
กว่าจะสามขวบ ก็อาจสายไป
ได้เวลาเปิดเทอมสำหรับเด็กๆ แล้ว เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดของวัยเด็กเลยทีเดียวนะคะ
โดย...หนูดี-วนิษา เรซ ภาพ รอยเตอร์ส
ได้เวลาเปิดเทอมสำหรับเด็กๆ แล้ว เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดของวัยเด็กเลยทีเดียวนะคะ ที่เราจะได้มาโรงเรียนเป็นครั้งแรกหรือได้กลับมาเจอเพื่อนๆ อีกครั้ง หนูดีมักจะแนะนำคุณพ่อคุณแม่ที่โรงเรียนวนิษาว่า ให้พาลูกมาส่งโรงเรียนด้วยตัวเองในวันแรกและถ่ายรูปสวยๆ สักรูปร่วมกันไว้ เพราะนี่จะเป็นภาพประวัติศาสตร์ในชีวิตที่เหลือของลูกเราเลยทีเดียว
เทอมนี้โรงเรียนวนิษาสุขุมวิท 26 เปิดรับนักเรียนตัวน้อยๆ อย่างเป็นทางการแล้วค่ะ เราเริ่มรับตั้งแต่หนึ่งขวบครึ่ง!! ซึ่งครูหนูดีและครูประจำชั้นท่านอื่นๆ จะได้รับคำถามมากมายจากพ่อแม่ลูกอ่อนว่า
หนึ่งขวบครึ่งเด็กไปไหม
เด็กอายุแค่นี้ควรอยู่กับพ่อแม่ไปก่อนไหม
ทำไมต้องแยกลูกตอนนี้ ทำไมไม่รอสามขวบ
ใช้พี่เลี้ยงหรือปู่ย่าตายายแทนได้ไหมแล้วให้ลูกอยู่บ้านไปก่อน
หนูดีได้รับคำถามมากมายจากพ่อแม่น้องๆ ห้องเนิร์สเซอรี่ จนคิดว่าน่าจะแชร์มุมมองของครูและหลักฐานงานวิจัยทางสมองของเด็กวัยเบบี๋รวมถึงวัยเตาะแตะว่า เด็กทำอะไรได้ไม่ได้ และช่วงวัยนี้สมองของเด็กพัฒนาอย่างไรค่ะ
อันดับแรก ทราบไหมคะว่า ช่วง 0-3 ขวบปีแรกของชีวิตนั้นสมองของมนุษย์พัฒนา เติบโต และสร้างเส้นใยสูงที่สุดในชีวิตของเรา การเจริญเติบโตและซึมซับข้อมูลจากโลกภายนอกในระดับนี้นั้น เราจะไม่ได้มาอีกแล้วตลอดทั้งชีวิตที่เหลือของเรา มันเป็นเวลาที่ละเอียดอ่อนและมีค่าสูงมาก เด็กควรได้รับการกระตุ้นที่ถูกต้องทั้งทางด้านกิจกรรมเสริมสมอง ด้านอารมณ์ ด้านภาษา รวมถึงการได้รับความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโลกใบนี้ งานวิจัยด้านสมองจำนวนมากสรุปได้ว่า เส้นใยสมองของเด็กอายุเท่านี้มีมากเป็น 2 เท่าของในวัยผู้ใหญ่
ในปี 1999 ได้มีการรายงานการวิจัยของ Abecedarian Project นำโดย Dr. Frances Campbell ได้ทำการวิจัยติดตามผลเป็นเวลา 21 ปีของเด็กกลุ่มก่อนวัยสามขวบที่ได้รับสิทธิในการเข้าเรียนเนิร์สเซอรี่คุณภาพดี พบว่าเด็กโตขึ้นมีศักยภาพทางสมองและคุณภาพชีวิตดีกว่าเด็กที่ไม่ได้รับโอกาสนั้น อีกงานวิจัยหนึ่งเป็นของ University of North Carolina at Chapel Hill ได้ทำการทดลองโดยนำเด็กจากครอบครัวรายได้ต่ำมาให้การศึกษาปฐมวัยที่ดี อีกกลุ่มเป็นเนิร์สเซอรี่คุณภาพปานกลาง อีกกลุ่มให้เลี้ยงอยู่ที่บ้าน ผลสรุปออกมาอีกครั้งเมื่อเด็กอายุประมาณ 20 ปี พบว่าเด็กที่ถูกเลี้ยงอยู่บ้านหรือเข้าโรงเรียนที่ไม่ได้มาตรฐานนั้นมีคุณภาพชีวิต การตัดสินใจ และการศึกษาต่ำกว่า เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้เข้าเนิร์สเซอรี่ที่มีกิจกรรมเหมาะกับพัฒนาการสมองนั้น พบว่าเด็กโตขึ้นแล้วอ่านเขียนได้เก่งกว่า เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ได้มากกว่า และมีงานทำที่ดีกว่า
อีกงานวิจัยหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การให้เด็กเล็กก่อนวัยสามขวบมีโอกาสได้รับการศึกษาปฐมวัยที่ดีอย่างถูกต้องตามหลักพัฒนาการสมองของเด็ก งานวิจัยนี้ติดตามผลเด็กที่เข้าเรียนตั้งแต่อายุหกเดือนถึงสี่ขวบในสหรัฐ โดย Graham Center และตีพิมพ์ผลการวิจัย/เก็บข้อมูลลงในวารสาร Child Development ในปี 2000 โดยเด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กผิวสีในทุกระดับรายได้ของพ่อแม่ พบว่าเด็กกลุ่มที่พ่อแม่เลือกส่งเข้าเนิร์สเซอรี่ที่ได้คุณภาพและสอนเหมาะกับพัฒนาการสมองของเด็กนั้น ผลที่ได้แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเจนมากในวัยต่อมาคือ จะมีผลการวัดไอคิวสูงกว่าเด็กที่ไม่ได้เข้าเรียนหรือเรียนในที่ด้อยคุณภาพอยู่ 12 หน่วย และมีทักษะทางภาษาก้าวหน้ากว่าประมาณ 2.5 เดือน ทั้งหมดนี้พ่อแม่บางคนอาจงงว่า แล้วห้องเรียนเนิร์สเซอรี่ที่ดีกับสมองเด็กขวบกว่านั้นเป็นอย่างไร
อันดับแรก เราต้องเข้าใจก่อนว่า สมองเด็กเบบี๋นั้นวิธีการรับรู้ข้อมูลจากโลกใบนี้เขาแตกต่างจากผู้ใหญ่มาก เด็กเรียนรู้จากการชิมเยอะมากค่ะ การจับต้อง การกลิ้ง การฟัง การมอง การกอด และการได้รับฟังสำเนียงภาษาต่างๆ เพราะเด็กจะต้องสร้าง “คลังภาษา” รวมถึง “คลังสำเนียง” ของเขา และยิ่งไปกว่านั้น เด็กกำลังสร้าง “ความทรงจำที่ลิ้น” ที่เขาจะจำไปตลอดชีวิตว่ารสชาติแบบไหนที่เขาจะ “ชอบ” ดังนั้นลูกเราจะโตมาอ้วนหรือผอม ชอบกินคลีนหรืออยากทานอาหารขยะ ช่วงนี้สำคัญมาก นอกเหนือจากนั้นคือ เด็กๆ กำลังเรียนรู้และสร้างทฤษฎีในสมองเล็กๆ ของเขาเกี่ยวกับ “กฎของโลกใบนี้” เขาทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ เวลานี้คือหน้าต่างของการเรียนรู้และจดจำ โรงเรียนของหนูดีจึงเลือกรับเด็กก่อนสามขวบถึงปีครึ่งเลยทีเดียว เพราะเห็นผลว่าเด็กกลุ่มนี้พัฒนาการดีกว่าเด็กที่เข้าเรียนตอนสามขวบอย่างเห็นได้ชัด
ยิ่งงานวิจัยใหม่ๆ ออกมาบอกว่า แก่นแท้ของบุคลิกภาพของมนุษย์ ทุกสิ่งทุกอย่างลึกๆ ที่เราคิดและเป็นตัวตนแท้ๆ ของเรานั้นอาจถูกสร้างก่อนสามขวบ ดังนั้นการที่พ่อแม่คิดว่าลูกเข้าโรงเรียนตอนอายุสามขวบนั้นเหมาะที่สุดแล้ว เราต้องถามตัวเราเองว่า เราเรียนมาด้านพัฒนาการสมองเด็กหรือไม่ รวมถึงคนที่เราไว้ใจให้เลี้ยงลูกของเราที่บ้านด้วย เช่น พี่เลี้ยงพม่า ไทยใหญ่ หรือแม้กระทั่งนางพยาบาลที่เราจ้างมา เพราะทุกคนย่อมเชี่ยวชาญกันคนละด้าน
ครูที่เรียนจบด้านปฐมวัยและได้เรียนพัฒนาการเด็ก จิตวิทยาเด็ก รวมถึงได้ฝึกสอนอีกหนึ่งถึงสองปีในระบบโรงเรียนจริงๆ ได้เห็นเด็กจริงๆ มามาก จะสามารถวางแผนการเรียนการสอนได้อย่างที่เราเองในฐานะแม่หรือพ่อจะทำได้ยิ่งนัก พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนจบมาด้านการเลี้ยงเด็ก เพราะเราเองก็มีอาชีพอื่นๆ มาก่อนจะมีลูก การพูดคุย ขอคำปรึกษา รวมถึงมองหา “กลุ่มเล่น” หรือ “กลุ่มเรียน” ให้ลูกในวัยก่อนสามขวบอาจเป็นเรื่องที่ดีแม้เราจะมีศักยภาพในการหยุดงานมาเลี้ยงลูกเองก็ตาม เพราะการให้ลูกได้เข้าร่วมกิจกรรมที่หลากหลายกว่าอยู่ที่บ้านวันละเพียง 4-5 ชั่วโมง ผลที่ได้รับอาจทำให้เด็กมีศักยภาพสูงขึ้นไปตลอดชีวิตก็เป็นได้
เพียงแต่เราต้องเลือกบนพื้นฐานของข้อมูลที่ดีและให้เด็กมีความปลอดภัยสูงไม่แพ้ที่บ้าน
ใครอ่านแล้วอยากสอบถามเรื่องเด็กเบบี๋ อีเมลมาหาหนูดีได้เลยนะคะที่ [email protected] หรือโทรมาได้ที่ 08-1350-3972หรือ 09-3626-3936 ค่ะ ยินดีแบ่งปันข้อมูลสมองเด็กเล็กต้อนรับเปิดเทอมค่ะ







