posttoday
เมื่อบริษัท ใกล้สิ้นคนดี

เมื่อบริษัท ใกล้สิ้นคนดี

24 พฤษภาคม 2558

กลยุทธ์หลักที่องค์กรใช้ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยคือลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างรายได้

โดย....ทายาท ศรีปลั่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะไนล์

กลยุทธ์หลักที่องค์กรใช้ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยคือลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างรายได้ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ระยะสั้นใช้รักษากำไรให้อยู่ในระดับเหมาะสม จากการสำรวจที่ผ่านมาสรุปว่า 20% ของผู้บริหารเลือกปรับปรุงคุณภาพการผลิตและการบริการให้มีประสิทธิภาพขึ้น รองลงมา 17.9% นำระบบ Supply Chain Management มาปรับใช้ในองค์กร อีก 12% ใช้การปรับโครงสร้างองค์กรเป็นทางเลือก

ปัญหาบุคลากร ดูเป็นปัญหาหนักอก 25% มองว่าจำนวนบุคลากรที่มีอยู่ไม่มีคุณภาพพอ 16.8% มองว่าพนักงานปัจจุบันยังขาดทักษะจำเป็นในการคิดและทำงาน 15.6% พบทักษะความเป็นผู้นำและความคิดริเริ่มของพนักงานยังเป็นปัญหา 14.2% มองเด็กจบมาใหม่มีคุณภาพและศักยภาพต่ำกว่ามาตรฐาน 11.6% พบพนักงานที่มีในปัจจุบันมีระดับความผูกพันกับองค์กรในการทำงานให้ตรงตามเป้าหมายต่ำลง 5.5% เห็นว่าเรียกร้องเงินเดือนสูงเกินจำเป็นโดยไม่มีเหตุผล

เมื่อพูดถึงทักษะจำเป็นที่ช่วยให้องค์กรฝ่าวิกฤตได้ 16.2% อยากให้องค์กรพัฒนาทีมเวิร์ก การทำงานเป็นทีมและการประสานงาน โดยเฉพาะทำงานข้ามส่วนงานกันได้ 12.4% เห็นความสำคัญของการใส่ใจให้บริการกับลูกค้า ส่วนความสามารถการมองหาโอกาสจากวิกฤต คิดเป็น 10.5% เท่ากับความสามารถการแก้ปัญหา และอีก 9.8% อยากให้พนักงานมีความสามารถริเริ่มและคิดนวัตกรรมใหม่ๆ

จะเห็นว่าทักษะสำคัญที่ช่วยฝ่าวิกฤต ซึ่งผู้บริหารอยากให้พนักงานมี อาจเป็นทักษะที่หายากสักหน่อย จุดสำคัญจึงต้องมองเรื่องการปรับปรุงตั้งแต่ตัวบุคลากร ซึ่งฝ่ายบุคคลต้องให้ความสำคัญต่อการค้นหาและพัฒนาเรื่องนี้มาก

การสำรวจนิสิตนักศึกษาที่กำลังจะจบหรือพนักงานใหม่ที่จบมาไม่เกิน 1 ปี ในกลุ่มมหาวิทยาลัยรัฐบาลชั้นนำ 4 มหาวิทยาลัย และคณะต่างๆ ที่ดีที่สุด 3 คณะแรกของแต่ละมหาวิทยาลัย พบนิสิตนักศึกษา 88% ต้องการให้ความสำคัญชีวิตส่วนตัวมากขึ้น ต้องการสร้างความสัมพันธ์ของสังคมกลุ่มพวกเขาค่อนข้างมาก 87% อยากทำงานอยู่ที่บ้าน ไม่ต้องไปที่บริษัทจะทำให้สะดวกในชีวิตมากขึ้น 79% อยากทำงานร่วมกันเป็นทีมที่มีความชอบเหมือนกับตน

ความคิดเหล่านี้ต่างจากสิ่งที่องค์กรต้องการ องค์กรส่วนใหญ่ยังอยากให้พนักงานทำงานเป็นเวลาและในสถานที่ที่ชัดเจน ดังนั้น เรื่อง Telework คงทำได้เฉพาะบางสายงานและบางคน หรือถ้าจะทำแบบนี้ได้ก็ต่อเมื่อพนักงานเหล่านั้นทำงานกับบริษัทนั้นมาระยะหนึ่งแล้วจนเกิดความไว้ใจกันมาก

อีกตัวเลขที่น่าสนใจคือ 67% ของนิสิตนักศึกษากลุ่มนี้อยากทำงานไม่เกิน 50 ชั่วโมง/สัปดาห์ 22% จะไม่ทำงานเกิน 40 ชั่วโมง/สัปดาห์ รวมแล้วสูงถึง 89% จะไม่ยอมทำงานเกินชั่วโมงมาตรฐาน และไม่ทำงานเกินกว่า 50 ชั่วโมง/สัปดาห์ คือทำงานวันละ 9-10 ชั่วโมงถือว่ามากแล้ว มีเพียง 1% ที่ยอมทำงานเกิน 60 ชั่วโมง/สัปดาห์ ที่เหลือบอกว่าจะพยายามทำงานให้ได้เกิน 50-60 ชั่วโมง/สัปดาห์

ผมมีโอกาสสัมผัสกลุ่มพนักงานรุ่นใหม่หรือนิสิตนักศึกษาที่กำลังจะจบ พบว่าถ้าเขาหางานยาก เขาจะทำอย่างไร เพราะเขามีเงื่อนไขการทำงานและชีวิตสูงมาก คำตอบคือถ้าหางานไม่ได้จะเรียนต่อปริญญาโท โดยหวังว่าจะทำให้เพิ่มโอกาสหางานได้ เมื่อถามต่อว่าจะเปลี่ยนทัศนคติอีกหรือไม่? เขาบอกว่ายังไม่แน่ เพราะยังยึดติดความสะดวกสบายของชีวิตนิสิตนักศึกษาอยู่มาก ดังนั้น เยาวชนของเรามีความคิดเริ่มทำงานจริงๆ เมื่ออายุ 25 ปี อย่างในสิงคโปร์หรือเกาหลีจะเริ่มทำงาน 18-20 ปี เราก็จะช้ากว่า 5-7 ปี และคนที่ทำงานจริงๆ คือคนที่ปานกลาง ส่วนเด็กหลายคน ยิ่งพ่อแม่ตามใจยิ่งไปกันใหญ่

ปัจจุบันพบวัยเริ่มทำงานกล้าเสี่ยงขึ้นที่จะทำอาชีพอิสระ เช่น เปิดร้านขายขนม ขายกาแฟ ขายเสื้อผ้าและอื่นๆ ที่ไม่ต้องลงทุนสูง บุคลากรวัย 30 ปีขึ้นไปที่มีประสบการณ์ทำงานและเล่นหุ้น มีแนวโน้มออกมาเล่นหุ้น รวมตัวเป็นกลุ่ม มีเครือข่ายผู้บริหารกองทุนต่างๆ ที่เป็นรุ่นพี่หรือเพื่อนที่ยังทำงานเป็นลูกจ้างประจำ

เมื่อเรามองเยาวชนของเราแล้ว การบริหารเยาวชนรุ่นใหม่จะเป็นการดัดนิสัยมากกว่า น่าจะพาไปฝึกเข้มข้นคนละ 1-2 เดือน ให้อดทน เข้มแข็ง เลี้ยงตนเองให้ได้ หรืออยู่ห่างพ่อแม่นานๆ ผมว่านี่คือแนวทางพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่ให้มีคุณภาพดีที่สุด อย่างสิงคโปร์จะมีการรับใช้ชาติ 2 ปีเต็มเวลา ต้องอยู่ในค่ายทหารทั้งชายและหญิง คนกลุ่มนี้จะเข้มแข็ง มีวินัย โตเป็นผู้ใหญ่รวดเร็ว พอจบมาก็ทำงานได้ทันที

ดังนั้น Talent กลุ่มอายุยังน้อยเกินไปยังไม่ควรให้เป็น Talent ควรปรับนิสัย 2 ปี ผลสำรวจบางสถาบันพบพนักงานกลุ่มนี้อยู่ได้ไม่เกิน 2 ปีก็ลาออก ถ้าเราไปลงทุนกับเขามากช่วงนี้ครบ 2 ปีเขาก็ลาออก เราควรทำหลังเขาทำงานครบ 3-4 ปี ใช้เกณฑ์คัดเลือกโดยประเมินนิสัยและความจงรักภักดี จากนั้นค่อยเข้าสู่โครงการ Talent

ท้ายนี้ไม่มีบทวิจัยรองรับ เป็นแนวคิดของผมเล่นๆ ว่า ให้เราลองรับคนเข้าทำงานที่มีผลการเรียนปานกลางบ้าง ลองดูคนที่ระดับการสู้งานและอยากทำงานไว้ก่อน แล้วค่อยสร้างโปรแกรมพัฒนาทักษะ ความรู้ ผมคิดว่าถ้าเราอยู่ในบรรยากาศที่ดีจะทำให้คุณภาพงานออกมาดีได้ หรือจะลองจ้างคนต่างชาติแถบอาเซียนมาทำงาน ได้คุณภาพงานดีขึ้น ค่าตอบแทนไม่แพงอย่างที่คิด บางคนอยู่เมืองไทยนานเรียนรู้วัฒนธรรมคนไทย พูดไทยได้ ทำให้ทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท