posttoday
ความสุขลึกล้ำ ก้าวข้ามเรื่องเพศ

ความสุขลึกล้ำ ก้าวข้ามเรื่องเพศ

04 มิถุนายน 2558

ครั้งหนึ่ง ผมแวะเข้าไปอ่าน ดังตฤณ วิสัชนา จากเว็บไซต์ Dlitemag.com ได้มีคนตั้งคำถาม จิตมีเพศหรือไม่?

โดย...ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ Reuters / AP

ครั้งหนึ่ง ผมแวะเข้าไปอ่าน ดังตฤณ วิสัชนา จากเว็บไซต์ Dlitemag.com ได้มีคนตั้งคำถาม จิตมีเพศหรือไม่? ดังตฤณตอบคำถามนี้ไว้ว่า “เพศเป็นของจริง ประกอบจากดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นรูปกาย จากนั้นจึงสมมติว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในโลกนี้ที่ล้วนแล้วแต่ต้องจำแนกกันด้วยเพศ ว่าเป็นฝั่งชายหรือฝั่งหญิง แต่เมื่อมองกันเข้าไปที่จิต เพศสามารถกลับไปกลับมาได้ตลอดเวลา

เวลาเราที่รู้สึกอ่อนแอ เหงา รู้สึกเหมือนมีภาวะที่เรียกร้องความสนใจ หรือเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจจากคนอื่น ทางจิตวิทยาฝั่งตะวันตกบอกว่า เหมือนกับความรู้สึกทางเพศหญิงปรากฏมากกว่าทางเพศชาย แต่หากเมื่อไรจิตของเรามีความรู้สึกหนักแน่น มีความรู้สึกเหมือนกับอยากเป็นที่พึ่ง มีความเป็นผู้ปกป้อง ลักษณะของความเป็นชายก็ปรากฏชัดขึ้นมา อันนี้ไม่เกี่ยวกับว่าเดิมทีร่างกายปรากฏเป็นเพศชายหรือเพศหญิง พูดง่ายๆ ว่าการเปลี่ยนแปลงของจิต มันสามารถบอกได้เลยว่าเราไม่ได้มีความเป็นเพศอย่างใดอย่างหนึ่งแน่ชัดตายตัวในทางนามธรรม มันขึ้นอยู่กับว่าจิตจะปรุงแต่งไปอย่างไร”

เมื่อผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์คู่รักกะเทยทอม เอมมี่-รัชฎา ครุฑามาศ กับ เอย-พัทรนันท์ มาตรา ผมก็ได้เข้าใจเกี่ยวกับจิตและเพศได้มากขึ้น ทั้งคู่บอกผมว่า ความรักไม่มีคำว่าเพศ ไม่มีขีดจำกัด เป็นเรื่องของการพบเจอสิ่งที่ลงตัว และไม่ว่าความรักจะเป็นไปในรูปแบบไหน ชายหญิง ชายชาย หญิงหญิง ทอมดี้ เกย์ เลสเบี้ยน หรือกะเทยทอม กะเทยกะเทย หรือทอมกับทอม หากไม่ทำให้ใครเดือดร้อนทุกคนมีสิทธิรักกันได้หมด

ยิ่งเข้าใจลึกล้ำ เมื่อสังคมเรามีคนที่มีความรู้สึกหรือความปรารถนาต่อใครอีกคนในรูปแบบใหม่ นั่นคือ กะเทยที่ออกมายอมรับว่าไม่ได้รักหรือชอบผู้ชาย แต่รักและชอบผู้หญิง ประมาณว่า ฉันรักเธอ แต่ฉันอาจสวยกว่าเธอ อะไรประมาณนี้

ความสุขลึกล้ำ ก้าวข้ามเรื่องเพศ

โดยผู้ที่ทำให้ผมเข้าใจได้อย่างลึกล้ำ เธอคือ พัฒน์-ปิยะธร สุวรรณมาลี ผู้ที่นิยามตัวเธอเองว่า เลสเบี้ยนข้ามเพศ เธอได้บอกเล่าถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในเพื่อหวังให้สังคมได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจ และยอมรับในสิ่งที่เธอเป็น

