posttoday
5 ปี พลิกโฉม มหานครแห่งกรุงเทพฯ เมกะโปรเจกต์เต็มสูบ

5 ปี พลิกโฉม มหานครแห่งกรุงเทพฯ เมกะโปรเจกต์เต็มสูบ

30 พฤษภาคม 2558

กรุงเทพมหานคร แออัดและวิกฤตขึ้นทุกวัน ทั้งจำนวนประชากร ปัญหาจราจร รถยนต์ในเมืองหลวงที่เพิ่มมากขึ้น

โดย...กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

กรุงเทพมหานคร แออัดและวิกฤตขึ้นทุกวัน ทั้งจำนวนประชากร ปัญหาจราจร รถยนต์ในเมืองหลวงที่เพิ่มมากขึ้นกว่า 8.65 ล้านคัน (ข้อมูลปลายปี 2557) คิดเป็น 5 เท่าของถนน ขณะที่สำนักการจราจรและขนส่ง สำนักงานกรุงเทพมหานคร เคยระบุว่า ถนนในกรุงเทพฯ สามารถรองรับรถยนต์ได้แค่ 1.6 ล้านคันเท่านั้น

“เมืองน่าอยู่” นโยบายของผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบัน ด้วยหลักที่ว่า ชีวิตไม่ติดขัด กรุงเทพฯ สะอาด สวย สิ่งแวดล้อมดี ปลอดภัย อุ่นใจทุกครอบครัว มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็นเมืองแห่งโอกาส ทุกคนตั้งตัวและเติบโตได้ ทว่าสภาพที่เกิดขึ้นไม่สะท้อนความเป็นเมืองน่าอยู่จากปัญหาขยะส่งกลิ่น การจราจรติดขัด แหล่งมั่วสุม การพนัน ยาเสพติด ถนนชำรุดแคบ ปัญหาน้ำท่วมขัง

หากประเทศไทยยังต้องมีเมืองหลวงชื่อ “กรุงเทพฯ” ไม่ย้ายหนีไปไหน มีหลายข้อเสนอให้เร่งแก้ปัญหาจราจร เพิ่มปอดในเมือง ยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อให้ “คน” ที่อาศัยในกรุงเทพฯ จำนวน 5.7 ล้านคนอยู่ได้

ปัญหาใน กทม. ไม่สามารถแก้ได้ในเชิงโครงสร้างทันที เพราะหลายเรื่องฝังรากลึกมานาน นอกจากปะผุปัญหา แก้แบบค่อยเป็นค่อยไป สร้างวัฒนธรรมสำนึกในการอยู่ร่วมกัน เคารพกฎเกณฑ์ ไม่ว่าการจัดระเบียบทางสังคม จัดระเบียบรถรับจ้างและแผงค้า ไม่ให้กระทบกีดขวางการจราจร

5 ปี พลิกโฉม มหานครแห่งกรุงเทพฯ เมกะโปรเจกต์เต็มสูบ

 

บางคนว่าไม่ขออะไรมาก นอกจากแก้ปัญหาจราจรได้ แค่นี้กรุงเทพฯ ก็น่าอยู่ขึ้นเยอะ

ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม ฉายภาพว่า กรุงเทพฯ ในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากอดีตมาก ทุกวันนี้ต้องประสบปัญหารถติด ปัญหาอากาศร้อนจัดทั้งที่เข้าสู่ฤดูหนาว หลายปัญหาเกิดจากไม่มีการออกแบบผังเมืองที่ดี เช่น ในอดีตเวลาน้ำหลากจากภาคเหนือลงมาสู่เจ้าพระยา จะไหลเข้าไปตามพื้นที่แนวราบของกรุงเทพฯ แถบปริมณฑล แต่ปัจจุบันมีการก่อสร้างบ้านเรือน ศูนย์การค้ากระจายหลายแห่ง เมื่อฝนตกลงอย่างต่อเนื่องจึงระบายไม่ทัน แต่ถ้ามีการออกแบบผังเมืองให้ดีจะพบว่าพื้นที่ใดควรเป็นพื้นที่รับน้ำ พื้นที่ใดเป็นพื้นที่สีเขียว และที่ใดเหมาะสำหรับรองรับการเจริญเติบโตของเมือง

“กรุงเทพฯ เป็นเมืองโตเดี่ยว คือมีความเจริญอยู่ที่เดียว ทั้งการศึกษา โรงพยาบาล อาชีพการงาน ทุกอย่างจึงกระจุกอยู่ที่กรุงเทพฯ ทำให้เมืองแออัดมากขึ้นทุกปี ขณะที่ในต่างประเทศจะกระจายความเจริญออกไป เช่น ประเทศเยอรมนี ที่รู้จักกับชื่อเมืองอื่นๆ ของเขาอย่างฮัมบูร์ก มิวนิก และแฟรงก์เฟิร์ต เป็นตัวอย่างของการกระจายความเจริญไปเมืองรอบข้าง”

5 ปี พลิกโฉม มหานครแห่งกรุงเทพฯ เมกะโปรเจกต์เต็มสูบ

 

ทางออกที่ ชัยวัฒน์ เสนอคือ รัฐบาลต้องกระจายความเจริญออกไปในจังหวัดอื่นๆ ที่มองไปไกลกว่า จ.นนทบุรี สมุทรปราการ หรือปทุมธานี เพราะที่เหล่านี้คือกรุงเทพฯ ไปแล้ว ส่วนจะเป็นที่ไหนต้องอาศัยระบบรถไฟทางคู่ความเร็วสูง ทำให้คนในต่างจังหวัดไม่ต้องนำรถเข้ามาในเมือง

อีก 5 ปี ได้ใช้รถไฟฟ้า เต็มรูปแบบ 10 เส้นทาง

ความเห็นของ ชัยวัฒน์ กำลังเป็นจริงในบางเรื่อง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาจราจรในเมือง เพราะถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน อีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า  กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะมี รถไฟฟ้าเชื่อมอีก 10 สาย รวม 465 กิโลเมตร (กม.) เป็นเครือข่ายใยแมงมุม ครอบคลุมเส้นทางสำคัญ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบคมนาคมขนส่งครั้งใหญ่ในเมืองกรุงเชื่อมต่อปริมณฑลปัจจุบันระบบรถไฟฟ้าขนส่งในเมืองมีอยู่ทั้งหมด 4 เส้นทาง ไม่เพียงพอต่อการขยายตัวของกรุงเทพฯ ไปยังชานเมือง ประกอบด้วยรถไฟใต้ดิน MRT จากบางซื่อไปหัวลำโพง รวม 20 กม. รถไฟฟ้า BTS  2 สาย สายบางหว้าไปสนามศุภชลาศัย 14 กม. อีกสายคือ หมอชิตไปแบริ่ง 22 กม. และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์อีก 1 สาย จากพญาไทไปสนามบินสุวรรณภูมิ 

5 ปี พลิกโฉม มหานครแห่งกรุงเทพฯ เมกะโปรเจกต์เต็มสูบ

 

อย่างไรก็ดี ในเดือน ธ.ค.ปีนี้ จะเปิดใช้บริการรถไฟฟ้าเพิ่มอีก 1 สาย คือ สายสีม่วงบางซื่อ-บางใหญ่ ระยะทาง 23 กม. โดยบริษัท BMCL ที่ได้รับสัมปทานเดินรถจะนำขบวนรถออกทดสอบวิ่งให้บริการ 5 ธ.ค.นี้ และเปิดวิ่งบริการเต็มรูปแบบในเดือน มี.ค. 2559

ขณะที่โครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ประกอบด้วยสายสีเขียว แบริ่ง-สมุทรปราการ 12.8 กม. ขณะนี้คืบหน้าไปแล้วเกือบ 60% จะเปิดให้บริการปี 2563

รถไฟฟ้าสายสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ล่าสุด รฟม.ได้ลงนามสัญญากับผู้รับเหมาไปแล้ว และเริ่มก่อสร้างต้นเดือน มิ.ย.นี้ คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2563  รวมถึงรถไฟฟ้าใต้ดินส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค ที่คืบหน้าแล้วมากกว่า 60% คาดว่าจะเปิดบริการในปี 2562

5 ปี พลิกโฉม มหานครแห่งกรุงเทพฯ เมกะโปรเจกต์เต็มสูบ

 

เช่นเดียวกับรถไฟฟ้าบางซื่อ-รังสิต 26 กม. ขณะนี้การก่อสร้างงานโยธามีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 20% คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2560-2561

นอกจากนี้ มีรถไฟฟ้า 3 สายที่รอเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติในเดือน มิ.ย.นี้ ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงตลิ่งชัน-มีนบุรี ระยะทาง 37.5 กม. สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี 36 กม. และสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง  ระยะทาง 30.4 กม.

และภายในปี 2558 จะมีการเสนอให้ ครม.อนุมัติสร้างรถไฟฟ้าอีก 1 สาย คือ รถไฟฟ้าสายสีม่วงส่วนต่อขยาย ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ระยะทาง 23.6 กม. จากนั้นในปี 2559 จะมีการเสนอโครงการรถไฟฟ้าเข้า ครม.อีก 2 สาย คือ สายสีส้ม ช่วงพระราม 9-ตลิ่งชัน รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงบางแค-พุทธมณฑลสาย 4 (รถไฟฟ้าบนดิน) 8 กม.

ทั้งหมดคาดว่าคน กทม.จะได้ใช้รถไฟฟ้าครบ 10 สาย ภายในปี 2563 ซึ่งจะแก้วิกฤตจราจรได้มาก และรองรับการเติบโตจากฝั่งต่างๆ ของ กทม.ที่ขยายออกนอกตัวเมือง ขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสทองในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่จุดตัดสถานีรถไฟฟ้าที่จะเป็นศูนย์กลางธุรกิจใหม่ในอนาคต 

5 ปี พลิกโฉม มหานครแห่งกรุงเทพฯ เมกะโปรเจกต์เต็มสูบ

 

‘เจ้าพระยา-มักกะสัน’ภูมิสัญลักษณ์ใหม่?

โครงการยักษ์อีกแห่งที่รัฐบาลจะลงทุนสร้างใน กทม. เพื่อสร้างแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มคือ โครงการแลนด์มาร์คเจ้าพระยา เป็นภูมิสัญลักษณ์แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ  และประเทศไทย ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาให้เกิดทัศนียภาพสวยงาม ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า ทั้งพักผ่อน โดยเฉพาะการขี่จักรยานที่จะสร้างเลนขับขี่ฝั่งละ 7 กม. โดยกำหนดสร้างปีนี้ เสร็จปีหน้า

บทบาทของ กทม. จึงต้องรับหน้าที่เนรมิตให้บังเกิดผล ด้วยงบประมาณที่ได้รับจากคณะรัฐมนตรีจำนวน 1.4 หมื่นล้านบาท ลากเส้นทางริมเจ้าพระยาทั้งสองฝั่ง ระยะทางรวม 14 กม. ตั้งแต่สะพานพระราม 7 ถึงสะพานปิ่นเกล้า รูปแบบการก่อสร้างวางเสาเข็มลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยา จากนั้นจะทำเป็นถนนสำหรับปั่นจักรยาน และพื้นที่สวนหย่อม ขนาดความกว้าง 20 เมตรนับจากเขื่อนริมฝั่งลงมา

อย่างไรก็ตาม โครงการแลนด์มาร์คเจ้าพระยามีเสียงท้วงติงมากถึงความไม่เหมาะสม เมื่อสร้างแล้วอาจทำให้เกิดปัญหาตามมาคือ น้ำจะท่วมหนักในพื้นที่ต้นโครงการ  ทำลายระบบนิเวศ วิถีชุมชนริมน้ำ อีกทั้งคนในพื้นที่จะอยู่ไม่ได้เพราะนายทุนจะกว้านซื้อที่ เป็นการรีบทำโดยไม่รับฟังความเห็นประชาชน เรื่องนี้ ชัยวัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม ก็ไม่เห็นด้วยต่อการก่อสร้าง เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นพื้นที่แลนด์มาร์คมีความงามในตัวอยู่แล้ว ถือเป็นเสน่ห์ แต่รัฐบาลและ กทม. กำลังทำลายความงามนี้ให้หมดไป ด้วยการสร้างสิ่งปลูกสร้างขึ้นมาบดบัง

5 ปี พลิกโฉม มหานครแห่งกรุงเทพฯ เมกะโปรเจกต์เต็มสูบ

 

“มันกีดขวางแม่น้ำ เพราะตอม่อใต้น้ำจะดักตะกอนดินทำให้ตื้นเขิน ความเป็นแลนด์มาร์คไม่จำเป็นต้องสร้างทางเดินเหมือนในต่างประเทศ เพราะวิถีชีวิตแตกต่างกัน ส่วนปัญหาบ้านเรือนรุกล้ำที่ใดก็ควรจัดการตามกฎหมายแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”

ชัยวัฒน์ ระบุว่า สิ่งที่กรุงเทพฯ ยังขาดคือ “พื้นที่สีเขียว” ซึ่งหลายจุดสามารถทำเป็นพื้นที่สีเขียวได้ เช่น ย่านมักกะสัน ถือว่าสมบูรณ์สามารถมองไกลถึงการทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ที่สุดในเอเชีย เพราะชาวต่างชาติให้ความสำคัญกับเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวอยู่ใกล้ พื้นที่นั้นจะมีราคาแพงในตัว ทุกวันนี้อากาศร้อนมากขึ้นเพราะเมืองไม่มีต้นไม้ ดังนั้นการต่อสู้เพื่อมักกะสันเป็นพื้นที่สีเขียว จึงเป็นความหวังของคนเมืองที่จะมีชีวิตที่ดีในยุคใหม่

สำหรับ โครงการพัฒนาที่ดินย่านมักกะสัน เพื่อเป็นปอดของกรุงเทพฯ บนพื้นที่ 497 ไร่ ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นเจ้าของพื้นที่ ทางกรมธนารักษ์ได้จ้างที่ปรึกษาประเมินราคาและออกแบบการใช้พื้นที่ดังกล่าว เพื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ รฟท. จ้างศึกษาก่อนหน้านี้ และจะสรุปเสนอนายกรัฐมนตรีไม่เกินเดือน ก.ค.นี้

สำหรับผลการศึกษาเมื่อปี 2553 เพื่อพัฒนาที่ย่านมักกะสัน ประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์ 30 ไร่ สวนสาธารณะ 150 ไร่ พื้นที่ในการพัฒนาเชิงพาณิชย์ 140 ไร่ ส่วนที่เหลืออีก 177 ไร่ จะมีการพัฒนาเชิงพาณิชย์ในอนาคตภายในระยะ 2–2 ปีครึ่ง ส่วนแผนดำเนินการจุดแรกจะจัดทำเส้นทางเข้า-ออกบริเวณพื้นที่มักกะสัน จุดที่สองพัฒนาพื้นที่ของสวนสาธารณะและบึงมักกะสัน วางระบบบริหารจัดการน้ำและทำเลนจักรยาน จากนั้นจึงจะดำเนินการในส่วนของการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ และส่วนสุดท้ายจะพัฒนาเชิงพาณิชย์เพื่อสร้างรายได้มาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์

“สาเหตุที่จะต้องจัดทำพิพิธภัณฑ์การรถไฟไทย เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกให้กับเยาวชนได้เห็นถึงความสำคัญและความเป็นมาการขนส่งทางราง ซึ่งมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบัน ส่วนที่เป็นสวนจะประกอบด้วยบึงมักกะสัน เลนจักรยาน สถานที่พักผ่อน ออกกำลังเพื่อเป็นปอด กทม.อย่างแท้จริง” พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เล่าถึงแผนพัฒนาที่ดินของ รฟท.

ยังมีโครงการน้อยใหญ่ที่ กทม.กำลังเดินหน้าเพื่อแก้ปัญหาและรองรับการออกกำลังกาย อาทิ จัดทำเส้นทางปั่นจักรยานรอบเกาะรัตนโกสินทร์ 12 เส้นทาง รวมระยะทาง 8 กม. ด้วยการตีเส้นจราจรช่องทางจักรยานและติดตั้งป้ายแสดงจุดอันตราย การปรับปรุงพื้นที่ริมคลองในพื้นที่ กทม.ชั้นในทั้ง 9 สายเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ประกอบด้วย คลองเปรมประชากร คลองบางเขน คลองลาดพร้าว คลองสามวา คลองลาดบัวขาว คลองพระยาราชมนตรี คลองบางซื่อ คลองประเวศบุรีรมย์ และคลองพระโขนง ทั้งนี้จะเริ่มปรับปรุงที่คลองลาดพร้าวเป็นแห่งแรก ความยาว 24 กม. โดยเตรียมรื้อถอนบ้านเรือนที่รุกล้ำแนวคลองจำนวน 3,023 หลังคาเรือน โครงการนี้กำหนดให้เสร็จภายใน 4 ปี งบประมาณ 2,400 ล้านบาท

ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ ประธานสภากรุงเทพมหานคร ระบุว่า การพัฒนากรุงเทพฯ ให้มีความเจริญหลายด้าน ทั้งการสร้างเส้นทางริมเจ้าพระยาให้เป็นแลนด์มาร์ค หรือโครงการใหญ่อื่นๆ นั้น จะทำให้เมืองหลวงแห่งนี้มีความสมบูรณ์แบบเพื่อเป็นเมืองมหาอำนาจของประเทศ และแน่นอนว่าคนจากทั่วทุกสารทิศจะหลั่งไหลเข้ามาแสวงหาอาชีพมากขึ้น ความแออัดจะเพิ่มขึ้น ดังนั้นต้องมีการพัฒนาชนบทให้พัฒนาไปพร้อมกัน โดยเน้นเรื่องการกระจายอำนาจและจัดสรรงบประมาณจังหวัดให้เจริญมากกว่าที่เป็นอยู่ ถือเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป

“ยุคนี้เป็นยุคที่น่าใช้โอกาสที่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งสามารถใช้อำนาจต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการแก้ปัญหาเรื่องความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวสำคัญให้เกิดขึ้นสามารถทำได้รวดเร็ว โดยไม่ต้องกังวลกับคะแนนเสียงของประชาชนแบบนักการเมืองที่กลัวเสียคะแนนเสียงเป็นสำคัญ ยุคนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้กฎหมายเป็นกฎหมาย” ประธานสภา กทม. กล่าว

โครงการเหล่านี้โดยเฉพาะระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ อาจตอบโจทย์การแก้ปัญหาที่เรื้อรังในเมืองหลวง ซึ่งจะช่วยทำให้กรุงเทพฯ หายใจหายคอได้มากขึ้น กระนั้นสิ่งที่ชาวกรุงต้องการคือ การแก้ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นประจำ โดย กทม.มีโครงการก่อสร้างอุโมงค์ยักษ์ต่อเนื่องอีกหลายแห่งที่คาดว่าจะช่วยระบายน้ำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท