
เริงร่า...ไร้โรครับหน้าฝน
ท่ามกลางความโรแมนติกและชุ่มฉ่ำของหยาดฝนนั่นเอง ก็เป็นโอกาสเดียวกันที่โรคยอดฮิตในช่วงหน้าฝนจะได้ออกมาก่อกวน
ท่ามกลางความโรแมนติกและชุ่มฉ่ำของหยาดฝนนั่นเอง ก็เป็นโอกาสเดียวกันที่โรคยอดฮิตในช่วงหน้าฝนจะได้ออกมาก่อกวน
โดย...มัลลิกา นามสง่า
หลายคนคงชอบใจยามฝนตก เพราะช่วยบรรเทาอากาศร้อนระอุให้ฉ่ำเย็นขึ้นมาได้ หนำซ้ำสายฝนยังช่วยสร้างบรรยากาศ ความโรแมนติกตลบอบอวลไปทั่ว ทว่าท่ามกลางความโรแมนติกและชุ่มฉ่ำของหยาดฝนนั่นเอง ก็เป็นโอกาสเดียวกันที่โรคยอดฮิตในช่วงหน้าฝนจะได้ออกมาก่อกวนให้ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่เกิดอาการปวดหัว ตัวร้อน ไอ และจามไปตามๆ กัน การรู้จักดูแลตนเองให้ห่างไกลจากโรคภัย จึงเป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษในช่วงหน้าฝนนี้ รวมถึงคุณพ่อคุณแม่ที่มีเจ้าตัวน้อย ก็ไม่ควรละเลย
“ศ.พญ.อุษา ทิสยากร” นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในช่วงหน้าฝนที่สภาพอากาศเปียกชื้น ซึ่งเป็นสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมและเอื้ออำนวยให้เชื้อโรคมีชีวิตอยู่ในอากาศได้นานขึ้น และแพร่กระจายได้ง่าย ทำให้มีหลายๆ โรคระบาดในฤดูฝน โดยเฉพาะโรคระบบทางเดินหายใจยอดฮิต เช่น โรคไข้หวัดใหญ่และโรคปอดบวม ซึ่งมีโอกาสลุกลามไปถึงขั้นรุนแรง ในบางรายอาจจะเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อน อาการก็จะยิ่งรุนแรงเป็นทวีคูณจนทำให้เสียชีวิตได้ หากไปพบแพทย์ไม่ทัน นอกจากนี้ยังมีโรคมือเท้าปาก โรคไข้เลือดออก และโรคท้องเสียหรืออุจจาระร่วง เป็นต้น
โรคฮิตหน้าฝน
“โรคไข้หวัดใหญ่” เป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสระบาดเป็นประจำในช่วงฤดูฝน และฤดูหนาวของทุกปี และในทุกๆ 10-40 ปี อาจจะมีอาการระบาดหนักของโรคไข้หวัดใหญ่ไปทั่วโลก ซึ่งทำให้ผู้คนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเชื้อไวรัสซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่สามารถกลายพันธุ์ ทำให้เกิดสายพันธุ์ใหม่ที่รักษาได้ยากขึ้น ดังจะเห็นได้จากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ระบาดไปทั่วโลกและคร่าชีวิตคนจำนวนมากเมื่อเร็วๆ นี้
“โรคปอดบวม” และ “ปอดอักเสบ” ซึ่งดูเหมือนจะเป็นโรคธรรมดาที่ได้ยินกันบ่อยๆ แต่จริงๆ แล้วเป็นหนึ่งโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่ร้ายแรง โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ จากการเปิดเผยของ “ศ.เกียรติคุณ นพ.ธีรชัย ฉันทโรจน์ศิริ” ประธานชมรมโรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็กแห่งประเทศไทย พบว่า “โรคปอดบวม ซึ่งเป็นโรคที่เด็กเล็ก และผู้สูงอายุเป็นกันมาก ที่สำคัญพบว่าโรคปอดบวมเป็นโรคแทรกซ้อนที่สำคัญ จากเด็กที่ได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่ซึ่งจะส่งผลให้อาการทวีความรุนแรงมากขึ้นหลายเท่า จนอาจจะทำให้เสียชีวิตได้
โดยทั่วไปโรคปอดบวมส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส หรือจากการติดเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรง (โรคไอพีดี) โดยที่เชื้อนิวโมคอคคัส หรือสเตรปโตคอคคัส นิวโมเนียอี นอกจากจะก่อให้เกิดปอดบวมรุนแรง หรือปอดอักเสบแล้ว ยังมีคุณสมบัติที่สามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ที่ทำให้เกิดโรคติดเชื้อรุนแรง เช่นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคติดเชื้อในกระแสเลือดและหูอักเสบ
กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงคือ เด็กเล็กสุขภาพดีที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ เนื่องจากภูมิต้านทานโรคยังไม่สมบูรณ์ และผู้สูงอายุ และโอกาสเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นในเด็กที่อยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกลางวัน เด็กที่อยู่ในชุมชนแออัด ผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง โรคปอด โรคเบาหวาน และโรคเลือดซิกเคิลเซลล์ และในกลุ่มคนที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น ผู้ที่ตัดม้ามออก หรือม้ามทำงานไม่ปกติ ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีก็จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น เป็นต้น
สำหรับอาการของผู้ป่วยโรคปอดบวมและไข้หวัดใหญ่ อาการจากโรคทั้งสอง ในระยะเริ่มแรกจะมีอาการคล้ายคลึงกัน โดยผู้ป่วยจะมีไข้ขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว ปวดศีรษะ หนาวสั่น เจ็บคอ หายใจไม่สะดวก อาจจะมีอาการหอบเหนื่อยร่วมด้วย ซึ่งปกติแล้วหากดูแลรักษาตนเองอย่างถูกวิธี ไข้จะค่อยๆ ลดลง และจะหายไปภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือหากเกิดอาการดังกล่าวในเด็กเล็ก พ่อแม่ต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เพราะอาจจะเป็นโรคปอดบวมจากเชื้อนิวโมคอคคัส ซึ่งเป็นโรคปอดอักเสบรุนแรงที่อันตรายมาก เนื้อปอดอาจถูกทำลาย จนทำให้เกิดความพิการ หรือเสียชีวิตได้ มีอาการแสดงต่างๆ ได้แก่ ไข้ขึ้นสูงเช็ดตัวหรือรับประทานยาแล้วไข้ก็ไม่ลด ลูกงอแง และเซื่องซึมสลับกัน หายใจลำบากจนซี่โครงบุ๋ม หรือหายใจดังวี้ดๆ หากภายใน 1-2 วันไข้ยังไม่ลด และอาการยังไม่ดีขึ้น ให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที
ดูแลสุขภาพหน้าฝน
ควรการทำร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ด้วยการรับประทานอาหารให้ครบหมู่ และอาหารปรุงสดใหม่ พักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกายเป็นประจำ การรักษาร่างกายให้อบอุ่นด้วยกันใส่เสื้อผ้าหนาๆ ห่มผ้าเวลานอนหลับ หลีกเลี่ยงการโดนละอองฝน และตากฝน หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าที่ชื้นแฉะและเปียกฝน การหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่แออัด และมีคนมากๆ เพราะเชื้อโรคจะสามารถแพร่กระจายได้ง่าย รวมทั้งระวังอย่าให้ยุงลายกัด หากไม่สบายให้ดื่มน้ำอุ่นมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอ และปิดปาก ปิดจมูก เวลาไอ หรือจาม เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็ก ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ หากลูกน้อยไม่สบาย มีน้ำมูก ควรทำความสะอาดโพรงจมูก โดยเอาสำลีพันปลายไม้ชุบน้ำอุ่นค่อยๆ เช็ดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค นอกจากนี้พ่อแม่ต้องหมั่นสังเกตอัตราการหายใจของลูกน้อย หากเด็กมีอายุน้อยกว่า 1 ขวบ หายใจเร็วมากกว่า 50 ครั้งต่อนาที และในเด็กเล็กที่มากกว่า 1 ขวบ หายใจเร็วมากกว่า 40 ครั้งต่อนาที ให้สงสัยว่าเป็นโรคปอดบวม ให้รีบพาไปพบแพทย์
ที่สำคัญคือ การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการฉีดวัคซีน ซึ่งถือเป็นวิธีการป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากสำหรับโรคที่มีวัคซีนป้องกันแล้วในปัจจุบัน อย่างเช่น โรคไข้หวัดใหญ่และโรคปอดบวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคปอดบวมที่เกิดจากเชื้อนิวโมคอคคัส ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อร้ายแรงในเด็กเล็กโดยพ่อแม่ผู้ปกครองสามารถปรึกษากุมารแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำในการฉีดวัคซีนให้ลูกน้อย







