
เคล็ดใช้สื่อฉบับรายย่อย ปูทางการตลาดออนไลน์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
แม้สื่อออนไลน์จะเข้าสู่สังคมไทยและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับภาคธุรกิจยังไม่ได้เติบโตเร็วไปในอัตราเดียวกัน โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่อาจยังขาดเกณฑ์พิจารณาประเภทสื่อออนไลน์ที่เหมาะสมกับตัวเอง รวมถึงแนวทางการใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
นรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร กรรมการสมาคมโฆษณาดิจิทัลแห่งประเทศไทย เปิดประเด็นว่า ถ้าคิดจะทำโฆษณาบนช่องทางออนไลน์ในไทย แนวทางที่เห็นผลชัดเจนที่สุดแนวทางหนึ่งคือ ต้องมี “ดราม่า” หรือมี “ส่วนลด” คนไทยจึงจะสนใจ แห่กันมาดู เพราะถ้าเป็นแนวให้ความรู้ จะไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร
“คนไทยชอบความบันเทิง ชอบสินค้าที่มีโปรโมชั่น วิธีการโฆษณาโดยมีเนื้อหาดราม่าหรือมีส่วนลดจึงดึงดูดคนไทยได้มาก แต่หากเอาวิธีนี้ไปใช้ในสิงคโปร์ อาจจะไม่มีคนสนใจเลย”
ทั้งนี้ หากเป็นเอสเอ็มอีที่มีงบประมาณค่อนข้างมาก อาจเลือกจัดทำคลิปวิดีโอโฆษณา โดยยึดหลัก “Viral Marketing” เพื่อให้คนส่งต่อ สร้างการรับรู้อย่างรวดเร็ว เพราะปัจจุบันพฤติกรรมคนไทยบนโลกอินเทอร์เน็ตปี 2557 อันดับ 1 คือ การดูคลิปวิดีโอ คิดเป็น 83% อย่างไรก็ดีหากไม่มีงบประมาณจ้างโปรดักชั่น เฮาส์ เทคโนโลยีของสมาร์ทโฟนรุ่นดีๆ ในปัจจุบันก็เอื้อให้ถ่ายวิดีโอคุณภาพดีได้แล้ว แต่เรื่องสำคัญที่สุดคือ ต้องมีไอเดียที่โดนใจ
หากมีงบประมาณปานกลาง ช่องทางออนไลน์ที่ควรเลือก คือ การทำแฟนเพจในเฟซบุ๊กและการโฆษณาบนเฟซบุ๊ก ช่องทางดังกล่าวถือว่าครบวงจร เนื่องจากสามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้บริโภคได้ค่อนข้างละเอียด เช่น สัดส่วนระหว่างเพศชายและเพศหญิงที่มากดไลค์แฟนเพจเป็นเท่าใด ยอดการกดไลค์ในแต่ละสัปดาห์เป็นอย่างไร เมื่อทราบข้อมูลแล้ว สามารถปรับปรุงเนื้อหาให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการมากขึ้นได้
นอกจากนี้ โฆษณาบนเฟซบุ๊ก ยังสามารถระบุว่าจะให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจงเพียงใด และสามารถรู้จำนวนของคนที่มีโอกาสเข้าถึงได้ด้วย
สำหรับกลุ่มที่มีงบประมาณค่อนข้างน้อย อาจเลือกโฆษณาผ่านกูเกิล หรือ Google Ads เพื่อให้โฆษณาเว็บไซต์ของตัวเองปรากฏ เมื่อมีการค้นหาคำที่กำหนด ส่วนผู้ที่ไม่มีงบประมาณ อาจใช้ SEO Ads คือไม่ต้องลงโฆษณา แต่ให้สินค้าของตัวเองมีโอกาสปรากฏบนเว็บเสิร์ชเอนจิ้น หากมีการค้นหา วิธีการ คือ ต้องหาพื้นที่ที่คนนิยมเข้าไปอ่าน เช่น เว็บบอร์ดชื่อดัง เข้าไปรีวิวสินค้าในลักษณะ “ผู้รู้” เพื่อให้มียอดคนเข้ามาอ่านจำนวนมาก เมื่อคนมีคนอ่านมาก ก็จะมีโอกาสปรากฏหลังการค้นหา ข้อเสียของวิธีดังกล่าวคือต้องใช้ความพยายามมากกว่าวิธีอื่น เพราะอาจต้องรีวิวหลายครั้ง กว่าสินค้าของตัวเองจะปรากฏ ที่สำคัญ ลิงค์ที่ปรากฏยังไม่ใช่เว็บไซต์ของตัวเอง เพียงแต่เป็นรีวิวที่ไปทำในเว็บ
นรสิทธิ์ บอกว่า สำหรับการทำเว็บไซต์นั้น มีตั้งแต่ราคาประมาณ 2 หมื่นบาทไปจนถึง 2 ล้านบาท ขึ้นกับรูปแบบลูกเล่นภายในเว็บไซต์ หากต้องการให้มีกรอกข้อมูลด้วยจะแพงมาก เอสเอ็มอีจึงควรเลือกทำเว็บไซต์เพื่อแจ้งข้อมูลข่าวสารให้แก่ผู้บริโภค
ด้าน นวชัย เกียรติก่อเกื้อ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การตลาดและการวางแผน บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส บอกว่า นอกจากการใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อโฆษณาแล้ว ภาคธุรกิจยังสามารถใช้สื่อออนไลน์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่องค์กรของตัวเองได้อีกด้วย ปัจจุบันมีองค์กรผลิตแอพพลิเคชั่นสำเร็จรูปเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านต่างๆ ให้แก่องค์กร อาทิ ด้านการขาย ด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคล นอกจากนี้ยังมีแอพพลิเคชั่นสำหรับแต่ละอุตสาหกรรมด้วย
อย่างไรก็ดี แอพพลิเคชั่นสำเร็จรูปดังกล่าวอาจไม่ตอบโจทย์องค์กรโดยตรง เอสเอ็มอีอาจพิจารณาทำแอพพลิเคชั่นเฉพาะสำหรับบริษัทของตัวเองได้เช่นกัน โดยควรดำเนินการ 9 ขั้นตอนเพื่อตัดสินใจทำ ได้แก่ 1.นิยามเป้าหมายธุรกิจให้ชัดก่อน 2.ประเมินเทคโนโลยีทางเลือกว่ามีอะไรบ้าง 3.วางแผนคร่าวๆ ว่าต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ เวลาเป็นยังไง
4.ประเมินความเสี่ยง และให้นโยบายกับคนที่เกี่ยวข้อง 5.วิเคราะห์ความเหมาะสมและเข้าสู่กระบวนการอนุมัติดำเนินการ 6.ให้ผู้ผลิตแอพพลิเคชั่นยื่นเสนอเทคโนโลยี 7.ให้พนักงานทดลองใช้ จากนั้นอบรมวิธีการใช้งาน 8.ขยายไปสู่วงกว้างขึ้น และ 9.ปฏิบัติซ้ำไปเรื่อยๆ
ขณะที่ โทมัส โฮ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อาลีบาบา กล่าวว่า สินค้าที่คนไทยนิยมส่งออกผ่านช่องทางออนไลน์ของอาลีบาบา มี 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.สินค้าอาหารและเครื่องดื่ม 2.สินค้าเกษตร 3.สินค้าความงาม และ 4.สินค้าอัญมณี โดยตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีน
ทั้งนี้ บริษัทเชื่อว่า สินค้าทั้ง 4 กลุ่มดังกล่าวจะยังคงเป็นสินค้าส่งออกผ่านออนไลน์ยอดนิยมของไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะสินค้าหลายชนิด เช่น ไวน์หรืออัญมณีของไทย เป็นที่ยอมรับจากหลายประเทศทั่วโลก







