
ไพ่โง่ ค่าโง่
น่าสนใจว่าหลังจากนี้ไป รัฐบาลและหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะหงายไพ่ใบไหนออกมา
โดย...ภัทระ คำพิทักษ์
น่าสนใจว่าหลังจากนี้ไป รัฐบาลและหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะหงายไพ่ใบไหนออกมา
หลายพรรคการเมืองไม่เว้นพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งกลุ่ม นปช.และพลพรรคเสื้อแดง ประสานเสียงไปในท่วงทำนองเดียวกันชนิดเสียงไม่เพี้ยนกันสักนิดเลยว่า คสช. และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปนานกว่าที่กำหนดไว้ในโรดแมปคือปลายปีนี้ก็ได้ไม่มีใครว่า
ขออย่างเดียวคือ ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นกติกาที่ยอมรับกันได้สักหน่อยเถอะ
พรรคการเมืองและปีกเสื้อแดงทิ้งไพ่ใบนี้ออกมาในเวที คสช.ขอเชิญผู้ที่ทราบสถานการณ์ประเทศและเป็นผู้มีอิทธิพลต่อความคิดต่อสาธารณะไปหารือเรื่องปรองดอง เมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา แต่ถึงป่านนี้ยังไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก
หัวหน้า คสช.และสมาชิก คสช.ล้วนเงียบฉี่ ซึ่งพอจะเดาได้ว่า ทำไมถึงเป็นแบบนั้น เพราะเด็กอนุบาลการเมืองก็ยังหลับตานึกภาพออกว่า ขืนพากันอ้าปาก อย่าว่าจะเห็นไรฟันเลย ดีไม่ดีพวกจะล้วงตับออกไปยำกันเละ
วิษณุ เครืองาม ออกมารับหน้าเสื่อแทน คสช.ในเรื่องนี้แล้วด้วยการเตะบอลออกนอกสนามไปชั่วคราว แต่เชื่อเถอะจะช้าจะเร็ว หัวหน้า คสช.และคณะ คสช.ก็ต้องตัดสินใจว่าจะเอายังไง เพราะถึงเวลาหนึ่งมันจะต้องถึงเวลาเลิกลอยคอตีกรรเชียงอยู่ดี
เรื่องการเมืองจะชักเย่อ ดึงเกม ดึงเวลากันแบบไหน ใครยื้อได้นาน มีความรอบคอบมากกว่าคนนั้นก็อาจจะชนะ แต่ถ้าใครยังไม่ได้ศึกษาก็น่าจะศึกษาดูนะครับว่า กฎกติกาใหม่นั้น มันจะทำให้เกิดการปฏิรูปได้จริงอย่างที่ คสช.กำหนดให้เป็นดอกผลของการรัฐประหารหรือไม่ ทำไมมันถึงกลายเป็นของแสลงของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองไปได้ หรือมันจะเป็นกระดานหกพาตกลงไปสู่หายนะอย่างที่เขาเตือนกันมาจริงๆ
สำหรับผมแล้ว ภาพหนึ่งที่ชัดเจนมากที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือ พรรคการเมืองจะอ่อนแอลง จะมีกลไกใหม่ๆ เข้ามาถ่วงดุลการเมืองมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ชัดว่ากลไกเหล่านั้นจะเป็นยาวิเศษของวิเศษที่ช่วยแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่
รัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดการปฏิรูปหลายอย่างจริง เช่น การใช้งบประมาณ ฯลฯ ซึ่งเป็นของใหม่ที่น่าลอง แต่ขณะเดียวกันกลไกบางอย่างที่ควรจะถูกปฏิรูปด้วย เช่น กระบวนการยุติธรรม ฯลฯ กลับหลุดรอดจากตาข่ายฟ้าไปได้ เพราะฉะนั้นการปฏิรูปถ้าจะเกิดขึ้นได้ก็ยังต้องผ่านขั้นตอนทางประวัติศาสตร์ไปอย่างกระท่อนกระแท่นอีกมาก
ส่วนตัวแล้วผมสนใจมากว่า พลังปฏิรูปจะยืนยาวไปแค่ไหน ถ้าคณะรัฐประหารไม่สามารถสานพลังเจตนารมณ์ของรัฐบาลรวมทั้งสถานการณ์ของประเทศที่อยู่ในจุดที่ต้องลงมือปฏิรูปอย่างจริงจังเพื่อพลิกโฉมบ้านเมืองขึ้นใหม่ก็น่าสนใจว่ามันจะดำเนินไปอย่างไร ใครจะมองเห็นถึงสิ่งนี้และนำมันไปไขประตูสู่อนาคตได้
สมัยแผ่นดินสมเด็จพระปิยมหาราช ท่านใช้เวลาในการปฏิรูปอยู่หลายปี แค่เรื่องเลิกทาสเรื่องเดียวท่านก็มิได้หักด้ามพร้าด้วยเข่า แต่ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้จะครองราชสมบัตินาน 43 ปี แต่หลายคนก็เทียบเคียงประวัติศาสตร์ไทยในช่วงดังกล่าวกับสมัยเมจิของญี่ปุ่นแล้วเสียดายว่า พลังของการปฏิรูปของไทยในยุคนั้นไม่ได้สืบเนื่องเหมือนญี่ปุ่น ดังนั้นถึงแม้ออกสตาร์ทจากจุดเริ่มพอๆ กันแต่ผลสัมฤทธิ์จึงต่างกันลิบลับ
อันนี้พูดรวมๆ นะครับ เพราะเอาเข้าจริงมีเหตุผลร้อยแปดพันประการที่ต้องเอ่ยถึงด้วยว่า ทำไมมันถึงส่งผลแบบนั้น และที่กล่าวเช่นนี้ก็เจตนาจะบอกแค่ว่าการปฏิรูปต้องใช้เวลา ใช้ความต่อเนื่อง ใช้กระบวนการ และชวนคิดว่าใช้พลังซึ่งสถานการณ์บ้านเมืองเอื้อและประชาชนก็พร้อมพอควรแล้ว แต่การที่คณะรัฐประหารชิงลงมือแทนประชาชนนั้นจะมีผลต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการก่อพลังปฏิรูป?
ไม่ได้ชวนให้ต่อวีซ่าให้ใคร เพราะอันนั้นเป็นศิลปะและลีลาเฉพาะตัวของผู้เล่นที่ต้องคิดกันเอาเอง
เรื่องการปฏิรูปนั้นมีมาแต่โบราณกาล ถ้าสนใจมีฉากของความสำเร็จและความล้มเหลวให้ศึกษามากมาย
สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์ เพิ่มพิมพ์หนังสือดีออกมาเล่มหนึ่งชื่อ “ประโยคอมตะประวัติศาสตร์จีน” เขียนโดยเหยียนมู่สุ่ย แปลโดยรำพรรณ รักศรีอักษร
หนังสือเล่มนี้อ่านสนุกมาก ผู้เขียนจะยกอมตะพจน์อันลือลั่นในประวัติศาสตร์จีนที่เกิดขึ้นจริง แล้วเล่าเรื่องนั้นประกอบสั้นๆ อย่างได้รสได้ชาติ อ่านแล้วได้ข้อคิดความเห็น บางทีก็สะเทือนใจไปกับโชคชะตาของบรรดาผู้เปล่งวาจาเหล่านั้นออกมาเพราะหลายประโยคกลั่นกรองมาจากประสบการณ์ทั้งชีวิต
หนึ่งในอมตะพจน์นั้นคือ คำกล่าวระหว่าง ซ่งเสินจงฮ่องเต้ กับ หวังอันสือ ที่ว่า “ขอให้ปฏิรูป อย่างอื่น ข้าขอรับผิดชอบเอง”
“ซ่งเสินจง” ฮ่องเต้หนุ่มแห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ มอบให้หวังอันสือเริ่มการปฏิรูปประเทศเมื่อปี 1068 เขาได้เปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่าง เช่น รังวัดที่นาและเก็บภาษีใหม่ ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร จัดระเบียบการปกครองท้องถิ่นใหม่ ฯลฯ แล้วขัดผลประโยชน์ผู้คน เหมือนกันเป๊ะกับยุคนี้ที่แป๊ะกำลังปวดตับกับภาษีมรดก ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปวดหัวว่า อบต. อบจ. ฯลฯ ต่างขอให้ยุบเลิกอีกฝ่ายหนึ่ง
ผลสุดท้าย ซ่งเสินจงฮ่องเต้ ถอดใจ หวังอันสือเลยถึงความซวย
เช่นเดียวกันในยุคจ้านกว๋อ แคว้นฉินก็ทำการปฏิรูป มี ชางฉาง เป็นผู้ดำเนินการ เขาปรับปรุงรากฐานต่างๆ มา 20 ปี ระหว่างนั้นชนชั้นนำเสียประโยชน์ที่สุด โกรธที่สุด พอเปลี่ยนแผ่นดิน ชางฉางเลยถูกหวยชุดใหญ่โดนประหารด้วยห้าม้าแยกสังขาร คือ ใช้ม้าฉีกศีรษะ สองแขนและสองขาออกจากร่าง
ชางฉางตายอย่างอนาถ แต่ก็ว่ากันว่า การปฏิรูปอันยาวนานและได้รับการวางรากฐานอย่างดีมาแล้วนั้น ได้ซึมลึกลงในหัวใจประชาชน และด้วยเหตุนี้เอง เมื่อจิ๋นซีปรากฏตัวเป็นผู้นำ เขาจึงรวมแผ่นดินจีนเป็นหนึ่งได้ในกาลต่อมา
พลังของการปฏิรูปของเรายังอยู่ดีหรือ ซึมลึกลงในหัวใจประชาชนหรือยัง คสช.พร้อมแตกหักกับผู้ได้ประโยชน์ทั้งหลายหรือไม่ ฯลฯ เรื่องประดานี้ควรใส่ใจมากกว่า งวดต่อไปใครจะทิ้งไพ่ใบไหนออกมา
ใครทิ้งไพ่โง่ช่างหัวเขา แต่เรากรุณาอย่าเสียค่าโง่กันนะครับ







