
ตามหา "มนุษย์อาเซียน"
หลังเที่ยงคืนวันที่ 31 ธ.ค. 2558 สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations : ASEAN) หรือ “อาเซียน”
โดย...พริบพันดาว
หลังเที่ยงคืนวันที่ 31 ธ.ค. 2558 สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations : ASEAN) หรือ “อาเซียน” ซึ่งเป็นองค์การทางภูมิรัฐศาสตร์และองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีประเทศสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ บรูไน ลาว กัมพูชา เวียดนาม และพม่า จะเปิดเสรีเศรษฐกิจหรือรวมตัวเป็น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economic Community-AEC) อย่างเต็มรูปแบบ
อาเซียนมีพื้นที่ ราว 4,435,570 ตารางกิโลเมตร มีประชากรกว่า 600 ล้านคน ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของชาติสมาชิกรวมกัน คิดเป็นมูลค่าราว 1.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ อยู่ในลำดับที่ 9 ของโลก เพื่อที่จะให้มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน ทำให้มีผลประโยชน์ มีอำนาจต่อรองต่างๆ กับคู่ค้าได้มากขึ้น และการนำเข้า-ส่งออกของชาติในอาเซียนก็จะเสรี ยกเว้นสินค้าบางชนิดที่แต่ละประเทศอาจจะขอไว้ไม่ลดภาษีนำเข้า
นอกจากนี้ ยังจะช่วยเสริมสร้างโอกาสในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมายังอาเซียน ซึ่งจะเพิ่มอำนาจการต่อรองของอาเซียนในเวทีการค้าโลก และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในอาเซียนโดยรวม จึงเป็นความท้าทายและโอกาสใหม่ของประเทศไทย ที่จะส่งผลให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่จะมีการพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มในภูมิภาค (Regional Value Chain) การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันการเพิ่มอำนาจในการต่อรอง และการขยายตลาดอาเซียน
การก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 จะส่งผลกระทบอย่างไรกับประเทศไทยและจะยืนอยู่ตรงไหนในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เป้าหมายด้านเศรษฐกิจหลักที่สำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างอาเซียน ภายหลังการลงนามจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนประชาคมเศรษฐกิจจะมีองค์ประกอบสำคัญ คือ การเป็นตลาดและเป็นฐานการผลิตร่วมกัน และเงินลงทุนที่เสรีมากขึ้น มีความสามารถในการแข่งขันสูง มุ่งสร้างความเท่าเทียมในการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศอาเซียน และการส่งเสริมการรวมกลุ่มอาเซียนเข้ากับประชาคมโลก
รวมถึงการเปลี่ยนแปลงชีวิตของมนุษย์ทั้ง 10 ประเทศให้กลายเป็น “มนุษย์อาเซียน” จึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเสวนาเรื่อง “คนแบบไหนที่อาเซียนต้องการ” จึงเป็นมุมมองที่มองข้ามไปไม่ได้ เพราะพูดถึง “มนุษย์อาเซียน” ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้
สูตรการเป็น ‘มนุษย์อาเซียน’
7 วิชาชีพที่สามารถย้ายแรงงานฝีมืออย่างเสรีในประชาคมอาเซียน ได้แก่ วิชาชีพที่เกี่ยวกับการรักษาหรือการแพทย์ ทันตกรรม พยาบาล วิศวกรรม สถาปัตยกรรม นักสำรวจ และนักบัญชี ต่อมามีการตกลงให้เพิ่มวิชาชีพด้านการโรงแรมและการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมา แต่ไม่ใช่แค่นี้การเคลื่อนย้ายที่เกิดขึ้นในอนาคตของผู้คนในอาเซียนที่รวมเศรษฐกิจเป็นหนึ่งเดียวกันนั้น จะไม่มีการแบ่งเป็นชาติ
ไหนๆ จะมีก็คือ “มนุษย์อาเซียน” ที่จะเอาตัวรอดได้ในสังคมที่แข่งขันเพิ่มมากขึ้นในการประกอบวิชาชีพ
แล้วคนไทยจะปรับตัวอย่างไร? ดร.สุวิทย์ มังคละ นักการทูตชำนาญการ กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งรับผิดชอบเรื่องนี้ในฐานะเลขาธิการสำนักอาเซียนแห่งชาติ มองว่า คนที่อาเซียนอยากจะได้หรือต้องการ มี 3 เรื่องที่จะต้องเน้น คือ 1.เรื่องการเรียนรู้หรือความรู้ 2.เรื่องทักษะและขีดความสามารถที่สูง และ 3.เรื่องทัศนคติ
“ความรู้ในที่นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความรู้ที่มีอยู่ทั่วไป แต่ต้องรู้ว่าจะตั้งคำถามอย่างไร ผมพูดอยู่เสมอว่าปรัชญาของการเรียนรู้ก็คือ เราต้องรู้ว่าเราไม่รู้ ต้องรู้จักคิดแบบวิเคราะห์ หยิบข้อมูลมาแล้วตั้งคำถามว่าข้อมูลนี้จริงหรือเปล่า เพื่อให้รู้จักว่าความรู้ที่ได้มาเป็นความรู้ที่เราเข้าใจจริงๆ และต้องรู้เขารู้เรา โดยการคิดแบบยุทธศาสตร์ รู้ว่าเรามีจุดดีจุดเด่นอะไรและมีจุดด้อยอะไรด้วย เสริมเติมอย่างไรได้ ใช้ประโยชน์ ใช้โอกาสอย่างไร มีความเสี่ยงอะไร ทำอย่างไรทำให้การพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ ของประเทศชาติตั้งอยู่พื้นฐานขององค์ความรู้ แต่องค์ความรู้ที่บอกต้องเรียนรู้เรื่องความถูกต้องด้วย
“อีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความรู้เลย ต้องประยุกต์ดัดแปลงให้ได้ ทำอย่างไร คือต้องมีทักษะมีขีดความสามารถ สมัยนี้เป็นยุคดิจิทัล ไอทีสำคัญ นวัตกรรมต่างๆ ใช้ได้ไหม ใช้อย่างถูกต้องให้เกิดประโยชน์ได้ไหม แล้วก็เรื่องทักษะด้านภาษา ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้ทำงานในอาเซียน แล้วยังมีภาษาประเทศเพื่อนบ้านด้วย ถ้าเรารู้ภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน จะเกิดความเข้าใจลึกซึ้งมากขึ้น สามารถเสริมสร้างความสามารถและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
ดร.สุวิทย์ ชี้ว่า สุดท้ายก็เป็นเรื่องของทัศนคติ เพราะคนที่อาเซียนต้องการคือคนที่ยอมรับอาเซียน ต้องรู้ว่าอาเซียนเป็นประโยชน์
“ไม่ใช่คิดจะแข่งขันเพียงอย่างเดียว ต้องมีความร่วมมือกันด้วย ทำอย่างไรที่จะร่วมมือและแข่งขันในเวลาเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทัศนคติที่สำคัญมากๆ จากความร่วมมือในอาเซียนก็คือเรื่องของการทำงานเป็นทีมหรือทีมสปิริตกับพวกเรากันเองในประเทศ และกับประเทศในอาเซียนด้วย”
จากมุมมองภาครัฐแล้ว ดร.สุวิทย์ มองภาพรวมของความร่วมมือในอาเซียนว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางไหน แล้วคนไทยจะเป็น “มนุษย์อาเซียน” ได้หรือไม่
“เราจะไม่รู้สึกว่ามีความเปลี่ยนแปลง แต่ขอบอกว่าความเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นอยู่ทุกวัน เกิดขึ้นเป็นกระบวนการ อาเซียนกำลังคุยกันว่าหลัง 2015 จะทำอะไรกันต่อ เมื่อจับมือกันมาก็ต้องไปด้วยกันต่อไป มีพัฒนาการต่อไปเรื่อยๆ สิ่งที่เกิดขึ้นมีการเปลี่ยนแปลงอะไรก็ต้องเข้าไปศึกษาอย่างถ่องแท้ สร้างโอกาสอะไรให้เกิดขึ้น ทุกคนเป็นผู้มีส่วนร่วมเป็นผู้ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ทุกคนเป็นทูตในกระแสอาเซียน
“เรื่องของอาเซียนเป็นเรื่องของการเดินทาง ตอนนี้เราเดินทางมาถึงจุดๆ หนึ่งที่เรียกว่าโค้งสุดท้าย ซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายของโค้งต่อไปและจะมีโค้งไปเรื่อยๆ ขอให้ทุกคนคิดว่ายังไม่สาย มีเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นจุดอ่อนของคนไทยคือ ‘เราไม่ทันคิด’ กับ ‘เราคิดไม่ทัน’ ทำอย่างไรให้แก้ปัญหาสองจุดนี้ให้ได้ พยายามเป็นคนอาเซียนที่กระตือรือร้นและรู้ว่ามีบทบาทอย่างไร”
การเอาตัวรอดในอาเซียน
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(ASEAN Economic Community : AEC) มีเป้าหมายของการรวมกลุ่มเศรษฐกิจเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว (Single Market and Production Base) โดยให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุนและแรงงานฝีมือ ภายในอาเซียนอย่างเสรีและการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรีมากขึ้นภายในปี 2558 ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจึงเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในการขยายการส่งออกและโอกาสทางการค้า และการบริการในสาขาที่ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขัน เช่น การท่องเที่ยว โรงแรมและภัตตาคาร สุขภาพ ฯลฯ
“การตั้งรับและเปลี่ยนแปลง” คล้ายเป็นพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอของคนในอาเซียน เพราะเป็นจุดเชื่อมผ่านระหว่าง 2 อู่อารยธรรมที่ใหญ่สุดของเอเชียคือ จีนและอินเดีย ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร ผู้อำนวยการโครงการหลักสูตรนานาชาติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้ประสานงานร่วมในโครงการ ASEAN Watch วิเคราะห์ถึงจุดนี้ไว้อย่างน่าสนใจ
“ผมชอบคำของ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ท่านชอบพูดว่าคนไทยไม่ค่อยคุ้นเคยกับการแข่งขัน เราเคยชินกับอะไรก็ได้สบายๆ เมื่อเรามีการเชื่อมโยงการค้าการลงทุนมากขึ้น มีการข้ามพรมแดนการแข่งขันแล้ว มีนักลงทุนต่างชาติเพิ่มมากขึ้น มีโอกาสแข่งขันในตลาดแรงงานกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคมากขึ้น ทำอย่างไรให้พร้อมกับการแข่งขัน ต้องเปลี่ยนหรือเตรียมความพร้อมกับการแข่งขัน พอเปลี่ยนความคิดเช่นนั้นแล้ว ทำให้เราพัฒนาตัวเอง ถ้าเราไม่รู้จักแข่งขัน เพราะฉะนั้นเราต้องพัฒนาตัวเองรู้จักเรียนรู้การแข่งขัน ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากสำหรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งผมคิดว่าเป็นจุดอ่อนของคนไทย”
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บอกว่าคนไทยสนใจเพื่อนบ้านน้อยมาก มีแต่ชุดความคิดเก่าๆ ที่เคยเรียนกันมา
“สิ่งที่เราต้องรู้มันนอกเหนือจากอาหาร คำทักทาย ทัศนคติของเขาเป็นอย่างไร พัฒนาการทางด้านประวัติศาสตร์ของเขาเป็นอย่างไร ทำไมประเทศพม่าถึงมีระบบการปกครองแบบนี้ โครงสร้างทางชาติพันธุ์ เชื้อชาติทางศาสนาเขาเป็นอย่างไร ความเข้าใจเวลาเราไปคุยกับเขาจะได้รู้ว่า เรื่องไหนเป็นเรื่องอ่อนไหว ต้องคิดมากหน่อยเวลาจะพูดกับเขา แต่เรื่องแบบนี้เราไม่ค่อยสนใจประเทศเพื่อนบ้าน