“คนส่วนใหญ่ในสังคมมักคิดว่ากะเทยเป็นสิ่งมีชีวิตที่คู่กับผู้ชาย แต่พอมีกะเทยที่รักและชอบพอกับผู้หญิง คนอาจมองว่านี่คือสิ่งผิดปกติที่ผิดไปจากสิ่งผิดปกติอีกทีหนึ่ง แต่อยากบอกสังคมว่า การที่เรารู้สึกดีกับใครสักคนหนึ่งมันขึ้นอยู่กับจิตใจที่อยู่ข้างในของเรา มันคือการคลิกที่อธิบายได้ยาก แค่รู้สึกว่าเขาคือคนที่ใช่สำหรับเรา เราคือคนที่ใช่สำหรับเขา แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว”

ปิยะธร เผยว่า หากนี่คือความแตกต่างทางรสนิยมทางเพศ การที่เธอเป็นกะเทยที่ชอบผู้หญิง ก็ไม่แตกต่างจากการที่ผู้ชายชอบผู้หญิง ผู้หญิงชอบผู้ชาย เกย์คิงชอบเกย์ควีน ทอมชอบดี้ ผู้หญิงชอบผู้หญิง หรือกะเทยชอบทอม ตราบใดที่สมการที่ว่า กะเทย=ผู้หญิงเธอก็ไม่ใช่สิ่งผิดปกติแต่อย่างใด

“ความแตกต่างทางรสนิยมทางเพศไม่ใช่สิ่งผิดปกติ แต่ละคนมันมีความรักความชอบไม่เหมือนกัน มันคือสิ่งที่อยู่ข้างใน มันลุ่มลึก และมันก็เป็นสิ่งที่ใครจะมาฝืนใจให้เรารักเราชอบใครไม่ได้ เราชอบอย่างนี้ ก็คือชอบอย่างนี้ มันเป็นความชอบส่วนบุคคล เหมือนคุณเป็นผู้ชายที่รักและชอบผู้หญิง จะให้คุณฝืนใจไปรักหรือชอบผู้ชายด้วยกันหรือกะเทยมันก็เป็นไปไม่ได้ ตราบใดที่คุณไม่ได้รักหรือชอบจากสิ่งที่อยู่ข้างในตัวคุณเอง ใครหรือสิ่งใดก็ฝืนใจคุณไม่ได้อยู่ดี”

นอกจากนี้ ผมยังได้มีโอกาสพูดคุยกับ ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยและพัฒนา ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เขามองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ว่า มันคือ ความลื่นไหลของอารมณ์ ความรู้สึก ความปรารถนา และความรัก

ความสุขลึกล้ำ ก้าวข้ามเรื่องเพศ

 

“ในทางวิชาการ ความลื่นไหลของอารมณ์ ความรู้สึก ความปรารถนา และความรัก มันมีพลวัต (การเคลื่อนไหวหรือการเปลี่ยนแปลง) ในตัวของมันเอง การที่คนคนหนึ่งจะนิยามตัวเองว่ามีความชอบในเพศใด ขึ้นอยู่ประสบการณ์ของคนคนนั้น ซึ่งเขาสามารถเปลี่ยนประสบการณ์เหล่านี้ในช่วงชีวิตของเขาได้ เมื่อเขาไปเจอคนที่เข้าใจเขา ทำให้เขามีความสุขได้ เราคงเคยได้ยินว่าผู้หญิงที่เคยชอบผู้ชาย สามารถไปรักหรือชอบพอผู้หญิงด้วยกันได้เมื่อเวลาเปลี่ยนไป แสดงว่าประสบการณ์ของคนคนนั้นสอนให้เขาได้เรียนรู้ว่า การมีความรัก ไม่จำเป็นจะต้องยึดติดกับความเป็นหญิงความเป็นชายแบบรักต่างเพศ”

ดร.นฤพนธ์ เผยว่า แม้ว่าแต่ละคนจะนิยามตัวเองว่าเป็นผู้ชาย ผู้หญิง เกย์ กะเทย ทอม ดี้ เลสเบี้ยน หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่อารมณ์ ความรู้สึก ความปรารถนา และความรักที่เรามีต่อใครคนหนึ่ง มันไม่ได้ยึดถือกับการนิยามนั้นๆ มันจึงลื่นไหลไปตามวันเวลาและประสบการณ์ได้นั่นเอง

“อยากบอกว่าการนิยามว่าเราเป็นใคร มันไม่ได้ไปด้วยกันกับสิ่งที่อยู่ข้างใน กะเทยจะรักผู้หญิง หรือผู้หญิงจะรักเกย์ หรือกะเทยจะรักทอม มันสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ตราบใดที่พวกเขาเหล่านั้นได้พบเจอความสุขลึกล้ำ ที่รู้สึกอยู่ลึกๆ ข้างในว่านี่แหละใช่ มันอบอุ่นใจ มันรู้สึกผูกพันกันอย่างบอกไม่ถูก”

ท้ายที่สุด ดร.นฤพนธ์ เผยว่า สิ่งที่น่าตั้งคำถามมากกว่าความลื่นไหลของอารมณ์ ความรู้สึก ความปรารถนา และความรัก มันคือการที่เรามีความรับผิดชอบต่ออารมณ์ ความรู้สึก ความปรารถนา และความรักของอีกฝ่ายมากน้อยแค่ไหน

“เราจะรักใครก็ได้ แต่เราต้องมีความรับผิดชอบ ไม่ใช่ว่าคุณเห็นคนอื่นเป็นของเล่น ชอบหาประสบการณ์ไปเรื่อยๆ โดยไม่มีความรับผิดชอบในอารมณ์ ความรู้สึก ความปรารถนา และความรักของคนที่เราคบหา ซึ่งต่อให้ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศไหนไปรักกับเพศไหน คุณก็จะไม่พบเจอความสุขจากความรักได้เลย”

หากมองในแง่ของจิตวิทยา พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต เผยว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ มันไม่ใช่เรื่องของผู้หญิงผู้ชาย แต่มันเป็นเรื่องของมนุษย์กับมนุษย์ที่มีความผูกพันกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน เอื้อเฟื้อแบ่งปันกัน ซึ่งเราจะเรียกว่าความรักที่ไม่ได้อยู่ในกรอบที่เราต่างเข้าใจกันมาก็ได้

ความสุขลึกล้ำ ก้าวข้ามเรื่องเพศ

“อย่างที่กะเทยเป็นแฟนกับทอม หรือกะเทยรักชอบพอผู้หญิง นั่นเป็นเพราะเขามองที่ความรักความรู้สึกมากกว่ามองที่รูปกายภายนอก หากเขาพบเจอความลงตัว พบเจอว่านี่คือสิ่งที่เขาต้องการ และมันพัฒนาต่อไปได้ เขาก็อาจมองข้ามรูปกายภายนอกของคนที่เขารักไป แต่เลือกสนใจวิถีปฏิบัติระหว่างคนสองคนมากกว่า”

ในความรักความสัมพันธ์ หลักๆ แล้วขึ้นอยู่กับคนสองคน แต่แน่นอนว่าโอกาสที่จะเจอสังคมตั้งคำถาม หรือมองด้วยความรู้สึกแปลกๆ พญ.พรรณพิมล มองว่า เราต้องทำความเข้าใจกับสิ่งที่สังคมจะมองเราแปลกๆ ให้จงได้ “แรงกระทบจากสังคมมีอยู่แล้วแน่นอน เราจะคาดหวังว่าสังคมจะเข้าใจ เฉยๆ หรือไม่วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้

เราต้องยอมรับความจริงว่า ความรักความสัมพันธ์แบบชายหญิงยังคงเป็นวิถีของคนส่วนใหญ่ของสังคมอยู่ อะไรที่ต่างไปจากส่วนใหญ่ ไม่ว่าด้วยเรื่องอะไร มันจะถูกจัดกลุ่มแยกออกมาให้เป็นวิถีทางเลือกที่มีความเป็นปัจเจก หรือมีลักษณะเฉพาะ ซึ่งอาจมีคนเลือกเดินเส้นทางนี้มากขึ้น แต่สุดท้าย ก็ยังไม่ใช่วิถีส่วนใหญ่ของสังคมอยู่ดี อย่างไรก็ตาม เราทุกคนต้องเคารพวิถีทางเลือกของกันและกัน เราจะได้อยู่ร่วมกันบนความหลากหลายในสังคมได้อย่างมีความสุข”

ท้ายที่สุด ความรักความสัมพันธ์ในรูปแบบนี้ หากคนสองคนไม่พัฒนาให้แน่นแฟ้น หรือไม่มั่นคง เขาย่อมพบเจอสถานการณ์แบบเดียวกับหญิงชายได้ เช่น เมื่อก่อนคิดว่าใช่ แต่เดี๋ยวนี้รู้สึกไม่ใช่ได้ และก็อาจเลิกราจากกันไป “เพราะฉะนั้น รักกันแล้ว ขอให้พัฒนาความรักความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมั่นคง นี่น่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าเรื่องเพศ หรือแค่รักกันชอบพอกันค่ะ”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท