วรัญญู ชัยเฉลิมมงคล นักออกแบบอาหารสุขภาพมือฉมัง
ถ้าพูดถึงเชฟรุ่นใหม่ผู้สร้างสรรค์อาหารสุขภาพ ที่ไร้ส่วนผสมของเนื้อสัตว์ทุกชนิดได้อร่อยเลิศถึงรสถึงใจผู้รับประทาน
โดย...แมงโก้หวาน ภาพ | วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
ถ้าพูดถึงเชฟรุ่นใหม่ผู้สร้างสรรค์อาหารสุขภาพ ที่ไร้ส่วนผสมของเนื้อสัตว์ทุกชนิดได้อร่อยเลิศถึงรสถึงใจผู้รับประทาน ก็ต้องยกให้ “เบน-วรัญญู ชัยเฉลิมมงคล” เชฟหนุ่มวัย 29 ปี เจ้าของร้านอาหารเบน เฟลเวอร์ (Ben Flavour) ร้านอาหารเพื่อสุขภาพสำหรับคนรุ่นใหม่ ตั้งอยู่บนถนนพระราม 9 ปากซอย 51 เท่านั้น เพราะทำให้แมงโก้หวานลืมอาหารที่รับประทานอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันไปเลย
ไม่คิดว่าอาหารมังสวิรัติจะอร่อยได้ขนาดนี้ เท่าที่เคยกินแต่ไหนแต่ไรมาไม่ใช่อย่างนี้ รสชาติจะออกธรรมดา คือ จืด มัน เลี่ยน บางทีบอกไม่ถูกอร่อยหรือไม่อร่อย บางครั้งรู้สึกอร่อยแต่ก็อร่อยไม่ถึงที่สุดอยู่ดี ทั้งหน้าตาอาหารไม่ได้ชวนให้อยากกิน แค่อยากลอง (เห็นคนอื่นกินก็อยากลองมั่ง) แต่อาหารของเบน เฟลเวอร์ ทั้งหน้าตา สีสัน การตกแต่งชวนอยากกินมาก ไม่ใช่แค่อยากลอง เห็นแล้วทำให้ลืมภาพอาหารเจที่เคยกินไปสิ้น ยิ่งเมื่อพลิกดูรายการอาหารแล้วอยากสั่งทั้งหมดเลย (ฮา)
รสชาติความอร่อยของอาหาร ถ้าเปรียบกับการแต่งกายก็เหมือนกับการเลือกใส่เสื้อผ้าพอดีตัว ไม่รัดจนอึดอัดและไม่หลวมเกินจนดูรุ่มร่าม ฉะนั้นถ้าใครได้รับประทานอาหารฝีมือการออกแบบของเบนแล้ว จะรู้สึกได้เลยว่าทุกองค์ประกอบทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบที่มีคุณภาพดี เคล็ดลับและกรรมวิธีการปรุง รสนิยม ความปรารถนาดี และประสบการณ์ของเขาผสานได้อย่างลงตัว กลายเป็นความโดดเด่นที่พรั่งพร้อมด้วยความอร่อย
เบนเป็นคนที่ยึดมั่นแนวทางการทำงานบนหลักการที่ว่า ไม่จำเป็นต้องเหมือนคนอื่นและไม่ต้องฝืนให้เหมือนใคร ดังนั้นเขาจึงทำร้านอาหารแตกต่างจากร้านอาหารทั่วไป โดยเป็นร้านมังสวิรัติแนวทางใหม่ที่มุ่งเน้นผสมผสานเอาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมการปรุงอาหารชาติต่างๆ ทั้งไทยและเทศมาปรุงแต่งเป็นอาหารสุขภาพสไตล์คนรุ่นใหม่ที่ใครก็กินได้ เสริมเติมด้วยประสบการณ์ ใช้รสนิยมและความปรารถนาดีของเขาเคี่ยวกรำจนมีรสชาติที่โดดเด่นอร่อยถูกปาก และไม่จำเจเหมือนอาหารเจทั่วไป
“แนวคิดและสไตล์ผม คือ ไม่จำเป็นต้องเหมือนคนอื่นและไม่ต้องฝืนให้เหมือนใคร ผมจึงทำร้านให้ต่างจากคนอื่น คือ ทำร้านอาหารสุขภาพไม่ใช้เนื้อสัตว์ไปเลย โดยนำเอาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมการปรุงอาหารของไทยและเทศมาผสมผสานให้ลงตัวในแบบของคนรุ่นใหม่ เสริมเติมด้วยประสบการณ์ในการทำอาหารของผมที่เก็บเกี่ยวมายาวนานตั้งแต่เด็ก พร้อมทั้งใส่รสนิยม ความรู้สึก ความตั้งใจ และความปรารถนาดีเข้าไปในอาหารจนมีรสชาติที่โดดเด่นที่พร้อมสร้างแรงบันดาลใจและปรับทัศนคติให้กับผู้ที่คิดหรือรู้สึกว่าอาหารเจรับประทานยากให้หันมารับประทานง่ายขึ้น”
ทุกครั้งที่เบนออกแบบเมนูอาหารและเข้าครัว จิตใจของเขานั้นเปี่ยมด้วยปรารถนาดีต่อทุกคนที่ตั้งตารอรับประทานอาหารเสมอ โดยจะอธิษฐานจิตขอให้ผู้ที่รับประทานอาหารของเขามีความสุขในการรับประทาน ตลอดจนมีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ โดยอาศัยวัตถุดิบคุณภาพจากต่างประเทศ ความมุ่งมั่นและใส่ใจเป็นองค์ประกอบสำคัญ และใช้ความพอดีเป็นผู้ควบคุมการผลิตผนวกผสานกับความคิดสร้างสรรค์ปรุงแต่งเมนูต่างๆ มากมาย
“แน่นอนทุกครั้งที่ผมเข้าครัวและออกแบบอาหารแต่ละจาน ผมมีความสุขและมีแต่ความปรารถนาดีต่อลูกค้าหรือต่อผู้ที่รับประทานอาหารของผมเสมอ ผมจะอธิษฐานจิตขอให้ทุกคนที่เดินทางมารับประทานอาหารของผมมีความสุข อิ่มกายอิ่มใจในทุกคำข้าวที่รับประทาน ขอให้มีสุขภาพที่แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ”
ขณะที่การสร้างสรรค์เมนูออกมามากมายจำนวน 400 กว่าเมนู รวมเครื่องดื่มสมุนไพรต่างๆ เข้าด้วยนั้น ถือเป็นความโดดเด่นอย่างหนึ่งของเบน เฟลเวอร์ ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของเขาที่มีแต่แรก คือ อาหารเจต้องไม่จำเจ และการที่เขาคิดเมนูออกมาจำนวนมากนั้นก็เป็นหนึ่งกลวิธีที่ต้องการให้ผู้ที่เคยมองว่าอาหารเจไม่มีความน่าสนใจและกินยาก ให้หันมานิยมรับประทานเพื่อสุขภาพที่ดีกันมากขึ้น
“ความตั้งใจของผมคือ อยากให้อาหารมังสวิรัติเป็นทางเลือกในชีวิตประจำวันที่ทุกคนกินได้อย่างไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อาจจะมองว่าอาหารเจกินยาก แต่ผมบอกได้เลยว่าทุกเมนูที่ออกแบบมาไม่มีผิดหวังแน่นอน เพราะกว่าจะสำเร็จออกมาผ่านการคิดแล้วคิดอีก ปรับแล้วปรับอีก ทดลองแล้วทดลองอีกจนได้รสชาติความอร่อยที่ลงตัวเหมาะเจาะกับคนทุกเพศทุกวัยจริงๆ”
ซึ่งต้องบอกว่าความจัดเจนในการทำและออกแบบอาหารของเขานั้นไม่ได้ผ่านรั้วโรงเรียนสอนทำอาหารแต่อย่างใด แต่เขามีประสบการณ์ตรงและมีสายเลือดของการทำอาหารจากคุณพ่อคุณแม่ที่คอยสอนตั้งแต่เด็ก ผนวกกับประสบการณ์การรับหน้าที่เป็นพ่อครัวในโรงเจวัดโฝวกวงซันที่ประเทศไต้หวัน ยิ่งบ่มเพาะความเจนจัดและทำให้เขามั่นใจว่าอาหารเจเป็นแนวทางที่เขาถนัดและทำออกมาได้ดี
“ตอนเด็กบ้านอยู่ตึกแถว คุณแม่ขายข้าวแกง ไม่จ้างลูกน้องหรอก ก็ให้คนในครอบครัวช่วยกัน ผมก็ช่วยคุณแม่ ต้องตื่นแต่เช้าตีสี่ตีห้าล้างผักเตรียมของให้เสร็จก่อนหกโมงเช้า คุณแม่ลงมาหกโมงต้องพร้อมทำ ถ้าวันไหนไม่พร้อมโดนดุ ตอนนั้นดูโหดร้ายนะ (หัวเราะ) แต่บอกได้เลยว่า ถ้าไม่มีสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ปลูกฝังสั่งสอนก็คงไม่มีเบน เฟลเวอร์ ในวันนี้”


