
Happier Life
เวลาที่ดีที่สุดที่จะกระตุ้นทั้งกายและจิต คือ ตอนเช้าตรู่ บอกตัวเองว่าทั้งวันนี้เรามีแต่ความคิดดีๆ ยิ้ม สดชื่น
โดย...ดร.วรัญญา สะอาดเอี่ยม ริเท็นนิส
เวลาที่ดีที่สุดที่จะกระตุ้นทั้งกายและจิต คือ ตอนเช้าตรู่ บอกตัวเองว่าทั้งวันนี้เรามีแต่ความคิดดีๆ ยิ้ม สดชื่น เชื้อเชิญพระอาทิตย์ให้ส่องแสงเข้ามาในหัวใจของเรา และโอบกอดความเอาแต่ใจของเราและผู้อื่น
ชั่วโมงแรกของการรู้ตัว จะเป็นพื้นฐานของทั้งวัน การมีทัศนคติที่บอกว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วล้วนดีเสมอ ไม่ว่าเราจะถูกใจหรือไม่นั้นเป็นมุมมองของความเข้มแข็งทางอารมณ์ เป็นทัศนคติที่ก่อให้เกิดพลังด้านบวก โดยเฉพาะในเหตุการณ์ที่รู้ว่าได้ทำบางสิ่งบางอย่างอย่างเต็มที่แล้วจริงๆ แม้ว่าผลลัพธ์ที่แสดงออกมาอาจกลายเป็นความล้มเหลวหลายต่อหลายครั้งในสายตาใครๆ แต่ทว่าทุกประสบการณ์ตรงนั้นสำคัญและมีค่ามากมายมหาศาลต่อการเดินต่อในชีวิต
ทุกๆ “ความมุ่งมั่น” และ “พลัง” ได้ถูกเก็บสะสมไว้เพื่อปลดปล่อยออกมา เป็นความเข้มแข็งของจิตใจให้ได้ใช้ในเวลาต่อมา ในเวลาที่สุกงอม ที่เราเรียกกันว่าเวลาที่ “เวลาของเรา” ขอเพียงทำทุกครั้งอย่างกล้าหาญ เบิกบาน ทำทุกกิจการงานในชีวิตโดยสนุกกับมันอย่างเต็มที่ และทำให้ดีอย่างเต็มใจ
ทุกสถานการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมนุษย์หากเปรียบเป็นวัตถุสิ่งของที่ไม่มีชีวิต แต่สิ่งเหล่านั้นเข้ามาสู่ชีวิตได้เพราะขึ้นอยู่กับชนิดของทัศนคติ
หากผู้นั้นมีทัศนคติที่เป็นบวก ก็จะมีความสามารถในการทำให้สถานการณ์เป็นบวกไปด้วย แต่ถ้าทัศนคติเป็นลบ แม้สถานการณ์ที่ธรรมดาที่สุดก็ดูเหมือนจะเป็นปัญหา เป็นพลังลบ ดังนั้นทุกการกระทำที่ทำด้วยทัศนคติเช่นไร ก็ย่อมสร้างผลกระทบที่เป็นเช่นนั้นต่อชีวิตของตัวเขาเองและของผู้อื่นด้วย
การดึงใจกลับมามั่นคงในตนเอง และจดจ่อกับเรื่องราวที่ทำให้ใจเบาสบายผ่อนคลายในทุกสถานการณ์ที่ท้าทายนั้นสามารถทำได้โดยง่าย เพียงทำบ่อยๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า และทำไปให้ชินเหมือนตื่นมาอาบน้ำ กินข้าวเช้า พูดง่ายๆ คือ ทำไปตลอดชีวิต
ในขณะที่กำลังทำงานใดๆ ทัศนคติที่อนุญาตให้ภาระของงาน ปัญหาจากผู้ร่วมงาน หรือสถานการณ์รอบตัว เข้ามาสะสมหมักดองอยู่ในใจเท่ากับเป็นการสะสมระเบิดเวลาให้ความสดใส และกำลังใจในชีวิตถูกตัดทอน ซึ่งนั่นเป็นการเปิดทางให้ความเบื่อหน่ายเข้ามาแทนที่ เมื่อคุณค่าแห่งความชื่นบานในการเผชิญสถานการณ์นั้นถดถอยลง
ทัศนคติที่มีพลังบวก เปรียบเสมือนพระอาทิตย์ที่ทำหน้าที่ให้แสงสว่างแก่โลกตามธรรมชาติ มนุษย์แต่เดิมแท้คือผู้ที่มีใจเบิกบาน สดใส ให้ความรัก และให้กำลังใจต่อตนเองได้ในทุกสถานการณ์ตามธรรมชาติ เช่นเดียวกัน
สภาพของจิตใจที่เป็นบวกนี้สร้างผลกระทบที่ดีอย่างมากและสามารถแพร่กระจายไปรอบๆ เพื่อไปสัมผัสกับชีวิตของผู้อื่นได้อีกด้วย เช่น คนที่มีทัศนคติที่ดีเมื่อได้ทำงานร่วมกับใครก็ตาม แม้จะเป็นการทำงานที่กดดัน และน่าเบื่อตามตารางเวลาประจำวันที่ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาหลายๆ ปี แต่ในขณะเดียวกันผู้ที่มีทัศนคติที่ดีงามถูกต้องจะมีมุมมองในการจัดโปรแกรมสำหรับรับสภาพความคิดและจิตใจให้ตัวเขาเองมีพลังของใจโฟกัสไปในทางสดชื่น แจ่มใส เพราะเข้าใจหลากสภาวะของชีวิต
ผู้ที่มีทัศนคติที่ตั้งไว้ที่ความถูกต้องจะไม่มีความไม่พอใจใครง่ายๆ โดยส่วนมากมักเข้าใจถึงความสำคัญของการรักษาจิตใจให้ไม่วนเวียนอยู่ในความคิดที่ลดพลัง และเมื่อจิตใจตั้งมั่นอย่างสม่ำเสมอในความสดชื่น แจ่มใส และเข้าใจความยุ่งยาก ลำบากใจ และปัญหาที่เข้ามาท้าทายว่าสุดท้ายทุกสิ่งคือเรื่องธรรมดา การมีมุมมองเช่นนี้ คือ การฝึกความจดจ่อความคิดและจิตใจไปในทิศทางที่ให้พลัง และเมื่อทำเช่นนี้จนเป็นนิสัย เท่ากับเป็นการส่งกระแสคลื่นที่ดีจะกระจายออกไปให้ผู้อื่นและให้โลกโดยอัตโนมัติ
เพื่อที่จะมีชีวิตที่มีความสุขสดชื่นมากขึ้น จิตใจและสติปัญญาควรเป็นอิสระ จากการคิดถึงสิ่งไร้ประโยชน์ใดๆ มีความรักและเห็นคุณค่าในตนเอง มีความอดทนอดกลั้น คือ ความสมัครใจที่จะให้เวลาและชีวิตเคลื่อนไปข้างหน้าตามจังหวะของเวลา โดยไม่เสียภาพของจุดหมายปลายทาง ไม่ปล่อยให้การเร่งรีบ และความรีบร้อน หรือความวิตกกังวลทำให้ความสุข ความสงบในจิตใจหายไป
รักษาศรัทธาต่อตนเองและให้ความรักที่เหนียวแน่นแก่ตนเองโดยเฉพาะเมื่อมีบางสิ่งที่ทำให้หัวใจมีความทุกข์เกิดขึ้นมาในชีวิต เราสามารถทำให้ตัวเองประหลาดใจได้โดยที่ยังคงให้กำลังใจตนเองได้อยู่และทำให้เรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็กให้ได้ หรืออีกทางหนึ่งคือมองปัญหาให้เป็นโอกาสในการเรียนรู้และเติบโต โดยผ่านการให้อภัยและไม่เก็บการมองเห็นแต่ความผิดพลาดของตนเองซ้ำๆ และซ้ำๆ จึงมีแต่สายตาจับผิดในการมองแต่ข้อผิดพลาดของผู้อื่นซ้ำๆ และซ้ำๆ
อนุญาตให้ตนเองก้าวไปข้างหน้าต่อไป และไม่มีหัวใจล้มเหลวจากอดีตเป็นขยะพ่วงใจตามติดตัวไปทุกที่ กระจกของจิตใจคือคำพูดและการกระทำของตัวเราเอง และความคิดที่เรามีต่อตนเองและต่อผู้อื่น ทุกคนคือกระจกสะท้อนใจเรา ทุกคนคือครูของเรา
หากนักเรียนไม่ยอมเรียน ครูก็จะมาสอนซ้ำๆ และซ้ำๆ เรื่องเดิมๆ แค่เปลี่ยนคนมาสอน ทุกบทเรียนที่เข้ามาในชีวิตไม่มีสิ่งใดเลยที่พบเจอที่เป็นเหตุบังเอิญ ฝึกไม่ให้เหตุการณ์ หรือใครมาดึงรั้งจิตใจเราได้ ซึ่งเป็นการบำบัดตนเองที่แท้จริงที่เกี่ยวข้องกับการให้พลังแห่งความรักและความเมตตาต่อตนเอง และต่อคู่กรณีที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเสมอ ทำความเข้าใจว่าสถานการณ์ไม่ได้แย่ เท่ากับความคิดวกวน คิดลบๆ ซ้ำๆ ไปมา ที่คนตกหลุมในความเป็นเหยื่อชีวิตนั่งคิดผิดสงสารตัวเอง เหมือนคนที่ไม่รู้ตัวเองว่า ลึกๆ แล้วตัวเองเป็นศัตรูเบอร์หนึ่งของตนเองที่อยากทำร้ายตัวเองให้แดดิ้น
ในกรณีนี้คำยืนยันต่อหัวใจตนเองที่ต้องพูดกับตัวเองให้ยกระดับความคิดและมุมมองต่อตนเองให้ดีขึ้น สามารถพูดชื่นชมตนเองอย่างจริงใจบ่อยๆ ว่า “เราน่ารักและเต็มไปด้วยความรัก”
ดึงความคิด ความรู้สึกกลับมาที่ตัวเอง ทำให้ตัวเองใจนิ่งๆ หายใจเข้ายิ้ม หายใจออกผ่อนคลาย ทำใจให้เสถียร หาพื้นที่ในใจให้เกาะอยู่กับเรื่องดีๆ ให้บ่อยๆ คิดถึงภาพสวยๆ ที่เราชอบ คนดีๆ ที่เขาดีกับเรา รักเรา คิดถึงสีฟ้าสีเขียวของต้นไม้ใบหญ้าท้องฟ้าแทนการคิดวนๆๆๆๆ ถึงแต่เขาหรือพฤติกรรมของเขาที่เราเอาใจเราไปตัดสิน
ตัดสินมากก็ทุกข์มาก การฝึกรักตัวเองจนล้น ล้นออกไปจนสามารถแชร์ให้ผู้อื่น ให้เขามีความสุขที่ได้อยู่ใกล้ หรืออยากทำงานด้วย ความสุขอย่างง่ายสามารถทำได้ด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์ เปลี่ยนความเจ็บปวดเป็นบทเรียนอันล้ำค่า เปลี่ยนความคาดหวังร้องขอ เป็นการให้อิสรภาพ เปลี่ยนความกลัวเป็นความศรัทธาและเชื่อมั่น เปลี่ยนความห่วงหา อาลัย ผูกพัน ยึดมั่น เป็นการรู้ค่าถนอมรักษา เปลี่ยนจากการเรียกร้องอยากได้ทุกสิ่ง มาเป็นทิ้งไม่เอาอะไรจนได้ไปในทุกๆ สิ่ง &O5532;
เกี่ยวกับผู้เขียน
ดร.วรัญญา สะอาดเอี่ยม ริเท็นนิสผู้เขียนหนังสือนักรบ...สนามชีวิต สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์ และนักเขียนที่สร้างแรงบันดาลใจให้คิดบวกในชีวิต







