
แบ่งปัน หรือ แข่งขัน After You
“เชิญ...คุณก่อน !!!” คือคำแปลของคำว่า“After You”
โดย...ดำรงค์ พิณคุณ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
“เชิญ...คุณก่อน !!!” คือคำแปลของคำว่า“After You”
หากใครได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Titanicเรื่องของ Jack กับ Rose เรื่องราวของความรักที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วัน แต่ประทับใจฝ่ายหญิงไปเกือบ 100 ปี และประทับใจผู้ชมทั้งโลกขณะที่ความรักกำลังเบ่งบาน โลกทั้งโลก
เป็นสีชมพู สำหรับหนุ่มสาวที่กำลังมีความรักแต่ถูกกีดกันด้วยชนชั้นทางสังคม
เมื่อเรือไททานิคได้ออกจากฝั่งครั้งแรกและได้ไปกระแทกกับก้อนภูเขาน้ำแข็งขนาดย่อม ทำให้น้ำทะเลเย็นเฉียบทะลักเข้าเรือลำใหญ่ ภายใต้ท้องเรือที่บรรจุผู้โดยสารชั้น3 (ตั๋วราคาถูก) มีน้ำเข้ามาเป็นแห่งแรก ทุกคนต่างวิ่งหนีตายจากน้ำที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว
ผู้โดยสารระดับไฮโซ ชั้น 1 ยังไม่แน่ใจว่าอุบัติเหตุนั้นหนักเพียงไร
การอพยพผู้คนลงเรือสำรองลำเล็กๆค่อยๆ ทยอยลงไปเรื่อยๆ
หากใครได้ดูภาพยนตร์อย่างพินิจพิเคราะห์โดยละเอียด จะเห็นความสำคัญของคำว่า“Gentleman” หรือ “สุภาพบุรุษ”
การหนีอพยพลงเรือสำรอง ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปในช่วงแรก โดยให้ “เด็ก+ผู้หญิง+สุภาพสตรี และ คนชรา” ลงเรือกู้ชีพก่อน
ส่วนฝ่ายชายที่เรียกตัวเองว่า “Gentleman”หรือ “สุภาพบุรุษ” เป็นผู้เสียสละตนเองด้วยการยอมเป็นคนกลุ่มสุดท้าย
เมื่อความโกลาหลหนักขึ้น หลังจากเกิดอุบัติเหตุเรือชนกับก้อนภูเขาน้ำแข็งผ่านไปประมาณเกือบหนึ่งชั่วโมง ทำให้ทุกคนพยายามหนีเอาตัวรอด
ภายใต้สถานการณ์คับขัน ไม่ว่าจะเป็นบนเรือ / ในโรงภาพยนตร์ / ชีวิตจริง / การทำงาน/ เรียนหนังสือ / การแข่งขัน / บททดสอบชีวิต/ ทุกคนล้วนต้องการ “เอาตัวรอด”
เมื่อเราได้ชมจากภาพยนตร์ไททานิค เราอาจจะเห็นเรื่องราวที่ผู้กำกับอย่าง เจมส์ คาเมรอน ได้แสดงภาพทางจิตวิทยาของผู้คนออกมาให้เห็นกัน
ท่ามกลางความโกลาหลหนีเอาตัวรอดอย่างจริงจัง จะมีบางคนที่ยังคงเป็นสุภาพบุรุษอยู่ เช่น ชายอาวุโสที่แต่งชุดทักซิโด สวมหมวกทรงสูง พร้อมคนรับใช้ที่ไม่ยอมให้สถานการณ์เปลี่ยนตนเองจากสุภาพบุรุษเป็นคนทั่วไป
ความสำคัญของคำว่า “Gentleman”หรือ “สุภาพบุรุษ” ทำให้ชีวิตของตนเองดูยิ่งใหญ่ แม้วินาทีสุดท้ายของชีวิต
ส่วน “คนรวย” ก็พยายามเอาเงินไปให้ลูกเรือเพื่อที่ตนเองจะได้ขอที่นั่งในเรือหลบภัย
บรรดา “คนธรรมดา” ก็หนีเอาตัวรอดแบบตัวใครตัวมัน
ลูกเรือบางคนทนแรงกดดันไม่ไหว ก็ควักปืนออกมายิงตัวตาย
คุณแม่ลูกสองที่อยู่ในชั้นโดยสารชั้น 3เจียมตัวว่าตนเองและลูกไม่รอดแน่ ก็นอนอ่านนิทานให้ลูกฟัง จวบนาทีสุดท้ายของชีวิต
นักดนตรี ประจำบนเรือก็เล่นดนตรีไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นรอบๆตัว ขนาดนัดแนะกันแล้วว่า “พวกเราจะเล่นเป็นเพลงสุดท้าย” แต่เมื่อเล่นจบเพลง ต่างคนต่างอยากจะแยกย้ายกันไป แต่ก็ไม่รู้จะไปไหนกันดี เพราะความวุ่นวายหนักข้อขึ้นเรื่อยๆในที่สุดพวกเขาก็เล่นดนตรี ได้ทำในสิ่งที่เขารัก ถึงนาทีสุดท้ายของชีวิต
กัปตันเรือ ยอมปล่อยให้ตัวเองหมดลมหายใจพร้อมกับเรือที่ตนเองควบคุม การรับผิดชอบต่อผลงานที่ตนทำขึ้น ไม่ว่าเหตุการณ์จะดีหรือร้าย คนใหญ่ที่สุดต้องรับผิดชอบต่อสิ่งนั้น ซึ่งนั่นคือ “วิถีผู้นำ”
เมื่อชายหนุ่มพัฒนาจากเด็ก กลายเป็น“ผู้ใหญ่เต็มตัว” จาก A boy เป็น A manกลายเป็น The Gentleman จำเป็นจะต้องมีคำว่า “After You” ที่เคียงคู่กันไปกับคำว่า“สุภาพบุรุษ”
เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่พื้นที่สาธารณะ เช่นรถเมล์ รถไฟฟ้า สนามเด็กเล่น สวนหย่อม ร้านอาหาร ห้องน้ำ บนถนน ขับรถยนต์ เดินเท้าซื้อเครื่องดื่ม รอคิวซื้ออาหาร รอคิวที่สนามบินรอคิวขึ้นรถไฟ รอซื้อกาแฟ “Gentleman” หรือ“สุภาพบุรุษ” ส่วนใหญ่จะแสดงให้เห็นความมีน้ำใจ ด้วยการเปิดประตูให้ ช่วยถือกระเป๋าใบใหญ่ พาผู้สูงอายุข้ามถนน อุ้มเด็กที่หกล้มเก็บของตกให้คนที่เดินผ่าน
การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน คือ“ความสุขอย่างหนึ่ง” คล้ายๆ กับ “การให้”
ในบางสังคม บางประเทศ ดูเหมือนจะชื่นชมคนบริจาคเงินมากๆ ให้กับมูลนิธิต่างๆแต่เมื่ออยู่ภายใต้สนามบินเดียวกัน กับดูเหยียดหยามคนที่ขึ้นเครื่องบินในระดับชั้นประหยัด หรือดูถูกดูแคลนคนฐานะต้อยต่ำกว่า หลังจากที่เพิ่งเช็นเช็คบริจาคเงินให้การกุศลมากกว่าหนึ่งล้านบาท
“After You” หรือ “เชิญคุณก่อน” ไม่ต้องรอให้ถึงสถานการณ์คับขันที่สุด แต่อาจจะเป็นช่วงเวลาธรรมดาของทุกวัน ที่เรารู้จักคำว่า “เสียสละ” หรือ “รีบน้อยลง” ...อีกนิดหนึ่ง
การเสียสละที่นั่งให้เด็กๆ บนรถไฟฟ้า...ไม่ต้องควักเงินและไม่เสียเงิน แต่เป็นการแสดงออกของความเป็นสุภาพบุรุษ ที่ดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่ความจริง เป็น...“เรื่องใหญ่”สำหรับพื้นฐานของคำว่า “น้ำใจ” และค่อยๆสร้างคำว่า “สุภาพบุรุษ” ให้เกิดขึ้น
การคืนเงินให้กับร้านค้าที่ทอนเงินเกินมาให้ เป็นการแสดงน้ำใจเล็กน้อย และทำให้ทั้งสองฝ่ายยิ้มออก
การเดินจูงผู้สูงอายุข้ามถนน ทำได้ฟรีๆเพียงแค่เราลดความเร่งรีบของตัวเองลงเล็กน้อยและมองรอบๆ ข้างบ้างเท่านั้น
การให้อะไรบางอย่างกลับคืนสู่สังคมอย่างง่ายๆ ที่คนรุ่นใหม่อาจจะทำได้ เช่นการโพสต์เรื่องดีๆ ลงไปใน Social Networkการแชร์สิ่งดีๆ ที่เราพบให้กับคนอื่นได้รับรู้ผ่าน Smart Phone แทนที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการด่ากันผ่านเทคโนโลยี เราสามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนเอง มาเป็นผู้ให้บ้างการให้เรื่องราวดีๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต การแสดงภาพสวยๆ ผ่านโลกออนไลน์ ย่อมดีกว่าคำพูดแย่ๆ ที่บางครั้งต้องผ่านการดัดแปลง+ปลอมแปลง+บิดเบือนความจริง พยายามทำลายชื่อเสียงของคนดี พยายามทำร้ายคนอื่นผ่านโลกออนไลน์
หากโลกนี้ เต็มไปด้วย คำว่า
“ฉันรู้สึกยินดีกับเธอด้วยนะ”
“ขอให้...โชคดีนะครับ”
“ขอให้มีความสุขมากๆ นะคะ”
“ขอบคุณมากนะคะ”
“น่ารักที่สุด”
“โอ้โห...เก่งจังเลย”
“ขอให้สุขภาพแข็งแรงนะครับ”
“เรียนหนังสือเก่งๆ นะลูก”
คำพูดในด้านบวก สร้างความสุขได้เสมอ
ไม่จำเป็นต้องรอให้คนอื่นเป็นคนพูดก่อนไม่ต้องรอว่า “เธอพูดก่อนสิ แล้วฉันค่อยพูด”“เธอชมฉันก่อนสิ...แล้วฉันจะชมเธอกลับ”
สำหรับคำพูดดีๆ ความคิดดีๆ สิ่งดีๆ หากเราเป็นคนเริ่มทำก่อน...อีกไม่นานจะมีคนทำตามเราเอง
และเมื่อสิ่งนั้นวนเวียนอยู่รอบๆ ตัวเรา
โลกของเราจะเต็มไปด้วยคนมีความสุขมีเสียงหัวเราะ และรอยยิ้มรอบๆ ตัวเรา







