่งใน 6 นี้มีหัวหน้าห้องรวมอยู่ด้วยครับ แต่ทำไงได้ ด้วยบุคลิกร้ายกาจเกินหัวหน้าห้อง อำนาจที่แท้จริงเลยตกอยู่ในมือรองหัวหน้าคนนี้ เอาเป็นว่า เรามาติดตามพฤติกรรมหัวโจกคนนี้กันต่อดีกว่า

รองหัวหน้าคนนี้อายุ 13 ถ้าเทียบกับเพื่อนในห้อง ก็มีที่อายุมากกว่าน้อยกว่าปะปนกัน จะว่าตัวใหญ่สุดก็ไม่ เพราะเด็กตัวใหญ่กว่าก็มี แต่เด็กคนนี้คนเดียวกลับมีอิทธิพลข่มขู่ให้เด็กทั้ง 6 หาเงินมาให้ เด็กทั้ง 6 หาเงินเองไม่ได้ จึงต้องขโมยเงินจากบ้านของตัวเองมา ขโมยบ้านตัวเองแล้วไม่พอ บางคนยังถึงกับต้องขโมยเงินเพื่อนบ้าน จำนวนเงินที่ขโมยมา จากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นหมื่น นักเรียนบางคนที่ขโมยเงินมาให้หัวโจกคนนี้รวมกันทั้งสิ้นหลายหมื่นบาท

เด็กพวกนี้ไม่ใช่แค่ยอมขโมยเงินมาให้ แต่ยังยอมเป็นลิ่วล้อให้อีก บางคนมีหน้าที่ขี่จักรยานรับส่งไปโรงเรียนบ้าง ไปร้านเกมบ้าง บางคนมีหน้าที่ทวงหนี้เก็บเงิน

ที่ต้องมีหน้าที่เก็บเงินแทนก็เป็นเพราะว่า หัวโจกคนนี้เคยถูกผู้ปกครองของเด็กบางคนจับได้ว่าเงินที่ถูกขโมยจากบ้านมาอยู่ที่ลิ้นชักของเจ้าหัวโจก เพราะฉะนั้นเพื่อกันความผิดโดนเปิดโปงจึงจัดการให้เด็กคนอื่นเก็บเงินแทน

เด็กหัวโจกคนนี้ฝีมือใช่ย่อย เอาสตางค์ไปเล่นเกมร้านเน็ต เล่นเก่งขนาดที่ทำรายได้จากการขายไอเท็มในเกมได้สตางค์เพิ่มเติมเป็นหมื่นๆ บาท

แต่ความเก่งกล้า ความสามารถของหัวโจกคนนี้มีดีอะไร ถึงทำให้เด็กคนอื่นถึงขั้นขโมยเงินจากบ้านมาให้ แล้วเป็นเพราะความเก่งกล้าสามารถจริงๆ หรือจะแบ่งเงินที่ได้จากการขายไอเท็มในเกมมาให้รึก็เปล่า

แต่เงื่อนงำมันซับซ้อนกว่านั้น ที่จริงรองหัวหน้าห้องคนนี้มีดีที่ “อำนาจ” ที่ครูประจำชั้นให้ไว้ เพราะเห็นเด็กคนนี้หัวไวครูจึงแต่งตั้งให้เขาเป็นคนคอยตรวจสอบดูว่าเพื่อนๆ ทำการบ้านมาหรือไม่ ท่องคำศัพท์มารึเปล่า ถ้ารองหัวหน้าห้องบอกครูว่าใครไม่ท่องศัพท์ ใครไม่ทำการบ้าน ครูจะไม่สอบสวนอะไรทั้งสิ้น ให้นอนลงบนม้านั่ง แล้วให้เพื่อนนักเรียนเอาไม้กวาดตีก้น สำเร็จโทษทันที เป็นอันว่า ครูนอกจากไม่ดูแลสอบสวนแล้วยังไม่แม้แต่กระทั่งออกแรงลงโทษเอง

รองหัวหน้าคนนี้จึงใช้อำนาจที่อยู่ในมือก้อนนี้จัดการควบคุมนักเรียนในห้องทั้ง 6 อย่างเมามัน ด้วยอำนาจนี้อย่างเดียว ยังทำให้เลยเถิดไปได้อีกไกล บางครั้งเด็กทั้ง 6 คนหาเงินมาให้หัวโจกคนนี้ไม่ได้ หัวโจกคนนี้ก็สั่งให้เด็กที่เหลือบังคับให้เด็กคนนั้นกินขี้กินเยี่ยว (ขออภัยที่ไม่ได้ใช้คำสุภาพ เพราะมาตรฐานความดิบเถื่อนแบบนี้ก็น่าจะเหมาะกับคำระดับนี้นี่แหละครับ) ขี้ควักขึ้นมาจากส้วม ส่วนเยี่ยวก็ให้ลูกน้องทั้งหลายฉี่ใส่กระติกน้ำของเด็กคนนั้นแล้วจับกรอก

ลงโทษกันได้โหดร้ายขนาดนี้ ทำให้แม้แต่สตางค์ที่พ่อแม่ให้มาซื้ออาหารเช้า ก็ต้องยอมยกเป็นส่วยให้หัวโจกคนนี้หมด ซึ่งก็ยังไม่พออยู่ดี ยังคงต้องขโมยพ่อแม่ ขโมยเพื่อนบ้านมาเพิ่มเติมให้

แล้วทำไมเด็กๆ เหล่านี้ไม่มีใครรวมหัวกันต่อต้าน เพราะหากคนเดียวสู้ไม่ได้ รวมหัวกับเพื่อนนักเรียนด้วยกันก็ไม่น่าจะมีปัญหา

มีพระเดชย่อมต้องมีพระคุณ หากมีคนไหนฝ่าฝืนกล้าท้าทายขึ้นมาคนหนึ่ง หัวโจกคนนี้จะใช้พระคุณกับเด็กที่เหลือ ว่าจะบอกครูให้ว่าทำการบ้านเสร็จ ท่องการบ้านครบ เพียงเท่านี้ก็สามารถรวบรวมพรรคพวกรวมตัวกันสั่งสอนผู้ท้าทาย จนที่สุดทุกคนต้องยอมสงบ ไม่มีเด็กคนไหนใน 6 คนกล้าต่อต้านหัวโจกคนนี้อีกต่อไปแม้ให้กินขี้กินเยี่ยวก็ยอม

เมื่อความแตก พ่อแม่ของพวกเด็กทั้ง 6 แทบใจสลาย พฤติกรรมขี้ขโมยของลูกๆ ที่แท้ก็เกิดเพราะความเกรงกลัว ขนาดตัวเองโดนดุด่าลงโทษเฆี่ยนตีว่าเป็นเด็กขี้ขโมยหลายต่อหลายครั้ง ก็ยังไม่ยอมบอกกับพ่อแม่ว่าทำไปเพราะอะไร แถมยอมอดข้าวเช้าเอาเงินส่งส่วย หรือยอมแม้กระทั่งกินขี้กินเยี่ยว โดยไม่ขอเอ่ยปากบอกใคร

อะไรทำให้เด็กที่เหลือเป็นทาสผู้รับใช้ อะไรทำให้เด็กหัวโจกควบคุมทุกอย่าง

อำนาจ ความกลัว และผลประโยชน์ คือแรงขับดันห้องเรียนพิสดารนี้ ช่างสะท้อนภาพความเป็นจริงของกระบวนการเล่นกับอำนาจ และกดขี่ผู้คนให้อยู่ใต้ทรราชของสังคมมนุษยชาติได้อย่างครบสูตร

เริ่มจากการให้อำนาจกับเด็กนิสัยเสียคนหนึ่ง ตามมาด้วยครูประจำชั้นเชื่อเด็กคนนี้โดยไม่ตรวจสอบ ลงโทษให้รางวัลตามที่เด็กคนนี้บอก ต่อมาด้วยความร้ายกาจ กล้าและเจ้าเล่ห์ของเด็กคนนี้ รวมกับความกลัวและสยบยอมของเด็กที่เหลือ ทำให้แม้กำลังที่มีอยู่ในมือถึงมากกว่า แต่ก็ไม่กล้าหือกล้าอือ สุภาษิตจีนที่ว่า ร้อยคนพึมพำ ไม่เท่าหนึ่งคนโผงผาง ใช้ได้กับกรณีนี้เช่นกัน

ลำพังตัวอย่างเรื่องนี้เรื่องเดียว ก็ซับซ้อนและเป็นจริงกว่าละครต่อต้านปัญหาส่วย ทุจริต คอร์รัปชั่นหลายต่อหลายเรื่อง

ห้องเรียนนี้ช่วยให้เราเข้าใจ ว่าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ทรราชควบคุมคนหมู่มากด้วยเกมแห่งอำนาจได้อย่างไร เพราะมันไม่ใช่เรื่องพละกำลัง เพราะหากลำพังพละกำลังอย่างเดียว เด็กคนนี้คงจะเสร็จตั้งแต่ต้นยก

ผ่านกระบวนการสอบสวน ผู้อำนวยการถูกปลด ครูประจำชั้นถูกไล่ออก ส่วนเด็กหัวโจกต้องย้ายไปโรงเรียนอื่น ไม่มีสิทธิได้เรียนในโรงเรียนนี้อีกต่อไป เรื่องยังไม่เรียบร้อยโรงเรียนจีนแค่นั้น หัวโจกยังส่งเมสเซจกลับมาจองล้างจองผลาญกับอดีตทาสว่า “คอยดู ปิดเทอมหน้า ข้าเอาแกตาย”

แต่ที่แปลกคือ เมื่อเด็กทั้งหลายได้เล่าความจริง ก็เหมือนเด็กทั้งห้องตื่นจากภวังค์ รู้ว่าไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้อาณัติใครอีกต่อไป ตอบโต้กลับไปว่า “ก็ลองดู อยากจะรู้นักว่าใครจะตายใครจะอยู่”

ทั้งหมดไม่เหลือความเกรงกลัวอีกต่อไป

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คงต้องบอกย้ำว่า นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นและเป็นข่าวโด่งดังเมื่อช่วงเดือนพฤษภาที่ผ่านมา ที่อำเภอไหวหย่วน มลฑลอันฮุย และหากดูเหมือนจะกระทบใคร ก็คงไม่ใช่กระทบใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการกระทบกระบวนการสร้างทรราชทุกรายในประวัติศาสตร์โลก

ข่าวล่าสุด

เปิดข้อเท็จจริงระบบพลังงาน เช็คสต๊อกน้ำมันแบบเรียลไทม์ทำได้จริงไหม?