
สังคมนิยมประจาน
สุภชาติ เล็บนาค
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
เมื่อไม่นานมานี้ เกิดเหตุคนขับรถยนต์เมาแล้วขับ ชนนักปั่นจักรยานจนเสียชีวิต 3 คน บนถนนชานเมืองเชียงใหม่ ปฏิกิริยาที่ตามมาทันที คือพฤติกรรมลงทัณฑ์ทางสังคม ที่แปลมาจากภาษาอังกฤษคำว่า “Social Sanction” บนเครือข่ายสังคมออนไลน์
วิธีการลงโทษของเครือข่ายสังคมออนไลน์ เริ่มตั้งแต่การขุดชื่อ-ประวัติ ไปจนถึงเฟซบุ๊ก-อินสตาแกรมของผู้ที่กระทำผิด ลึกไปกว่านั้น ก็ลามไปถึงรูปเพื่อนฝูงซึ่งทานข้าวด้วยกันก่อนเกิดเหตุ และลามไปถึงพ่อแม่ว่าไม่สั่งสอน และพ่อแม่จำเป็นต้องรับผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพจดังในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่มีคนไลค์หลายแสนคน ร่วมรณรงค์ให้ประจานเพื่อนฝูง พ่อ-แม่ผู้กระทำผิดด้วย ทั้งที่ไม่มีข้อมูลบ่งชี้อะไรว่าบิดามารดา รวมถึงมิตรสหาย สนับสนุนให้เธอคนนี้เมาแล้วขับรถกลับบ้าน โดยยกมาตรฐานญี่ปุ่นเป็นแหล่งอ้างอิงว่าในญี่ปุ่นนั้น หากมีผู้ใดผู้หนึ่งกระทำความผิด พ่อแม่ญาติพี่น้องจำต้องรับผิดชอบด้วย
แต่เรื่องดังกล่าวกลับกลายเป็นข้อถกเถียงมากกว่าที่จะทำให้คนแชร์ไปด่ากันจำนวนมากเหมือนเคย สมาชิกเพจหลายคนตั้งคำถามว่า สมควรหรือไม่ที่จะลากบุพการีมาโจมตี ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร และสมควรหรือไม่ที่จะประจานหน้าตาชื่อเสียงเรียงนามของเพื่อนฝูงมาโยงใยกับเธอคนนี้
สุดท้ายเจ้าของเพจที่มีเรื่อง “ดราม่า” เป็นจุดขาย กลับเป็นคนจุดประเด็นเรื่อง “ดราม่า” เสียเอง แต่เรื่องก็เงียบหายไปในไม่กี่วัน เพราะมีเหตุการณ์รถขับชนจักรยานตามมาอีก 3-4 ราย น่าแปลกว่าพอมีเหตุการณ์แบบนี้เยอะเข้า กลับไม่มีใครไปลงทัณฑ์ทางสังคมคนอื่นๆ ที่ขับรถชนในลักษณะเดียวกันอย่างที่เธอโดน
อันที่จริงพฤติกรรมลงทัณฑ์ทางสังคมมีมาสักพักแล้ว แต่มักจะถูกใช้ในทางการเมือง เพิ่งจะมาเริ่มใช้ลงทัณฑ์ออนไลน์ในเรื่องสัพเพเหระไม่นานนี้
อย่างไรก็ตาม การใช้ Social Sanction ถูกจำกัดอยู่แค่บางเพจที่มีรสนิยมส่วนตัว ที่นิยมการประจานผู้กระทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าผิด ด้วยหวังว่าจะทำให้ผู้ที่กระทำผิดหลาบจำ และผมก็เข้าใจว่า น่าจะเป็นการทำให้สังคมได้เห็นว่า หากทำผิดจาก “ศีลธรรมอันดี” จะถูกเครือข่ายสังคมออนไลน์ลงโทษลักษณะนี้
วิธีนี้ได้ผลพอสมควร ยิ่งในวันที่ตัวตนเสมือนในโลกออนไลน์จำนวนมากนิยมกด “แชร์” ความคิดเห็นของผู้อื่นมากกว่าการแสดงความเห็นด้วยตัวเอง ทำให้เมื่อเห็นคนทำผิดก็ยิ่งแชร์ต่อ ก็ยิ่งกระตุ้นต่อมความดีของคนแชร์ให้ชัดขึ้น
วิธีการลงทัณฑ์ทางสังคมโดยลากเพื่อนฝูงญาติพี่น้องพ่อแม่ไปตำหนิด้วย สะท้อนชัดนะครับว่า คนมีความอดทนต่อสิ่งที่เรียกว่า “กฎหมาย” น้อยลงเรื่อยๆ
เพราะหากจะให้กฎหมายเป็นผู้ลงโทษผู้กระทำผิด จำต้องรอกระบวนการยุติธรรมเป็นเวลาไม่น้อย ตั้งแต่รอให้ตำรวจตั้งข้อหา สอบปากคำ สืบพยาน เรื่อยไปจนถึงชั้นศาล กว่าจะตัดสินแต่ละเรื่องใช้เวลาหลายปี ยิ่งหากผู้กระทำผิดมีนามสกุลพ้องกับคนใหญ่คนโต ยิ่งใช้เวลามากขึ้นไปใหญ่ ดีไม่ดีเรื่องอาจหายไปเลย
เมื่อกฎหมายไม่สามารถดำรงความยุติธรรม และไม่สามารถบังคับใช้กับทุกคน วิธี Social Sanction จึงเป็นทางเลือกที่เห็นผลเร็วที่สุด และสะใจที่สุด
อย่างไรก็ตาม ในประเทศญี่ปุ่น ที่คนไทยหลายคนอ้างว่าเป็นต้นแบบของพฤติกรรม Social Sanction ค่านิยมดังกล่าวก็ไม่ได้รับความนิยมในคนรุ่นใหม่ ประชาชนจำนวนมากเห็นว่า การกระทำผิดควรให้โอกาสกฎหมายในการตัดสิน และแน่นอน คนทุกคนมีสิทธิที่จะปกป้องตัวเอง รวมถึงมีโอกาสในการกลับตัว
น่าแปลกก็เพราะว่าในยุคที่พูดถึงการปฏิรูปร้อยแปดเรื่อง กระบวนการยุติธรรมแทบไม่เคยถูกพูดถึง เพราะเราเชื่อว่าคนในแวดวงนี้ตั้งแต่ผู้พิพากษา อัยการ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ เป็นผู้ดำรงความยุติธรรมที่เพอร์เฟกต์อยู่แล้ว
ส่วนตำรวจ แม้จะถูกตราหน้าว่าเป็น “ผู้ร้าย” อยู่เสมอ แต่ในที่สุดเรื่องปฏิรูปตำรวจก็หายไปดื้อๆ แปลกดีเหมือนกัน เพราะปีก่อนเราเพิ่งโจมตีว่าตำรวจเป็นคนของนักการเมือง และจำเป็นต้องปฏิรูปเจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้กฎหมายอย่างตำรวจไปหยกๆ
หรือแท้จริงแล้ว เราไม่ได้สนใจปัญหากระบวนการยุติธรรมในเชิงโครงสร้าง หรือแท้จริงแล้ว เราไม่สนใจการปฏิรูปจริงๆ แต่เราอยากแสดงความคิดเห็นตามกระแสอันฉาบฉวยมากกว่า หรือแท้จริงแล้ว เราไม่ได้รู้สึกว่ากระบวนการยุติธรรมไม่ยุติธรรม แต่เราต้องการแสดงออกเพื่อทำให้ตัวเองดูเป็นคนดีเท่านั้น
สิ่งที่ควรต้องเรียนรู้ก็คือ การลงทัณฑ์ทางสังคมไม่อาจปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมายให้ดีขึ้นได้ นอกจากจะสร้างความสะใจระยะสั้น และปล่อยให้เรื่องเลือนหายไปตามเวลา การปฏิรูปสิ่งที่เรียกว่ากระบวนการยุติธรรมทั้งกระบิมากกว่าที่จะทำให้คนทุกคนได้เข้าถึงความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกันจริง







