
อยากให้แม่กอด...สักครั้ง
สิ่งที่เป็นไฮไลต์ของการไปเยี่ยมน้องๆ คือ การให้พวกเขาได้ให้อภัยตนเอง ให้โอกาสตนเองใหม่ และให้รู้จักพูดคำว่า “รักพ่อ รักแม่”
สิ่งที่เป็นไฮไลต์ของการไปเยี่ยมน้องๆ คือ การให้พวกเขาได้ให้อภัยตนเอง ให้โอกาสตนเองใหม่ และให้รู้จักพูดคำว่า “รักพ่อ รักแม่”
เรื่อง ดนัย จันทร์เจ้าฉาย
สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งไม่ค่อยมีใครอยากเข้าไปเท่าไร คือ สถานพินิจ ซึ่งมีทั้งบ้านเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาและบ้านปรานี เป็นที่ดูแลเยาวชนหลายพันคนที่กำลังรอคอยคำพิพากษาว่ากระทำผิดหรือไม่ หรือถ้าตัดสินแล้วว่าผิดจริง เยาวชนเหล่านี้อาจต้องใช้ชีวิตอยู่ในการดูแลของสถานพินิจเป็นเวลานานนับเดือน หรือนับปีตามแต่ระดับความผิดของแต่ละคน
แม้ว่าคนไทยจะเป็นคนใจบุญและชอบดูแลเด็กๆ ที่ได้รับโอกาสน้อยกว่าในสังคม แต่เป็นที่สังเกตว่า เยาวชนในสถานพินิจเหล่านี้กลับไม่ค่อยได้รับการใส่ใจจากผู้ใจบุญทั้งหลาย อาจเนื่องมาจากสาเหตุว่า การเข้าไปทำกิจกรรมต่างๆ ต้องขออนุญาตก่อน และต้องผ่านการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด นอกจากนี้กลุ่มเยาวชนอายุ 15–17 ปี โดยส่วนใหญ่อาจดูแล้วไม่น่ารัก ไม่น่าเอ็นดูสักเท่าไรนัก บางคนอาจดูน่ากลัวด้วยซ้ำไป มีรอยสักเต็มตัว หรืออาจมีแววตาที่ไม่เป็นมิตร
แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ผมจึงมีความรู้สึกเป็นห่วงและผูกพันกับเยาวชนของชาติในสถานพินิจเป็นพิเศษ คงเป็นเพราะจำได้ว่า สมัยเป็นวัยรุ่นเราก็เคยทำผิดเหมือนกัน แม้จะไม่รุนแรงเท่า เป็นความผิดประเภทสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า โดดเรียน ตามที่เพื่อนฝูงชักจูงตามความคึกคะนอง ด้วยความรู้สึกว่าอยากเป็นที่ยอมรับในกลุ่ม ดังนั้น เมื่อผมได้มีโอกาสสัมผัสกับเยาวชนเหล่านี้ จึงมีความเข้าใจและรู้สึกเห็นใจพวกเขา ไม่อยากให้สิ่งที่เด็กๆ ทำผิดพลาดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตนี้ ดึงให้ชะตาชีวิตของพวกเขาตกต่ำลงไป ด้วยการกระทำที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรืออารมณ์เพียงชั่ววูบที่อาจส่งผลต่อชีวิตที่เหลือ
เร็วๆ นี้ ผมได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมน้องๆ ที่บ้านเมตตาอีกครั้ง สถานที่แรกรับเด็กที่ถูกเรียกว่า “ผู้ถูกกล่าวหา” ซึ่งอยู่ในขั้นตอนระหว่างรอศาลจะเป็นผู้ตัดสินว่าผิดจริงหรือไม่ เด็กจะเข้ามาอยู่ที่สถานที่แห่งนี้ ประมาณ 45 วัน แต่ถ้าผ่านการตัดสินโทษแล้วจะต้องอยู่ที่นี่ภายใต้ พ.ร.บ.ฟื้นฟูตั้งแต่ 60 วัน ถึง 90 วัน หรือตามแต่โทษที่ได้รับ โดยเด็กส่วนใหญ่จะถูกตัดสินข้อหายาเสพติด รองลงมา คือ ลักทรัพย์ และปล้น นอกนั้นจะเป็นคดีอื่นๆ ขณะนี้มีเยาวชนอยู่ในบ้านเมตตาประมาณ 400 คน อายุตั้งแต่ 15 ปี แต่ไม่ถึง 18 ปี แต่บางคนอายุ 24 ปี เพราะในช่วงที่ทำความผิดนั้นยังเป็นเยาวชน แต่จำนวนเยาวชนที่อยู่ในกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนทั่วประเทศในเดือน มิ.ย. 2553 มีจำนวน 6,200 คน
วัตถุประสงค์ของการมาเยี่ยม คือ การให้กำลังใจให้เยาวชนเหล่านี้มีความรู้สึกว่า เขายังได้รับความสนใจ ได้รับความรักและโอกาส โดยผมจะบอกว่า เป็นตัวแทนของคนไทยอีกหลายล้านคนที่รอคอยการกลับสู่สังคมของพวกเขา ไม่ว่าจะทำผิดอะไรก็ตาม เราสามารถแก้ไขปรับปรุงตัว ไม่ทำผิดซ้ำอีก และกลับมาอย่างสง่าผ่าเผยได้อีกครั้ง
ผมสังเกตแววตาของเด็กๆ หลายคนที่ไม่กล้าสู้หน้า ไม่กล้าสู้สายตา เขาสงสัยว่า คนอื่นจะมองเขาอย่างไร จะตัดสินพิพากษาไปแล้วหรือยังว่า เขาเป็นคนไม่ดี เป็นคนผิด เป็นคนที่สังคมไม่ต้อนรับ แต่แววตาของเด็กหลายๆ คน ก็รู้สึกตื่นเต้น มีชีวิตชีวา มีความสุขและมีความหวัง เด็กๆ สนุกสนานกับกิจกรรม “ดีท็อกซ์ใจ เปลี่ยนแปลงนิสัยเยาวชน” ที่เราจัดให้ ตั้งแต่การเล่นเกม การร้องเพลง การสวดมนต์ ตั้งปณิธานรักษาศีลห้าอย่างเคร่งครัด ก่อนจะเปลี่ยนเสื้อและสวมสายรัดข้อมือ “คนไทยหัวใจสีขาว”
สิ่งที่เป็นไฮไลต์ของการไปเยี่ยมน้องๆ คือ การให้พวกเขาได้ให้อภัยตนเอง ให้โอกาสตนเองใหม่ และให้รู้จักพูดคำว่า “รักพ่อ รักแม่” ขอโทษในสิ่งที่ได้ทำผิดลงไป และสัญญาว่าจะกลับตัวใหม่ เด็กๆ ได้เขียนข้อความที่สะท้อนออกมาว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากการที่พ่อแม่ไม่มีเวลา ไม่ใส่ใจ ไม่ให้ความรักและความอบอุ่นแก่ลูกหลาน
เด็กบางคนเขียนว่า “ต่อไปผมจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอีก..ผมอยากให้แม่กอดสักครั้ง” เด็กบางคนเขียนว่า “อยากให้พ่อเลิกบุหรี่ เลิกดื่มเหล้า จะได้มีเวลามาอยู่กับผมบ้าง ผมอยากเรียนหนังสือ อยากเป็นเด็กดี”
“พ่อจ๋า แม่จ๋า...ผมอยากให้เอาใจใส่ผมให้มากกว่านี้...”
เด็กคนหนึ่งเขียนว่า “อยากให้ทุกคนรักๆ กันไว้ ไม่ก่อเรื่องเดือดร้อน เพราะตอนนี้ก็ทำให้ประเทศชาติแย่ลงแล้ว ถ้าทุกคนทำไม่ได้ อนาคตของชาติจะไม่มีต่อไป นี่คือ สาเหตุที่ทำให้เด็กต้องเกี่ยวข้องกับอบายมุข”
ผมคิดว่า ผู้ใหญ่หลายคนฟังแล้วคงสะอึกว่าเยาวชนของเราก็มีความคิดอ่านที่ดี และอยากเป็นคนดีกันทั้งนั้น ตอนนี้ ถึงเวลาที่เราต้องขอคืนพื้นที่หัวใจแห่งความสุขให้กลับคืนมา ขอคืนความรักความอบอุ่นให้เริ่มต้นขึ้นในสังคม กับคนที่มีความหมายมากที่สุดในชีวิตของเรา
ในทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก ผมเป็น “คุณลุง” เป็น “คุณอา” ของเด็กๆ หลายคน แต่ในสถานที่แห่งนี้ ผมถูกเรียกว่า “พ่อ” และมีเด็กเข้ามากอดแน่น ไม่ยอมปล่อย ราวกับว่าไม่เคยมีใครกอดเขามาก่อน...หากเรายังมีลูกหลาน มีคนที่เรารัก ลองเปิดพื้นที่หัวใจให้แก่กัน เพื่อเชื่อมโยงความรักและความรู้สึกที่ดีแก่กัน ด้วยการกอด การสัมผัสบ้างนะครับ







