posttoday
เจนจิรา เสรีโยธิน เข้าถึงอารมณ์ตัวอักษรในงานแปล

เจนจิรา เสรีโยธิน เข้าถึงอารมณ์ตัวอักษรในงานแปล

28 พฤษภาคม 2558

โดย...นกขุนทอง-ภคินัย ฟักฉ่ำ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

โดย...นกขุนทอง-ภคินัย ฟักฉ่ำ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

“ต้องขอออกตัวก่อนว่าไม่ใช่คนเก่งอะไรมาจากไหน (ยิ้ม) คือในความคิดเราหนังสือที่ดีอ่านกี่ครั้งก็จะได้รับอะไรใหม่ๆ เพิ่มเติมทุกๆ ครั้งที่จับหนังสืออ่าน แล้วยิ่งเป็นนักแปลด้วยการที่อ่านหนังสือหลายๆ รอบจะทำให้เราเข้าใจในแต่ละประโยค เข้าถึงอารมณ์ในแต่ละตัวอักษรได้ เพื่อที่จะได้เข้าใจว่าคนเขียนเขาต้องการจะบอกอะไรเรา และเราก็ต้องนำสารตรงนั้นไปบอกคนอ่านอีกที” เจนจิรา เสรีโยธิน เล่าถึงการเป็น “นักแปล” ที่เริ่มจากการเป็น “นักอ่าน”

เจนจิราเริ่มงานแปลชิ้นแรกตอนเรียนปริญญาโท คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับนิยายอินดี้ของอินเดีย เรื่อง ในสวนฝรั่ง ปัจจุบันมีผลงานแปลหลากหลาย ทั้งสารคดี บทความ หนังสือแนวพัฒนาตนเอง วรรณกรรมเด็กและเยาวชน วรรณกรรมที่ได้รับรางวัลและวรรณกรรมขายดี แปลวรรณกรรมของนักเขียนที่ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์มาแล้วสองคน คือ Sylvia Plath (The Bell Jar-ในกรงแก้ว) และ Annie Proulx (The Shipping News-ขอบฟ้าไม่ว่างเปล่า) แปลหนังสือซีรี่ส์นักสืบอารมณ์ดี นักสืบหญิงหมายเลขหนึ่ง ของ Alexander McCall Smith ทุกตอน วรรณกรรมยอดฮิตและได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์อื่นๆ เช่น Twilight เล่มหนึ่ง (แรกรัตติกาล) เด็กซ์เตอร์ (Dexter) คนวัดโลก (Measuring the World) ซึ่งเป็นวรรณกรรมเยอรมันที่ขายดีที่สุด เป็นอาทิ

ถ้าเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือสักหน่อย หรือบ้าอ่านกันเข้าเส้นอย่างหนอนหนังสือชื่อ เจนจิรา เสรีโยธิน คงจะได้ยินกันจนชินหูไปแล้ว จุดเริ่มต้นมาจากความฟุ้งซ่านของนักศึกษาปริญญาโท หยิบหนังสือเล่มโปรดหนึ่งเล่มขึ้นมาแปล จากนั้นจึงลองส่งไปให้สำนักพิมพ์พิจารณา นั่นรวมๆ แล้วก็กินเวลาเกิน 10 ปีที่เธออยู่บนเส้นทางนี้

“หนังสือที่แปลส่วนใหญ่มีแนวสืบสวนสอบสวน ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ โดยการแปลหนังสือในแต่ละแนวก็จะต่างกันออกไป อย่างแปลงานวรรณกรรมเราก็จะสามารถใช้ภาษาได้เต็มที่ สรรหาคำที่สวยงามและประณีตมาใส่เพิ่มเติมลงไปได้ แต่ถ้าเป็นงานเยาวชนต้องมาดูกันในเรื่องของภาษาที่ใช้ เราไม่สามารถใส่คำลงไปอย่างงานวรรณกรรมได้ งานเยาวชนต้องเลือกใช้คำที่คนทั่วๆ ไปใช้พูดใช้คุยกันในชีวิตประจำวันจริงๆ เพื่อให้อ่านง่ายฟังง่าย และที่สำคัญให้ทันสมัยและเหมาะสมกับหนังสือ คือเราต้องสังเกตว่าคนทั่วๆ ไปเขาคุยอะไร พูดกันยังไง อารมณ์สีหน้าท่าทาง คือต้องแปลออกมาให้ได้ประหนึ่งเราเป็นคนเขียนบทเองเลย ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาที่เขาจะด่าจะลงไม้ลงมือกันเคยได้ยินไหม ยัยคนนี้ไม่ดีเลย เธอคนนั้นคบไม่ได้ ในความเป็นจริงมันไม่มีใครเขาพูดกันแบบนั้น”

อย่างผลงานชิ้นล่าสุดที่เธอหยิบมาแปล คือเรื่อง เวโรนิก้า มาร์ส กับคดีฆาตกรรมสาวผิวแทน (Veronica Mars) แต่งโดย ร็อบ โธมัส และเจนนิเฟอร์ เกรแฮม ซึ่งแต่งขึ้นจากซีรี่ส์วัยรุ่นสุดฮิตที่ออกอากาศทางช่อง CW ของอเมริกา ในช่วงปี 2004-2007 ความยากของมันคือถูกทำเป็นซีรี่ส์มาก่อนและยังได้รับความนิยมมาก อีกทั้งการไม่หยุดนิ่งของนักเขียนที่หยิบจับและอ้างอิงข้อมูลจากตรงนั้นตรงนี้เพื่อเสริมความสมจริงลงไป ความยากของนักแปลจึงเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วย

“เวโรนิก้า มาร์ส เป็นซีรี่ส์สมัยใหม่ เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในประเทศอเมริกาซึ่งเป็นคดีดัง เป็นคดีการลักพาตัวของหญิงสาวที่มีผิวสีแทน ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้คือเมื่อมันเป็นซีรี่ส์มาก่อนความฉับไวในการเดินเรื่องจึงถูกยกมาเป็นข้อแรก และตัวหนังสือเองก็ทำได้ดี ส่วนเรื่องของการแปลอย่างในหนังสือเขาก็มีการพูดถึงคดีเก่าๆ นักแปลอย่างเราก็มีหน้าที่ต้องไปคอยหาข้อมูลมาว่าเขาอ้างอิงถึงเรื่องอะไร พูดถึงเรื่องไหน และทุกวันนี้การแปลนิยายสมัยใหม่ในแต่ละเรื่องก็จะมีการอ้างอิงกันเยอะมาก มันไม่สามารถทำแค่ว่าเปิดอ่านแล้วก็แปลได้ และเพราะส่วนหนึ่งมีคนคาดหวังกับงานของเรา แล้วตัวเราเองต้องคิดด้วยว่าสิ่งที่เรากำลังทำมันคือการให้ข้อมูล จึงต้องทำการบ้านในเรื่องของการหาข้อมูลตรงนี้เยอะมาก ส่วนหนึ่งเลยมันจะทำให้คนที่แปลเองเข้าใจด้วยว่าตรงส่วนนี้ผู้เขียนเขากำลังจะบอกอะไรเรา ซึ่งมันดีกว่าการที่เราแปลไปเปล่าๆ โดยไม่ได้ทำอะไรเลย คนที่อ่านก็คงเข้าถึงหนังสือเล่มนั้นจริงๆ”

และแน่นอนไม่ว่าจะเป็นงานไหนหรืออาชีพอะไรเป็นไปไม่ได้หากจะไม่เจองานช้าง นักแปลเองก็มีอารมณ์นั้นเช่นกัน “คิดว่ายากที่สุดคงเป็นวรรณกรรมของเยอรมันเรื่องหนึ่งชื่อคนวัดโลก เป็นหนังสือที่ขายดีมากๆ ในเยอรมัน เป็นหนังสือเกี่ยวกับปรัชญา คณิตศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ซึ่งมันมีการอ้างอิงเยอะมาก แล้วตัวละครหลักสองตัวมันเป็นคนโคตรอัจฉริยะ เวลาที่ทั้งสองคนคิดเรื่องอะไรก็ตามมันจะออกมาเป็นแนวปรัชญาทั้งหมด แล้วเราต้องคิดตามด้วยตลอด ต้องเอาอะไรที่มันซับซ้อนมาทำความเข้าใจแล้วถ่ายทอดออกมาให้คนที่อ่านเข้าใจง่ายที่สุดแต่ได้รับอารมณ์เต็มที่ที่สุด แต่ถึงมันจะเป็นงานที่หินก็ยังเป็นงานที่ชอบที่สุดด้วยเช่นกัน”

ถึงวันนี้เจนจิราบอกว่า คิดไม่ผิดที่หยิบหนังสือมาลองแปล เพราะนอกจากจะกลายเป็นอีกหนึ่งอาชีพ นอกเหนือจากเป็นอาจารย์ ล่าม และผู้ประกาศข่าวภาคภาษาเยอรมันของ Radio Thailand เธอมีความสุขในขณะที่อ่านหนังสือ อ่านๆ และอ่าน ก่อนที่จะลงมือแปล

“ข้อเสียมันก็มีนะคือต้องนั่งหลังขดหลังแข็งอ่านและแปลจนจบปวดหลังมาก (หัวเราะ) แต่ว่านะเพราะหนังสือมันสนุกน่ะสิเราจึงคิดที่จะแปลและแบ่งต่อให้คนอื่นได้สนุกตาม บางทีบางครั้งก็ยิ้มไปเองระหว่างที่แปล หัวเราะเอง สะใจกับบางฉากถึงขั้นนั่งร้องไห้ก็มีนะ (หัวเราะ) ในความคิดเราหนังสือที่ดีควรจะมีสามข้อนี้นะ หนึ่งช่วงแรกๆ ตัวละครจะไม่ได้ดั่งใจเราไปซะทุกอย่างเพราะจะทำให้เราลุ้นตลอดทั้งเรื่อง สองคือมันมาถูกทางแล้ว มันเริ่มที่จะสนใจเข้าใจสิ่งที่เราอยากให้มันทำแล้ว สามการพัฒนาของตัวละครที่เกินความคาดหมายของเรา คือเราคิดไม่ถึงเลยว่าตัวละครจะทำถึงขนาดนี้”

แปลผลงานของคนอื่นมาหลายปี ถึงเวลาแล้วที่เธอจะสร้างงานของตัวเอง กับผลงานเขียนรวมเรื่องสั้น ครั้งหนึ่ง...คิดถึงเป็นระยะ

“ก็คิดไว้ว่าถึงเวลาแล้วนะที่ควรจะมีหนังสือเป็นของตัวเอง เป็นรวมเรื่องสั้นแนวเรื่องรัก น่ารักๆ กุ๊กกิ๊กๆ โดยในแต่ละเรื่องมีฉากหลังเป็นสถานที่สำคัญๆ ของกรุงเทพฯ อย่างปากคลองตลาด หรือเยาวราช เอาจริงๆ การเป็นนักแปลหนังสือมันยังคงเป็นเรื่องของภาษาและสำนวน ไม่ใช่ว่าเขียนมาแบบไหนก็แปลออกไปแบบนั้น จากประสบการณ์ตรงนี้ทำให้เรามีทักษะ แล้วเราก็มีเรื่องที่เราอยากเล่าเอง”

ทุกวันนี้เจนจิรายังไม่หยุดสรรหาหนังสือดีๆ มาอ่าน เพราะนอกจากทางสำนักพิมพ์ต่างๆ จะยื่นหนังสือมาให้เธอแปลแล้ว เธอยังปรารถนาที่จะแปลหนังสือดีๆ ที่คนไทยควรอ่านไปยื่นให้สำนักพิมพ์ได้นำออกสู่สายตาผู้อ่านอีกทางด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท