
เที่ยวชอลลาบุก ทั้งสนุก ทั้งอร่อย
เสน่ห์ของจังหวัดชอลลาบุก ประเทศเกาหลีใต้ นอกจากจะเป็นอีกหนึ่งอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของประเทศแล้ว
โดย...ทีมงานโลก 360 องศา [email protected]
เสน่ห์ของจังหวัดชอลลาบุก ประเทศเกาหลีใต้ นอกจากจะเป็นอีกหนึ่งอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของประเทศแล้ว ผู้คนที่นี่ก็มีวิถีชีวิตเรียบง่าย เปิดรับความทันสมัยใหม่บ้าง แต่ไม่มากเหมือนจังหวัดอื่นๆ เพราะวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่ไม่ต้องรีบเร่ง ชาวเกาหลีบอกกับเราว่าที่จังหวัดนี้มีเมืองอยู่เมืองหนึ่ง ที่มีการสนับสนุนแนวคิดให้ผู้คนใช้ชีวิตช้าๆ ซึ่งชาวตะวันตกเค้าเรียกเมืองที่มีลักษณะแบบนี้ว่า Slow City
จุดเริ่มต้นของแนวคิด Slow City เกิดขึ้นในปี 1999เมื่อนายกเทศมนตรีจาก 4 เมืองเล็กๆ ในอิตาลี เห็นพ้องต้องกันว่า แนวคิด Slow Food ที่สนับสนุนให้ผู้คนรับประทานอาหารช้าลง เพื่อใส่ใจกับคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น สามารถนำไปประยุกต์ให้กลายเป็นแนวคิด Citta Slow หรือ Slow City ได้ ซึ่งสนับสนุนให้ผู้คนใช้ชีวิตให้ช้าลง แต่ไม่ช้าจนล้าสมัย ตระหนักถึงคุณค่าของการใช้ชีวิตให้คุ้มค่า บนพื้นฐานของการดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น แต่ก็เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบัน Slow City ได้ก่อตั้งเป็นองค์กรที่มีสมาชิกกว่า 30 ประเทศทั่วโลก โดยที่เกาหลีใต้เป็นประเทศแรกในเอเชียที่เข้าร่วม
เมืองชอนจู (Jeonju) ในจังหวัดชอลลาบุกคืออีกเมืองหนึ่งที่เกาหลีใต้สนับสนุนให้เป็น Slow City จากทั้งหมด 11เมืองที่ได้สนับสนุนให้เกิดขึ้นมาแล้ว เมืองนี้มีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยยุคโชซอน ซึ่งครั้งหนึ่งนั้นเคยถูกกองทัพญี่ปุ่นใช้เป็นฐานทัพเพื่อส่งออกพืชพรรณธัญญาหารกลับประเทศและก็เกิดการต่อสู้จนต้องพ่ายแพ้กลับไป ทำให้เมืองนี้ยังคงรัษาวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของโชซอนไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ซึ่งกษัตริย์แทโจ (Taejo) ผู้สถาปนาอาณาจักรโชซอนก็ถือกำเนิดขึ้นที่เมืองนี้
หมู่บ้านชอนจูฮันอ๊ก (Jeonju Hanok Village) คือสถานที่เหมาะอย่างยิ่ง หากอยากจะย้อนเวลากลับไปสัมผัสกบั บรรยากาศส่วนหนงึ่ เมอื่ ครั้งเมอื งนเี้คยร่งุ เรือง ซงึ่ ที่นี่ประกอบไปด้วยบ้านโบราณ ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมในแบบโชซอนกว่า 800 หลัง เรียงรายกันอยู่ท่ามกลางตึกสมัยใหม่ บางหลังก็มีคนอาศัยมาแต่ดั้งเดิม โดยยึดอาชีพโบราณ เช่น ทำกระดาษสา ส่วนอีกหลายหลังก็ถูกประยุกต์ให้เป็นร้านค้าร้านอาหารเพื่อให้นักท่องเที่ยวมีกิจกรรมระหว่างเที่ยวชม
ที่หมู่บ้าน Jeonju Hanok อาจจะถูกปรับเปลี่ยนประยุกต์ให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ๆ ก็เลยทำให้เห็นบรรยากาศและเอกลักษณ์วัฒนธรรมที่เก่าแก่ของชอนจูได้ไม่เด่นชัดแล้วถ้าอยากจะสัมผัสกับวัฒนธรรมเหล่านั้น ต้องไปที่ไหน?ชาวชอนจูแนะนำว่าต้องมาที่ Korea Traditional CultureCenter ซึง่ ที่นีร่ วบรวมเอารา้ นรวงของเหลา่ศิลปนิพื้นบา้นที่มีชื่อเสียงของชอนจู เช่น ร้านตุ๊กตากระดาษ ที่ใช้วัสดุจากกระดาษสาโบราณ แต่ใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปเป็นตุ๊กตากระดาษที่ง่ายต่อการนำไปประกอบด้วยตัวเองหรือจะเป็นร้านตัดชุดฮันบก ชุดประจำชาติของเกาหลีใต้ซึ่งก็มีหลายร้านที่เจ้าของร้านมีความพยายามจะฟื้นฟูชุดฮันบกในสมัยโชซอนด้วยกรรมวิธีดั้งเดิม ตั้งแต่การถักทอผ้าด้วยวิธีโบราณ ไปจนถึงการตัดเย็บด้วยมือล้วนๆไม่ใช้แม้กระทั่งจักรเย็บผ้า หากใครที่ได้มีโอกาสมาเยือนชอนจูแล้ว ก็ลองหาโอกาสมาเที่ยวที่นี่ มาสนับสนุนงานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านเหล่านี้ เพื่อเป็นกำลังใจให้เหล่าศิลปินมีทุนมีแรงใจในการสืบสานงานศิลป์ต่อไป
การที่เหล่าศิลปินจะสามารถสืบสานและอนุรักษ์งานศิลป์พื้นบ้านที่ทรงคุณค่าได้นั้น ก็มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการสนับสนุน ทั้งจากคนในประเทศ รวมถึงชาวต่างชาติที่เข้าไปท่องเที่ยว อย่างไรก็ตามศิลปินผู้รังสรรค์ผลงานเองก็มีความจำเป็นที่จะต้องรู้จักปรับประยุกต์เพิ่มคุณค่าและใส่ความคิดสร้างสรรค์เพิ่มเข้าไป ดังเช่นขนมพื้นบ้านของเกาหลีใต้ที่มีชื่อเรียกว่า “ฮันกวา” (Hangwa)ซึ่งเป็นขนมพื้นบ้านโบราณ ชาวเกาหลีเชื่อว่ามีมาตั้งแต่สมัยยุคสามก๊กเกาหลี และเป็นอาหารมงคลที่นิยมถวายพระสงฆ์และกษัตริย์ในสมัยก่อน ปัจจุบันนิยมใช้เป็นของฝากในวันสำคัญทางศาสนาหรือเนื่องในโอกาสพิเศษต่างๆ
เราได้รับเกียรติให้เข้าเยี่ยมชมโรงงานผลิตขนมฮันกวาเมียงชิน (Myungshin) ในเมืองอิกซาน (Iksan) ซึ่งเป็นกิจการเล็กๆ ในระดับครอบครัวของคุณชอน ซึงฮี ที่สืบทอดการทำขนมฮันกวามาจากบรรพบุรุษ โดยเน้นการใช้วัตถุดิบจากข้าวพันธุ์ท้องถิ่นเท่านั้น ถึงแม้ที่นี่จะนำเครื่องจักรทันสมัยมาช่วยทุ่นแรง แต่ยังคงสืบทอดสูตรและวิธีการแบบโบราณ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมทำแป้งหมักกับโซจู ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาหมัก 15 วันถึง 1 เดือน ทั้งๆ ที่สามารถใช้สารเร่งกระบวนการหมักได้ แต่อาจจะไม่ดีต่อสุขภาพผู้บริโภครวมถึงการทำน้ำเชื่อมก็อีกเช่นกัน โดยใช้วัตถุดิบจากข้าวหุงสุกผสมกับข้าวบาร์เลย์ ไปเคี่ยวในน้ำเดือดเป็นเวลาถึง 2 วัน ทั้งๆ ที่สามารถซื้อน้ำเชื่อมสำเร็จรูปมาใช้ก็ได้ซึ่งนั่นก็ทำให้ขนมฮันกวาที่นี่มีชื่อเสียง จากการคงรสชาติตามแบบฉบับดั้งเดิมไว้ นอกจากนั้นที่นี่ก็ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย เปลี่ยนจากขนมที่มักจะรับประทานกันเฉพาะแต่ในวันสำคัญต่างๆ ให้กลายเป็นขนมทานเล่นได้ทุกที่ทุกเวลา
นอกจากขนมพื้นเมืองอย่างฮันกวาที่มีชื่อเสียงที่เมืองอิกซานแล้ว จังหวัดนี้ก็มีชื่อเสียงด้านการเป็นแหล่งจับสัตว์ทะเลอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมืองกุนซาน (Gunsan)ที่ในอดีตเป็นเพียงเมืองประมงชายฝั่งเล็กๆ ที่ขึ้นชื่อเรื่องการเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญของคาบสมุทรเกาหลี แต่เคยถูกครอบครองโดยญี่ปุ่น เพื่อใช้เป็นท่าเรือสำคัญในการส่งออกข้าวกลับไปยังประเทศญี่ปุ่น จนเกิดการทำสงครามในอีกหลายๆ ครั้งต่อมา ปัจจุบันสามารถชมอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆที่เคยใช้จริงในสงครามได้ที่ Marine Jinpo Theme Park
เมื่อสงครามสงบเมืองกุนซานก็เปลี่ยนยุทธศาสตร์จากที่เคยเป็นท่าเรือส่งออก ให้กลายมาเป็นทา่เรือที่นำ เข้าอาหารทะเลมาหล่อเลี้ยงผู้คนในประเทศแทน อาหารทะเลที่มีชื่อเสียงที่สุดของที่นี่ก็คือ “ปู” ที่ถูกนำไปแปรรูปเป็นปูดองซึ่งเราได้รับคำแนะนำว่า ปูดองที่อร่อยและขึ้นชื่อที่สุดในกุนซาน ต้องไปรับประทานที่ภัตตาคาร Blue Crab และเราก็ได้รับคำเชื้อเชิญจากคุณลี ซึง อิล เจ้าของภัตตาคารและยังเป็นเจ้าของโรงงานผลิตปูดองที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้ให้เข้าไปเยี่ยมชมการผลิตปูดองที่โรงงานของเขา คุณลีบอกว่ารสชาติอร่อยของปูดองที่นี่ ต้องมาจากปูที่จับได้ในกุนซาน หรือรอบๆ ทะเลเกาหลีเท่านั้น ซึ่งเคยลองนำเข้าปูจากประเทศจีนมาผลิต ก็ไม่สามารถทำให้มีรสชาติอร่อยเหมือนปูที่จับได้ที่นี่ และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้โรงงานของเขามุ่งเน้นการผลิตเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ นอกจากนั้นซอสถั่วเหลืองก็ถือเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบสำคัญที่ใช้สำหรับดองปู ซึ่งคุณลีบอกว่าเคล็ดลับของเขาคือการใช้ซอสถั่วเหลืองที่ผลิตขึ้นเองด้วยสูตรลับเฉพาะ ที่ติดอกติดใจใครหลายคนที่มากุนซานแล้วจะต้องไม่พลาดชิมเมนูปูดอง
ด้วยความที่เมืองนี้มีชื่อเสียงในด้านการเป็นแหล่งเกษตรกรรมขนาดใหญ่ของประเทศ แต่ปัญหาคือจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น พื้นที่ทางการเกษตรลดลง นั่นจึงนำไปสู่โครงการก่อสร้างขนาดมหึมาที่ตั้งอยู่ที่เมืองกุนซานโครงการนี้มีชื่อว่า “เซมากึม” (Saemangeum) ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการเมกะโปรเจกต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเกาหลีใต้ชาวเกาหลีบอกว่าโครงการนี้จะพลิกโฉมหน้าจังหวัดชอลลาบุก เพราะด้วยกำแพงกันคลื่นที่มีความยาวกว่า33.9 กิโลเมตร ยาวที่สุดในโลก ล้อมรอบพื้นที่ปากแม่น้ำกินอาณาบริเวณถึง 400 ตารางกิโลเมตร ณ จุดตรงนี้เองที่ปัจจุบันเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ และตัวกำแพงกันคลื่นนี่เองที่จะทำให้เกิดการทับถมของดินตะกอนแม่น้ำจนกระทั่งเกิดเป็นแผ่นดินที่สามารถนำไปพัฒนาใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่การเกษตร ซึ่งคาดการณ์กันว่าจะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางด้านอาหารให้กับเกาหลีใต้อย่างมาก โครงการนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของชาวเกาหลี เพราะเป็นโครงการก่อสร้างที่ออกแบบและก่อสร้างโดยชาวเกาหลีทั้งหมด ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเอาชนะพลังธรรมชาติได้
จังหวัดชอลลาบุกคืออีกหนึ่งโฉมหน้าการพัฒนาที่แตกต่างของประเทศเกาหลีใต้ การท่องเที่ยวในจังหวัดนี้ไม่ได้ยากจนเกินไป สามารถเริ่มต้นการเดินทางได้ทั้งจากกรุงโซลและเมืองปูซาน ซึ่งก็มีเที่ยวบินตรงจากประเทศไทยทั้งสองประเทศ ประเทศนี้ก็มีการคมนาคมเชื่อมต่อที่หลากหลายและสะดวกสบาย และก็มีหลายสถานที่ท่องเที่ยวที่มีโปรโมชั่นดีๆ สำหรับนักท่องเที่ยวอยู่เสมอ ซึ่งสามารถติดตามข่าวสารได้จากทาง อสท.เกาหลีประจำประเทศไทย การเดินทางของเรายังไม่สิ้นสุด โปรดติดตามต่อในสัปดาห์ถัดไปและอย่าลืมรับชมรายการโลก 360 องศา ในจังหวัดชอลลาบุกได้ทุกวันเสาร์ เวลา 21.15-22.00 น. ทาง ททบ.5







