
ทลายกำแพงขัดแย้ง กุญแจยิงปืนฟอร์มเปรี้ยง
เชื่อว่าก่อนมหกรรมกีฬาซีเกมส์ครั้งนี้จะเริ่มขึ้น กีฬายิงปืนคือม้านอกสายตา ในมุมมองความหวังของทัพนักกีฬาไทย เพราะมีปัญหาความขัดแย้งภายในมาตลอด และส่งผลมาถึงผลงานในสนามที่ตกลงชัดเจนใน 2 ครั้งที่ผ่านมา
เชื่อว่าก่อนมหกรรมกีฬาซีเกมส์ครั้งนี้จะเริ่มขึ้น กีฬายิงปืนคือม้านอกสายตา ในมุมมองความหวังของทัพนักกีฬาไทย เพราะมีปัญหาความขัดแย้งภายในมาตลอด และส่งผลมาถึงผลงานในสนามที่ตกลงชัดเจนใน 2 ครั้งที่ผ่านมา
แต่ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ! ผ่านมาครึ่งทางหลังพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ทัพแม่นปืนไทยสร้างเซอร์ไพรส์ทำผลงานทะลุเป้าตั้งแต่ 2 วันแรกของการแข่งขัน และยังโกยเหรียญทองไม่หยุดจนทะลุ 12 เหรียญทอง เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ขณะที่ยังเหลือชิงชัยอีก 2 วันให้เก็บเพิ่ม (11-12 มิ.ย.)
ในทางทฤษฎีอาจยังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ทางปฏิบัติได้ทวงคืนตำแหน่งเจ้าเหรียญทองกีฬาชนิดนี้แน่นอนแล้ว
อะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ที่แม้แต่โค้ชเองก็ไม่คาดฝันมาก่อน ทั้งที่สมาคมอยู่ในยุคสุญญากาศ ไม่มีนายกสมาคมเป็นหัวเรือใหญ่
“สาเหตุหลักที่ทำให้ผลงานดีเปรี้ยงปร้างขนาดนี้ มาจากตัวนักกีฬาที่มุ่งมั่น ตั้งใจฝึกซ้อม และที่สำคัญคือผู้หลักผู้ใหญ่ของ กกท. (การกีฬาแห่งประเทศไทย) โดยเฉพาะผู้ว่าการ กกท. สกล วรรณพงษ์ที่เข้ามาทลายกำแพงความขัดแย้ง” ผศ.ทศพร เหรียญเจริญ โค้ชยิงปืนทีมชาติไทย เผย
ผู้ว่าการ กกท.ป้ายแดง ไม่เพียงเข้ามาแก้ปัญหาภายใน แต่ยังเข้ามานั่งเก้าอี้ประธานคัดเลือกตัวนักกีฬาเอง ทำให้ได้ตัดปัญหาเรื่องเด็กใครเด็กมัน และวัดกันด้วยความสามารถอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ การได้ สมเกียรติ ทรัพย์สวนแตง เข้ามาทำหน้าที่ผู้จัดการทีม ก็ถือเป็นโชคดีอีกอย่าง เพราะเข้าถึงปัญหาและแก้ไขได้ถูกจุด
เมื่อไฟในบ้านเริ่มมอดลง ถึงจะยังไม่ดับสนิทเสียทีเดียว เพราะยังมีความพยายามในการดำเนินการด้านกฎหมายจากขั้วอำนาจเก่า แต่ความสุขและความสามัคคีก็เกิดขึ้น
“ตอนนี้นักกีฬาทุกคนรักกัน ไม่มีเด็กใครเด็กมัน ทุกคนตั้งใจฝึกซ้อม เพื่อผลงานที่ดี และซีเกมส์ครั้งนี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สมาคมยุคใหม่มีแต่ความสมานฉันท์” ธันยพร พฤกษากร ซึ่งคว้าเหรียญทองประเภทปืนสั้นอัดลม 10 เมตรทีมหญิง ช่วยยืนยันอีกเสียง
ทั้งนี้ ความสำเร็จในการคว้าเหรียญทองทะลุ 10 เหรียญ ในซีเกมส์ของทัพแม่นปืนไทย ต้องย้อนไปเมื่อปี 2009 ที่ลาวเป็นเจ้าภาพ หลัง 2 ครั้งล่าสุดที่อินโดนีเซีย ปี 2011 ทำได้เพียง 1 เหรียญทอง และ 2 ปีที่แล้วที่พม่า คว้ามาได้ 2 เหรียญทอง
ถือเป็นสัญญาณที่ดีของวงการกีฬาไทย ที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น และหวังว่าหลังจากนี้ปัญหาเดิมๆ ทุกอย่างจะเริ่มคลี่คลาย และเปิดทางให้นักกีฬาได้แสดงศักยภาพที่มีอย่างเต็มตัว ด้วยพลังความสามัคคี
เพราะยังเชื่อในวลี “คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก ถ้าตั้งใจจริง”







