เล่านิทานให้ลูกฟัง
ผมชอบเล่านิทาน แต่ไม่ได้เล่าให้คนอื่นฟัง (เพราะไม่มีงานและโอกาสให้เล่า) คงได้แต่เล่าให้ลูกๆ ฟัง
โดย...คุณพ่อลูกสอง
ผมชอบเล่านิทาน แต่ไม่ได้เล่าให้คนอื่นฟัง (เพราะไม่มีงานและโอกาสให้เล่า) คงได้แต่เล่าให้ลูกๆ ฟัง เริ่มเล่าให้ลูกฟังตั้งแต่ลูกคนแรกเรียนอนุบาล จนปัจจุบันกำลังขึ้นชั้น ป.4 ส่วนคนน้องขึ้น ป.2 ทุกวันนี้ผมยังไม่หยุดเล่า วันไหนถ้าได้เข้านอนพร้อมกันก็จะเล่า ถ้าอยู่เฉยๆ ลูกๆ ก็ขอให้เล่า
อ้อ...ลืมบอกว่า เดิมผมไม่ได้เล่านิทานเก่งนะ แต่พอเล่าบ่อยก็ลื่นไหล ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรก็สามารถผูกโยงเป็นเรื่องเป็นราวได้หมด ออกจากปากโดยไม่ต้องคิดพล็อตเรื่องล่วงหน้า คิดพล็อตสดๆ ตรงนั้น เวลานั้น ดำเนินเรื่องน่าตื่นตาตื่นใจ และจบลงด้วยแง่คิดดีๆ
ที่ว่าหยิบจับอะไรมาเล่าได้ เช่น เสื้อผ้า กางเกง จักรยาน ธนู เข็ม นาฬิกา แว่นตา ตึก ต้นไม้ เข็มขัด ช้าง ม้า วัว ควาย เป็นต้น สามารถเล่าได้หมด ทุกครั้งที่เล่าพวกเขาจะสนุก เพลิน ตั้งใจฟัง สงสัยก็ถาม และมีส่วนร่วมด้วยในการเล่านิทานตลอด เนื่องจากรูปแบบการเล่าของผมไม่ได้เล่าฝ่ายเดียว แต่จะให้เขามีส่วนร่วมด้วยทุกครั้งตั้งแต่ต้นจนจบ
สมมติผมหยิบเสื้อผ้ามาเล่า เล่าอย่างไรให้ลูกอยากฟัง เกิดความมหัศจรรย์ในเรื่อง ผมจะยังไม่ตั้งชื่อเรื่อง แต่จะให้ลูกๆ ตั้งชื่อเมื่อเล่าจบว่าเรื่องที่พ่อเล่านั้นควรตั้งชื่ออะไรดี เป็นการฝึกให้ลูกๆ รู้จักสรุปความหรือเรื่องราวที่ฟังว่าที่สุดแล้วเรื่องนี้ควรจะตั้งชื่อว่าอะไรหลังจากฟังจบ เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ลูกๆ รู้จักคิด ใช้สมองของเขาอย่างอิสระ
ในการเล่านิทานผมจะให้ลูกมีส่วนร่วมด้วยตั้งแต่ต้น เช่น ให้แต่ละคนเสนอมาว่าจะเอาเสื้อผ้าอะไรดี ส่วนใหญ่ลูกสองคนก็จะความคิดไม่เหมือนกัน เมื่อไม่ตรงกันก็จะให้จับสลาก เขียนสลากขึ้นมาสองใบ ถ้าจับได้สลากของใครก็เลือกเสื้อผ้าที่คนคนนั้นเสนอมาเล่า ซึ่งการที่ผมให้จับสลากก็เป็นวิธีที่ตั้งใจฝึกให้เขาเคารพกติกาหรือข้อตกลงที่ได้กำหนดขึ้น
ผมจะบอกเลย กติกาเป็นอย่างนี้ๆ นะลูกต้องเคารพ ถ้าไม่เคารพก็จะไม่ได้ฟัง พร้อมทั้งสอนในเรื่องของผลเสียของการไม่เคารพกติกา และผลดีของการยึดมั่นในกติกาให้เขาฟัง
เอาละสมมติว่าลูกชายเลือกเสื้อผ้าเป็นชุดฤาษี แต่ลูกสาวเลือกชุดนักร้อง เมื่อตกลงไม่ได้ก็จับสลากและผลการจับสลากปรากฏได้ชุดนักร้องตามข้อเสนอของลูกสาว แต่เวลาเล่าผมมิวายที่จะนำชุดที่ลูกชายเลือกมาเล่าในนิทานด้วย (ให้รู้ว่าที่เขาเสนอก็มี)
ผมจะเริ่มให้ชวนติดตามด้วยวลีว่า อตีเต กาเล กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีฤาษีท่านหนึ่ง (อย่างน้อยก็มีฤาษีตามที่ลูกชายเสนอ) นั่งบำเพ็ญภาวนาอยู่ อาศรมกลางป่า วันหนึ่งมีกล่องไม้ใบหนึ่งลอยน้ำมาติดอยู่หน้าอาศรม หยุดสักนิดถามลูก...ในกล่องมีอะไร ลูกๆ ก็จะตอบ (ให้ลูกมีส่วนร่วมเป็นระยะ) แต่ผมคงไม่ขอเล่าเรื่องนี้ให้จบ เนื้อที่ไม่พอเล่าแน่
แต่เบื้องต้นต้องดึงดูด ท่ามกลางต้องสนุกเพลิน มีสาระแฝงด้วยคุณธรรมจริยธรรมและจบลงด้วยความประทับใจ เขาฟังแล้วสามารถสรุปเนื้อหาได้เลย ซึ่งนอกจากการนำอุปกรณ์ต่างๆ มาใช้ในการเล่าแล้ว อีกแนวที่ผมถนัดคือนิทานธรรมะ ส่วนใหญ่เป็นนิทานในธรรมบท ร้อยๆ เรื่อง ไม่ต้องดูหนังสือ เล่าได้เลยทันทีเพราะเคยเรียนมา แต่เล่าคืนเดียวไม่จบ ต้องเล่าเป็นตอนๆ เช่น เรื่องพระเทวทัต เรื่องพระจักขุบาล เรื่องสุขสามเณร ทุกเรื่องสอดแทรกด้วยธรรมะหมด ลูกชอบมาก
คุณพ่อทั้งหลายลองเล่านิทานให้ลูกฟังดูครับ ผมคิดว่าแต่ละคนก็มีสไตล์ของตัวเองขึ้นอยู่กับว่าเล่าอย่างไรให้ลูกฟังแล้วมีความสุขและได้สาระ แต่ผมเชื่อว่านิทานทำให้ลูกมีความสุข ฉลาด และยกระดับจิตใจเขาครับ