“ดังนั้น การรู้เขารู้เราเหมือนกับการทำหน้าที่ว่าภาคประชาชนเหมือนเจ้าหน้าที่ทางการทูตในทางหนึ่ง เดินทางมากขึ้นไปพบปะคนโน้นคนนี้มากขึ้น เมื่อคุณถือพาสปอร์ตไทยเป็นคนไทย คุณต้องสร้างภาพลักษณ์หรือความประทับใจที่ดีต่อคนไทย การที่จะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีได้ ต้องรู้ว่าคนสิงคโปร์ พม่า ลาว ชอบหรือไม่ชอบอะไร เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ถ้าจะพูดให้ง่ายที่สุดถึงการเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน เหมือนกับว่าทุกคนกลับบ้านไป แล้วอยู่ในหมู่บ้านที่วันนี้ไม่มีกำแพงเหลืออยู่เลย ทุกคนจะอยู่อย่างไรกับเพื่อนบ้านที่ร้อยวันพันปีไม่เคยคุยกันเลย ก็ต้องเริ่มทำความรู้จักกัน ชอบกินอะไร จะประพฤติตัวอย่างไรให้เพื่อนบ้านรู้สึกไว้ใจว่าไม่ไปขโมยของเขานะ”
ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ ย้ำว่า หากคนไทยอยากเป็น “มนุษย์อาเซียน” ควรจะต้องรู้จักการแข่งขันเพื่อพัฒนาตัวเอง รู้เขารู้เราให้ความสนใจกับประเทศในอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน
“โดยเฉพาะนักศึกษาซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นที่กำลังจะเติบโตขึ้นมา ตรงนี้สามารถปรับปรุงได้ เราถูกครอบงำความคิดของมหาอำนาจมากเกินไป เราเรียนรู้ว่าสหรัฐอเมริกาสำคัญกับเรา จีนสำคัญกับเรา ยุโรปสำคัญกับเรา ทุกประเทศที่ใหญ่กว่าเราสำคัญกับเราหมด แต่เราไม่เคยมองประเทศที่มีพัฒนาการด้อยกว่าเรา อาจจะเป็นในแง่บริบทความสัมพันธ์ประเทศในโลกสงครามเย็นที่ทำให้เราลืม เราชอบการลงทุนจากประเทศมหาอำนาจมากกว่า เป็นผลพวงมาจากตรงนั้น”
หลังจากสิ้นปี 2558 เข้าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเต็มรูปแบบ ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ มองว่าคนอาเซียนทั้งหมดก็คงไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่ เพราะการค้าเสรี การลงทุนข้ามชาติในภูมิภาคอาเซียนก็เกิดขึ้นแล้ว
“จริงอยู่เรามี 8 สาขาวิชาชีพที่สามารถเคลื่อนย้ายกันได้โดยเสรี แต่ว่ากฎหมายภายในก็ดี ระเบียบทางวิชาชีพก็ดี ก็ยังมีอุปสรรคอยู่ไม่ใช่เกิดการเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ อาจจะเห็นได้ว่าผู้ทำการค้าการลงทุนอาจจะมีอาเซียนวินโดวส์ การบูรณาการทางด้านการผ่านแดนเรื่องการขนส่งสินค้าต่างๆ เป็นรูปธรรมได้ หน่วยงานภาครัฐบูรณาการได้ประสบความสำเร็จ เราก็จะเห็นถึงการค้าชายแดนที่เร็วขึ้น ขยายตัวได้มากขึ้นก็น่าจะเป็นสิ่งที่เราจับต้องได้ ถ้าเป็นประชาชนทั่วไปธรรมดาไม่น่าจะทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงมากขึ้น แต่เรามีโอกาสที่จะทำงานมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงเรียนรู้ เรียนต่อ มีโอกาสที่จะเดินทางได้มากยิ่งขึ้น มีความสนใจอาเซียนมากขึ้น
“สองบุคลิกที่สำคัญของภูมิภาคนี้ก็คือ ‘รับและเปลี่ยนแปลง’ ให้เหมาะกับพื้นถิ่นพื้นที่ อัตลักษณ์ของอาเซียนไม่ได้หมายความว่าต้องพูดภาษาเดียวกัน แต่ต้องรู้ให้ได้ว่ารากของภาษามาจากไหน วัฒนธรรมไม่ได้เหมือนกันแต่ต้องรู้ให้ได้ว่ามีจุดเชื่อมโยงมาจากไหน ซึ่งต้องรู้เขารู้เราบนพื้นฐานเหล่านี้ และอีกประการหนึ่งผมให้ความสำคัญกับอาเซียนหลังจากนี้ 2015 จะเป็นอย่างไร เป็นประชาคมแล้วก็จริงมีความร่วมมือที่หลากหลายและต้องไปพร้อมกันเพื่อไปสู่การเป็นประชาคมที่มั่นคง”
เหลือเวลาอีก 7 เดือนเท่านั้น ที่เหล่าผู้คนในอาเซียนจะเริ่มต้นผ่องถ่ายไหลบ่าเปลี่ยนแปลงให้กลืนกลายเป็นอาเซียเนอร์ (Aseaner) อย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน







