
5 ปี พลิกโฉม มหานครแห่งกรุงเทพฯ เมกะโปรเจกต์เต็มสูบ
กรุงเทพมหานคร แออัดและวิกฤตขึ้นทุกวัน ทั้งจำนวนประชากร ปัญหาจราจร รถยนต์ในเมืองหลวงที่เพิ่มมากขึ้น
โดย...กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์
กรุงเทพมหานคร แออัดและวิกฤตขึ้นทุกวัน ทั้งจำนวนประชากร ปัญหาจราจร รถยนต์ในเมืองหลวงที่เพิ่มมากขึ้นกว่า 8.65 ล้านคัน (ข้อมูลปลายปี 2557) คิดเป็น 5 เท่าของถนน ขณะที่สำนักการจราจรและขนส่ง สำนักงานกรุงเทพมหานคร เคยระบุว่า ถนนในกรุงเทพฯ สามารถรองรับรถยนต์ได้แค่ 1.6 ล้านคันเท่านั้น
“เมืองน่าอยู่” นโยบายของผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบัน ด้วยหลักที่ว่า ชีวิตไม่ติดขัด กรุงเทพฯ สะอาด สวย สิ่งแวดล้อมดี ปลอดภัย อุ่นใจทุกครอบครัว มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็นเมืองแห่งโอกาส ทุกคนตั้งตัวและเติบโตได้ ทว่าสภาพที่เกิดขึ้นไม่สะท้อนความเป็นเมืองน่าอยู่จากปัญหาขยะส่งกลิ่น การจราจรติดขัด แหล่งมั่วสุม การพนัน ยาเสพติด ถนนชำรุดแคบ ปัญหาน้ำท่วมขัง
หากประเทศไทยยังต้องมีเมืองหลวงชื่อ “กรุงเทพฯ” ไม่ย้ายหนีไปไหน มีหลายข้อเสนอให้เร่งแก้ปัญหาจราจร เพิ่มปอดในเมือง ยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อให้ “คน” ที่อาศัยในกรุงเทพฯ จำนวน 5.7 ล้านคนอยู่ได้
ปัญหาใน กทม. ไม่สามารถแก้ได้ในเชิงโครงสร้างทันที เพราะหลายเรื่องฝังรากลึกมานาน นอกจากปะผุปัญหา แก้แบบค่อยเป็นค่อยไป สร้างวัฒนธรรมสำนึกในการอยู่ร่วมกัน เคารพกฎเกณฑ์ ไม่ว่าการจัดระเบียบทางสังคม จัดระเบียบรถรับจ้างและแผงค้า ไม่ให้กระทบกีดขวางการจราจร
บางคนว่าไม่ขออะไรมาก นอกจากแก้ปัญหาจราจรได้ แค่นี้กรุงเทพฯ ก็น่าอยู่ขึ้นเยอะ
ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม ฉายภาพว่า กรุงเทพฯ ในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากอดีตมาก ทุกวันนี้ต้องประสบปัญหารถติด ปัญหาอากาศร้อนจัดทั้งที่เข้าสู่ฤดูหนาว หลายปัญหาเกิดจากไม่มีการออกแบบผังเมืองที่ดี เช่น ในอดีตเวลาน้ำหลากจากภาคเหนือลงมาสู่เจ้าพระยา จะไหลเข้าไปตามพื้นที่แนวราบของกรุงเทพฯ แถบปริมณฑล แต่ปัจจุบันมีการก่อสร้างบ้านเรือน ศูนย์การค้ากระจายหลายแห่ง เมื่อฝนตกลงอย่างต่อเนื่องจึงระบายไม่ทัน แต่ถ้ามีการออกแบบผังเมืองให้ดีจะพบว่าพื้นที่ใดควรเป็นพื้นที่รับน้ำ พื้นที่ใดเป็นพื้นที่สีเขียว และที่ใดเหมาะสำหรับรองรับการเจริญเติบโตของเมือง
“กรุงเทพฯ เป็นเมืองโตเดี่ยว คือมีความเจริญอยู่ที่เดียว ทั้งการศึกษา โรงพยาบาล อาชีพการงาน ทุกอย่างจึงกระจุกอยู่ที่กรุงเทพฯ ทำให้เมืองแออัดมากขึ้นทุกปี ขณะที่ในต่างประเทศจะกระจายความเจริญออกไป เช่น ประเทศเยอรมนี ที่รู้จักกับชื่อเมืองอื่นๆ ของเขาอย่างฮัมบูร์ก มิวนิก และแฟรงก์เฟิร์ต เป็นตัวอย่างของการกระจายความเจริญไปเมืองรอบข้าง”
ทางออกที่ ชัยวัฒน์ เสนอคือ รัฐบาลต้องกระจายความเจริญออกไปในจังหวัดอื่นๆ ที่มองไปไกลกว่า จ.นนทบุรี สมุทรปราการ หรือปทุมธานี เพราะที่เหล่านี้คือกรุงเทพฯ ไปแล้ว ส่วนจะเป็นที่ไหนต้องอาศัยระบบรถไฟทางคู่ความเร็วสูง ทำให้คนในต่างจังหวัดไม่ต้องนำรถเข้ามาในเมือง
อีก 5 ปี ได้ใช้รถไฟฟ้า เต็มรูปแบบ 10 เส้นทาง
ความเห็นของ ชัยวัฒน์ กำลังเป็นจริงในบางเรื่อง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาจราจรในเมือง เพราะถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน อีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะมี รถไฟฟ้าเชื่อมอีก 10 สาย รวม 465 กิโลเมตร (กม.) เป็นเครือข่ายใยแมงมุม ครอบคลุมเส้นทางสำคัญ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบคมนาคมขนส่งครั้งใหญ่ในเมืองกรุงเชื่อมต่อปริมณฑลปัจจุบันระบบรถไฟฟ้าขนส่งในเมืองมีอยู่ทั้งหมด 4 เส้นทาง ไม่เพียงพอต่อการขยายตัวของกรุงเทพฯ ไปยังชานเมือง ประกอบด้วยรถไฟใต้ดิน MRT จากบางซื่อไปหัวลำโพง รวม 20 กม. รถไฟฟ้า BTS 2 สาย สายบางหว้าไปสนามศุภชลาศัย 14 กม. อีกสายคือ หมอชิตไปแบริ่ง 22 กม. และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์อีก 1 สาย จากพญาไทไปสนามบินสุวรรณภูมิ
อย่างไรก็ดี ในเดือน ธ.ค.ปีนี้ จะเปิดใช้บริการรถไฟฟ้าเพิ่มอีก 1 สาย คือ สายสีม่วงบางซื่อ-บางใหญ่ ระยะทาง 23 กม. โดยบริษัท BMCL ที่ได้รับสัมปทานเดินรถจะนำขบวนรถออกทดสอบวิ่งให้บริการ 5 ธ.ค.นี้ และเปิดวิ่งบริการเต็มรูปแบบในเดือน มี.ค. 2559
ขณะที่โครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ประกอบด้วยสายสีเขียว แบริ่ง-สมุทรปราการ 12.8 กม. ขณะนี้คืบหน้าไปแล้วเกือบ 60% จะเปิดให้บริการปี 2563
รถไฟฟ้าสายสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ล่าสุด รฟม.ได้ลงนามสัญญากับผู้รับเหมาไปแล้ว และเริ่มก่อสร้างต้นเดือน มิ.ย.นี้ คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2563 รวมถึงรถไฟฟ้าใต้ดินส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค ที่คืบหน้าแล้วมากกว่า 60% คาดว่าจะเปิดบริการในปี 2562
เช่นเดียวกับรถไฟฟ้าบางซื่อ-รังสิต 26 กม. ขณะนี้การก่อสร้างงานโยธามีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 20% คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2560-2561
นอกจากนี้ มีรถไฟฟ้า 3 สายที่รอเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติในเดือน มิ.ย.นี้ ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงตลิ่งชัน-มีนบุรี ระยะทาง 37.5 กม. สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี 36 กม. และสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ระยะทาง 30.4 กม.
และภายในปี 2558 จะมีการเสนอให้ ครม.อนุมัติสร้างรถไฟฟ้าอีก 1 สาย คือ รถไฟฟ้าสายสีม่วงส่วนต่อขยาย ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ระยะทาง 23.6 กม. จากนั้นในปี 2559 จะมีการเสนอโครงการรถไฟฟ้าเข้า ครม.อีก 2 สาย คือ สายสีส้ม ช่วงพระราม 9-ตลิ่งชัน รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงบางแค-พุทธมณฑลสาย 4 (รถไฟฟ้าบนดิน) 8 กม.
ทั้งหมดคาดว่าคน กทม.จะได้ใช้รถไฟฟ้าครบ 10 สาย ภายในปี 2563 ซึ่งจะแก้วิกฤตจราจรได้มาก และรองรับการเติบโตจากฝั่งต่างๆ ของ กทม.ที่ขยายออกนอกตัวเมือง ขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสทองในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่จุดตัดสถานีรถไฟฟ้าที่จะเป็นศูนย์กลางธุรกิจใหม่ในอนาคต
‘เจ้าพระยา-มักกะสัน’ภูมิสัญลักษณ์ใหม่?
โครงการยักษ์อีกแห่งที่รัฐบาลจะลงทุนสร้างใน กทม. เพื่อสร้างแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มคือ โครงการแลนด์มาร์คเจ้าพระยา เป็นภูมิสัญลักษณ์แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ และประเทศไทย ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาให้เกิดทัศนียภาพสวยงาม ประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า ทั้งพักผ่อน โดยเฉพาะการขี่จักรยานที่จะสร้างเลนขับขี่ฝั่งละ 7 กม. โดยกำหนดสร้างปีนี้ เสร็จปีหน้า
บทบาทของ กทม. จึงต้องรับหน้าที่เนรมิตให้บังเกิดผล ด้วยงบประมาณที่ได้รับจากคณะรัฐมนตรีจำนวน 1.4 หมื่นล้านบาท ลากเส้นทางริมเจ้าพระยาทั้งสองฝั่ง ระยะทางรวม 14 กม. ตั้งแต่สะพานพระราม 7 ถึงสะพานปิ่นเกล้า รูปแบบการก่อสร้างวางเสาเข็มลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยา จากนั้นจะทำเป็นถนนสำหรับปั่นจักรยาน และพื้นที่สวนหย่อม ขนาดความกว้าง 20 เมตรนับจากเขื่อนริมฝั่งลงมา
อย่างไรก็ตาม โครงการแลนด์มาร์คเจ้าพระยามีเสียงท้วงติงมากถึงความไม่เหมาะสม เมื่อสร้างแล้วอาจทำให้เกิดปัญหาตามมาคือ น้ำจะท่วมหนักในพื้นที่ต้นโครงการ ทำลายระบบนิเวศ วิถีชุมชนริมน้ำ อีกทั้งคนในพื้นที่จะอยู่ไม่ได้เพราะนายทุนจะกว้านซื้อที่ เป็นการรีบทำโดยไม่รับฟังความเห็นประชาชน เรื่องนี้ ชัยวัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม ก็ไม่เห็นด้วยต่อการก่อสร้าง เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นพื้นที่แลนด์มาร์คมีความงามในตัวอยู่แล้ว ถือเป็นเสน่ห์ แต่รัฐบาลและ กทม. กำลังทำลายความงามนี้ให้หมดไป ด้วยการสร้างสิ่งปลูกสร้างขึ้นมาบดบัง
“มันกีดขวางแม่น้ำ เพราะตอม่อใต้น้ำจะดักตะกอนดินทำให้ตื้นเขิน ความเป็นแลนด์มาร์คไม่จำเป็นต้องสร้างทางเดินเหมือนในต่างประเทศ เพราะวิถีชีวิตแตกต่างกัน ส่วนปัญหาบ้านเรือนรุกล้ำที่ใดก็ควรจัดการตามกฎหมายแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”
ชัยวัฒน์ ระบุว่า สิ่งที่กรุงเทพฯ ยังขาดคือ “พื้นที่สีเขียว” ซึ่งหลายจุดสามารถทำเป็นพื้นที่สีเขียวได้ เช่น ย่านมักกะสัน ถือว่าสมบูรณ์สามารถมองไกลถึงการทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ที่สุดในเอเชีย เพราะชาวต่างชาติให้ความสำคัญกับเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวอยู่ใกล้ พื้นที่นั้นจะมีราคาแพงในตัว ทุกวันนี้อากาศร้อนมากขึ้นเพราะเมืองไม่มีต้นไม้ ดังนั้นการต่อสู้เพื่อมักกะสันเป็นพื้นที่สีเขียว จึงเป็นความหวังของคนเมืองที่จะมีชีวิตที่ดีในยุคใหม่
สำหรับ โครงการพัฒนาที่ดินย่านมักกะสัน เพื่อเป็นปอดของกรุงเทพฯ บนพื้นที่ 497 ไร่ ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นเจ้าของพื้นที่ ทางกรมธนารักษ์ได้จ้างที่ปรึกษาประเมินราคาและออกแบบการใช้พื้นที่ดังกล่าว เพื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ รฟท. จ้างศึกษาก่อนหน้านี้ และจะสรุปเสนอนายกรัฐมนตรีไม่เกินเดือน ก.ค.นี้
สำหรับผลการศึกษาเมื่อปี 2553 เพื่อพัฒนาที่ย่านมักกะสัน ประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์ 30 ไร่ สวนสาธารณะ 150 ไร่ พื้นที่ในการพัฒนาเชิงพาณิชย์ 140 ไร่ ส่วนที่เหลืออีก 177 ไร่ จะมีการพัฒนาเชิงพาณิชย์ในอนาคตภายในระยะ 2–2 ปีครึ่ง ส่วนแผนดำเนินการจุดแรกจะจัดทำเส้นทางเข้า-ออกบริเวณพื้นที่มักกะสัน จุดที่สองพัฒนาพื้นที่ของสวนสาธารณะและบึงมักกะสัน วางระบบบริหารจัดการน้ำและทำเลนจักรยาน จากนั้นจึงจะดำเนินการในส่วนของการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ และส่วนสุดท้ายจะพัฒนาเชิงพาณิชย์เพื่อสร้างรายได้มาใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์
“สาเหตุที่จะต้องจัดทำพิพิธภัณฑ์การรถไฟไทย เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกให้กับเยาวชนได้เห็นถึงความสำคัญและความเป็นมาการขนส่งทางราง ซึ่งมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบัน ส่วนที่เป็นสวนจะประกอบด้วยบึงมักกะสัน เลนจักรยาน สถานที่พักผ่อน ออกกำลังเพื่อเป็นปอด กทม.อย่างแท้จริง” พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เล่าถึงแผนพัฒนาที่ดินของ รฟท.
ยังมีโครงการน้อยใหญ่ที่ กทม.กำลังเดินหน้าเพื่อแก้ปัญหาและรองรับการออกกำลังกาย อาทิ จัดทำเส้นทางปั่นจักรยานรอบเกาะรัตนโกสินทร์ 12 เส้นทาง รวมระยะทาง 8 กม. ด้วยการตีเส้นจราจรช่องทางจักรยานและติดตั้งป้ายแสดงจุดอันตราย การปรับปรุงพื้นที่ริมคลองในพื้นที่ กทม.ชั้นในทั้ง 9 สายเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ประกอบด้วย คลองเปรมประชากร คลองบางเขน คลองลาดพร้าว คลองสามวา คลองลาดบัวขาว คลองพระยาราชมนตรี คลองบางซื่อ คลองประเวศบุรีรมย์ และคลองพระโขนง ทั้งนี้จะเริ่มปรับปรุงที่คลองลาดพร้าวเป็นแห่งแรก ความยาว 24 กม. โดยเตรียมรื้อถอนบ้านเรือนที่รุกล้ำแนวคลองจำนวน 3,023 หลังคาเรือน โครงการนี้กำหนดให้เสร็จภายใน 4 ปี งบประมาณ 2,400 ล้านบาท
ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ ประธานสภากรุงเทพมหานคร ระบุว่า การพัฒนากรุงเทพฯ ให้มีความเจริญหลายด้าน ทั้งการสร้างเส้นทางริมเจ้าพระยาให้เป็นแลนด์มาร์ค หรือโครงการใหญ่อื่นๆ นั้น จะทำให้เมืองหลวงแห่งนี้มีความสมบูรณ์แบบเพื่อเป็นเมืองมหาอำนาจของประเทศ และแน่นอนว่าคนจากทั่วทุกสารทิศจะหลั่งไหลเข้ามาแสวงหาอาชีพมากขึ้น ความแออัดจะเพิ่มขึ้น ดังนั้นต้องมีการพัฒนาชนบทให้พัฒนาไปพร้อมกัน โดยเน้นเรื่องการกระจายอำนาจและจัดสรรงบประมาณจังหวัดให้เจริญมากกว่าที่เป็นอยู่ ถือเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป
“ยุคนี้เป็นยุคที่น่าใช้โอกาสที่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งสามารถใช้อำนาจต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการแก้ปัญหาเรื่องความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวสำคัญให้เกิดขึ้นสามารถทำได้รวดเร็ว โดยไม่ต้องกังวลกับคะแนนเสียงของประชาชนแบบนักการเมืองที่กลัวเสียคะแนนเสียงเป็นสำคัญ ยุคนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้กฎหมายเป็นกฎหมาย” ประธานสภา กทม. กล่าว
โครงการเหล่านี้โดยเฉพาะระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ อาจตอบโจทย์การแก้ปัญหาที่เรื้อรังในเมืองหลวง ซึ่งจะช่วยทำให้กรุงเทพฯ หายใจหายคอได้มากขึ้น กระนั้นสิ่งที่ชาวกรุงต้องการคือ การแก้ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นประจำ โดย กทม.มีโครงการก่อสร้างอุโมงค์ยักษ์ต่อเนื่องอีกหลายแห่งที่คาดว่าจะช่วยระบายน้ำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น







