posttoday
4 ร้านเด็ด ที่สุดของฮานอย-ฮาลอง

4 ร้านเด็ด ที่สุดของฮานอย-ฮาลอง

01 พฤษภาคม 2558

มื่อเร็วๆ นี้ ได้มีโอกาสไปเยือน“ปารีสแห่งตะวันออก” ไม่ใช่ปารีสที่มีหอไอเฟลเป็นแลนด์มาร์ก

โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา

มื่อเร็วๆ นี้ ได้มีโอกาสไปเยือน“ปารีสแห่งตะวันออก” ไม่ใช่ปารีสที่มีหอไอเฟลเป็นแลนด์มาร์ก ไม่มีพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ให้เข้าไปตามหาโมนาลิซ่า เพราะ “ปารีสแห่งตะวันออก” ที่ว่า นั่งเครื่องบินไปชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึง

ใช่แล้ว... เรากำลังพูดถึงประเทศเวียดนาม อดีตประเทศอาณานิคมของฝรั่งเศส จุดหมายปลายทางของเราคือ เมืองฮานอยและฮาลอง

การเดินทางครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของทริปพิเศษ “SCB FIRST EXPERIENCE : Paris of East... Fantastic Vietnam” แน่นอนว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ธรรมดา นอกจากเส้นทางและกิจกรรมพิเศษที่รออยู่แล้ว ร้านอาหารที่ไปแต่ละร้านยังมีความพิเศษและเรื่องราวน่าสนใจซ่อนอยู่

‘นามเฟือง’ ร้านอาหารท้องถิ่นที่ดีที่สุดในฮานอย

มาถึงฮานอย ไม่แวะมาร้านนี้ ต้องบอกว่าพลาด เนื่องเพราะร้านนามเฟือง (Nam Phuong) ได้รับการขนานนามว่าเป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดแห่งกรุงฮานอย เป็นร้านอาหารสำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง

ร้านนี้ตั้งชื่อตามราชินีองค์สุดท้ายของจักรพรรดิบ๋าวดั่ยของเวียดนาม นามเฟือง แปลว่า น้ำหอมแห่งแดนใต้ ตี๋-คมสัน ตั้งถิรสุข กูรูด้านการท่องเที่ยว บอกว่า ร้านนี้เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 1996 ความพิเศษของร้านนี้สามารถสัมผัสได้ตั้งแต่สถาปัตยกรรม เพราะตัวร้านปรับปรุงจากวิลล่าเก่าสมัยอาณานิคมของฝรั่งเศสมาเป็นร้านอาหาร มีสวนเล็กๆ หน้าร้าน ตรงตามคอนเซ็ปต์ของวิลล่าในอดีตไม่ผิดเพี้ยน

“เรื่องรสชาติของอาหารและวัตถุดิบที่ใช้ก็ไม่เป็นสองรองใคร ถึงจะเป็นร้านอาหารเวียดนาม แต่ก็ผสมผสานความเป็นตะวันตกไว้ได้อย่างลงตัว เรื่องบริการก็โดดเด่นไม่แพ้โรงแรมห้าดาว ร้านนี้จึงถูกใช้เป็นสถานที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองมากมาย จะเห็นได้จากตอนที่เดินขึ้นมาที่ชั้น 2 จะเห็นรูปถ่ายของบุคคลสำคัญที่เคยแวะเวียนมาที่ร้านนี้” 

เมนูที่เสิร์ฟมามีมากมาย แต่ไฮไลต์สุดๆ ต้องยกให้เมนูปูนิ่มผัดซอสมะขาม รสชาติเข้มข้น และเมนูของหวานอย่าง กล้วยช็อกโกแลต เป็นกล้วยทอดสไตล์เวียดนามแท้ๆ ถ้าเป็นสมัยก่อนหรือมากรุ๊ปเล็กๆ ทางร้านจะเสิร์ฟมาเป็นรถเข็นโดยจุดไฟลุกท่วมกล้วยเลย 

‘กองือ’ ร้านอาหารทะเลชื่อดังของฮาลอง

ตามกำหนดการเดินทาง เราจะได้มาพักค้างคืนที่ฮาลอง 1 คืน ดังนั้นมื้อเย็นวันนี้เราจึงได้มีโอกาสแวะมาที่ร้านอาหารกองือ ร้านอาหารทะเลมื้อค่ำริมอ่าวฮาลอง คมสัน บอกว่า มาถึงฮาลอง เมนูที่ห้ามพลาดคือ หอยหูช้าง เสิร์ฟมาพร้อมห่ออยู่ในกระดาษฟอยล์ ร้านอาหารแห่งนี้ให้บรรยากาศเหมือนมากินโต๊ะจีน แต่เป็นโต๊ะจีนที่มีทั้งสารพัดเมนูซีฟู้ดพาเหรดมาเพียบ ทั้งกุ้ง ปู ปลาหมึก ปิดท้ายด้วยสุกี้แบบเวียดนามออริจินัล รสชาติอาจไม่ถูกปากคนไทยนัก เพราะตัวน้ำจิ้มรสชาติไม่จัดจ้านเท่าไหร่

“อาหารเวียดนามแท้ๆ โดยเฉพาะถ้าเรามาทางตอนเหนืออย่างฮานอยและฮาลอง ต้องทำใจว่ารสชาติจะจืด เพราะเวียดนามตอนเหนือได้รับอิทธิพลจากประเทศจีนมาเต็มๆ แต่ถ้าไปทางใต้อย่างโฮจิมินห์ อาจจะได้รสชาติจัดจ้านขึ้นมาหน่อย สุกี้ของเวียดนามมีหลากหลาย ทั้งซีฟู้ด และสุกี้เห็ด ซึ่งถือว่าขึ้นชื่อมาก รวมสารพัดเห็ดเสิร์ฟมาในหม้อไฟ”คมสัน เล่าถึงธรรมชาติของอาหารเวียดนาม

อีกหนึ่งความต่างของวัฒนธรรมการกินอาหารของชาวเวียดนามที่ไม่เหมือนบ้านเรา คือ การเสิร์ฟข้าวสวยเป็นเมนูสุดท้าย เล่นเอาทุกคนบนโต๊ะมองหน้ากันว่า เสิร์ฟมาตอนนี้จะเอากับข้าวที่ไหน แต่ไกด์ประจำทริปบอกว่า คนเวียดนามมีวัฒนธรรมการกินแบบนี้ คือ เสิร์ฟกับข้าวให้หมดก่อน แล้วฟิเนเล่ด้วยข้าวสวย เป็นอันจบมื้อนี้ 

‘จ๋าก๋า’ ร้านเก่าแก่ร้อยปีไม่แวะไม่ได้

กลับมาที่ฮานอยอีกครั้ง วันนี้เรามีนัดไปกินอาหารเที่ยงที่ร้านจ๋าก๋า ร้านต้นตำรับดั้งเดิมเก่าแก่ที่สุดในฮานอย อายุกว่า 100 ปี ถึงขนาดถนนหน้าร้านนี้ยังต้องเปลี่ยนชื่อเป็นถนนจ๋าก๋า ตามชื่อร้านอาหารกันเลยทีเดียว

นอกจากมื้อนี้จะได้ลิ้มรสเมนูที่เป็นซิกเนเจอร์อย่าง ปลาทอดขมิ้นกระทะร้อนแล้ว ยังได้ชิมอีกเมนูที่ถ้าไม่ได้ไปถึงอำเภอดงตาว ไม่มีทางได้ชิม นั่นคือ ไก่พันธุ์ดงตาว

คมสัน เริ่มเล่าถึงความพิเศษของเมนูแรกอย่าง ปลาทอดขมิ้นกระทะร้อน ก่อนว่า ร้านนี้เป็นต้นตำรับ แต่ปัจจุบันสามารถหากินได้หลายร้าน เพราะมีร้านอื่นมาลอกเลียนแบบไป แต่ถ้าแบบออริจินัลแท้ๆ สืบทอดมาเป็นรุ่นที่ 3 ต้องร้านนี้ ทั้งร้านขายเมนูเดียว เสิร์ฟมาแบบกระทะร้อน โดยปลาที่เสิร์ฟ คือ ปลาช่อนชุบขมิ้น วิธีกิน คือ ให้ใส่ปลาลงในกระทะที่มีน้ำมันปลาอยู่คลุกคลิก ตามด้วยผัก พอเหลืองได้ที่ให้กินพร้อมเส้นขนมจีน ขนมจีนเวียดนามจะนุ่มกว่าของไทย

ใน 1 คำ จะมีทั้งผัก เนื้อปลา ขนมจีน และถั่วลิสง ราดด้วยน้ำจิ้มส่วนผสม ซึ่งมีส่วนผสมของกุ้ง รสชาติจะออกเค็มๆ หวานๆ

เมนูนี้ขายเป็นเซต 1 เซตกินได้ 4 คน ร้านจ๋าก๋าเป็นตึกแถว 2 ห้อง มีรูปปั้นชายชรานั่งตกปลาอยู่หน้าร้าน ร้านนี้ได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 7 ร้านอาหารท้องถิ่นที่แพงที่สุดในเวียดนามเลยทีเดียว

“อีกหนึ่งเมนูที่เอามาเสิร์ฟกันเป็นกรณีพิเศษในร้านเพื่อทริปนี้ คือ ไก่ดงตาว ความพิเศษของไก่ชนิดนี้ คือ ข้อไก่จะใหญ่มาก เกือบจะเท่าข้อแขนคน น้ำหนักตัวอยู่ที่ 5 กิโลกรัม ไก่พันธุ์นี้จะเลี้ยงที่อำเภอดงตาวเท่านั้น ซึ่งต้องนั่งรถไปจากฮานอยประมาณ 1 ชั่วโมง เป็นพันธุ์ไก่ของเวียดนามที่ได้รับการอนุรักษ์ให้เป็นหนึ่งในพันธุ์ไก่ที่มีราคาแพงที่สุด กิโลกรัมละเป็นพันบาท”

คมสัน บอกว่า เอ่ยชื่อไก่พันธุ์ดงตาว คนไทยหลายคนไม่รู้จัก หรือเห็นแล้วไม่กล้ากิน เพราะตัวใหญ่มาก สมัยก่อนเป็นไก่พันธุ์ที่เสิร์ฟเฉพาะในพระราชวังเท่านั้น เชื่อว่าสำหรับคนที่ชอบเนื้อของไก่ตอนบ้านเราต้องติดใจในรสชาติของไก่ดงตาวแน่นอน

ล็อบสเตอร์ เรสเทอรองต์ สวรรค์ของคนรักล็อบสเตอร์

ก่อนบินลัดฟ้ากลับบ้านเรา ปิดท้ายทริปนี้ที่ร้านล็อบสเตอร์ เรสเทอรองต์ ในเมืองฮานอย เพิ่งเปิดให้บริการได้ไม่ถึง 3 ปี คมสัน บอกว่า เชื่อว่าคนเวียดนามหลายคนยังไม่รู้จักร้านนี้ด้วยซ้ำ

ชื่อร้านขนาดนี้คงไม่ต้องสงสัยว่าอะไรจะเป็นไฮไลต์ของร้าน ย่อมต้องเป็นล็อบสเตอร์สดๆ ตัวโตๆ เอามาทำเป็นสารพัดเมนู

เพื่อการันตีว่าล็อบสเตอร์สดจริง พอเข้าไปนั่งประจำที่โต๊ะ เชฟจะสาธิตการกรีดเลือดของล็อบสเตอร์ให้ดูแบบสดๆ ใครใจไม่แข็งขอให้หันหน้าไปทางอื่น เพราะเชฟต้องใช้กำลังแขนจับตัวล็อบสเตอร์ด้วยผ้าให้มั่น ก่อนจะใช้แท่งเหล็กสีเงินแทงเข้าไป เพื่อเจาะเอาเลือดของล็อบสเตอร์ออกมาใส่จาน เพื่อเสิร์ฟเป็นหนึ่งเมนูในคอร์ส พร้อมกับเมนูซีฟู้ดอื่นๆ รับรองคนชอบล็อบสเตอร์มาร้านนี้ไม่ผิดหวัง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท