
มิวเซียมคัลเจอร์ คนเท่ คนเก๋ เที่ยวพิพิธภัณฑ์กันนะ รู้ยัง?
หลังสายฝนซาช่วงอาทิตย์ปลายเดือน เม.ย. อากาศจากร้อนรุ่มก็กลายเป็นสดชื่นเย็นๆ เป็นใจให้หนุ่มๆ สาวๆ ขาประจำของ “มิวเซียมสยาม”
โดย...ปอย ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล
หลังสายฝนซาช่วงอาทิตย์ปลายเดือน เม.ย. อากาศจากร้อนรุ่มก็กลายเป็นสดชื่นเย็นๆ เป็นใจให้หนุ่มๆ สาวๆ ขาประจำของ “มิวเซียมสยาม” มาจับจองพื้นที่สนามหญ้าบริเวณลานด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ ซึ่งสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีการจัดกิจกรรมเสวนาดีมีสาระบันเทิง โดยแขกคนดังรับเชิญ บอล-ทายาท เดชเสถียร ยอด-พิศาล แสงจันทร์ สองพิธีกรจากรายการท่องเที่ยวสุดเซอร์ “หนังพาไป” พร้อมด้วย ลักขณา ปันวิชัย นักคิด นักเขียนฝีปากกล้า มาถ่ายทอดประสบการณ์อันแสนประทับใจจากการเดินทางไปท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก
แค่ประเด็นนี้ก็เรียกแขกได้ทั้งขาจรและขาประจำจับจองพื้นที่แน่นสนามหญ้าตั้งแต่หัววัน
ตบท้ายกับมินิคอนเสิร์ตวงดนตรีสุดแนว “Playground” ก็ยิ่งเรียกแขกวัยรุ่นวัยเรียนมาเสริมความครึกครื้น กิจกรรมเหล่านี้เป็นการฉลองการก้าวสู่ปีที่ 8 ซึ่งมิวเซียมสยามมีแผนการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ครั้งใหญ่ เพื่อรองรับการให้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่ในปี 2561 จะมาตั้งสถานีจอดหน้าพิพิธภัณฑ์ เป๊ะ! เจ้าภาพงานนี้ ซองทิพย์ เสริมสวัสดิ์ศรี ผู้อำนวยการฝ่ายมิวเซียมสยาม อธิบายว่า อนาคตที่นี่จะเป็นเกตเวย์เชื่อมต่อพื้นที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในเกาะรัตนโกสินทร์ จึงเตรียมพร้อมพัฒนาให้เป็น “Museum Culture” สร้างสังคม
แห่งการเรียนรู้ขึ้นที่นี่
เป้าหมายต่อไป ผู้อำนวยการซองทิพย์ บอกพิพิธภัณฑ์จะเป็นสถานที่ที่ทุกคนมาหาความรู้ ใครๆ ก็อยากเดินเข้ามาเที่ยวเล่นเย็นใจ เป็นแหล่งสร้างแรงบันดาลใจสำหรับทุกๆ คน ซึ่งจะเป็นไปได้ไหมในเมืองไทยที่ออกจะกลัวๆ เกรงๆ กับภาพศักดิ์สิทธิ์ของพิพิธภัณฑ์ และแนวทางการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้อย่างไร? ลองมาฟัง...?
คนครีเอตพิพิธภัณฑ์
มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่บนถนนสนามไชย ที่นี่มีคำอธิบายภาษาอังกฤษว่า Discovery Museum เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2551 เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใช้เทคนิค Interactive Media เล่าเรื่องแบบโต้ตอบกับคนดู นิทรรศการหลักชุดใหญ่ใช้ชื่อว่า “เรียงความประเทศไทย” เป็นแหล่งการเรียนรู้เน้นจุดมุ่งหมายในการแสดงตัวตนของชนในชาติ มุ่งสื่อสารไปที่ผู้เข้าชมคนรุ่นใหม่ วัยรุ่น วัยเรียน มาเรียนรู้รากเหง้าของชาวไทย เนื้อหานำเสนอเรื่องกลุ่มชนในเขตเมืองบางกอก หรือที่เรียกในปัจจุบันว่า กรุงเทพมหานคร เป็นเนื้อหาสำคัญดึงดูดใจผู้เข้าชมมาเที่ยวพิพิธภัณฑ์ในสถานที่สวยงาม
ซองทิพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายมิวเซียมสยาม บอกว่า นิทรรศการเรียงความประเทศไทยจัดเป็นนิทรรศการถาวรมา 7 ปีแล้ว โดยมีนิทรรศการหมุนเวียนเพิ่มอีกปีละ 2 ครั้ง โปรแกรมล่าสุด นิทรรศการ “หลงรัก” บอกเล่าเรื่องการลงรักปิดทอง ซึ่งเป็นหัตถศิลป์ที่แพร่หลายในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นการสื่อถึงความเกี่ยวพันกันทางวัฒนธรรมของคนย่านนี้มาแสนนาน
“นิทรรศการปีต่อไปมีแนวคิดต่อยอดเชื่อมโยงพื้นที่ของมิวเซียมสยามออกไปสู่แม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อพัฒนาให้เป็นลานกิจกรรมและลานวัฒนธรรมที่สอดรับกับโครงการพัฒนาเกาะรัตนโกสินทร์ มิวเซียมสยามจะกลายเป็นเกตเวย์รองรับรถไฟฟ้าที่กำลังจะมาถึงในอนาคตด้วยค่ะ ซึ่งปีที่แล้วเราจัดนิทรรศการหมุนเวียนทำเรื่องเกี่ยวกับชุมชนใกล้เคียง คือ ท่าเตียน บอกความเป็นมาเรื่องวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป
พยายามสื่อกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ค่ะ นักเรียน นักศึกษา เฟิสต์จ๊อบเบอร์ ช่วงปีที่ผ่านมาเทรนด์จักรยานกำลังมา เราก็ทำทริปจักรยานให้เก็บสะสมอาร์ซีตามจุดต่างๆ พิพิธภัณฑ์มีจักรยานบริการหรือเอามาเองก็ได้ค่ะ ชวนถีบจักรยานเที่ยวชมชุมชน เป็นการเรียนรู้ออกนอกพิพิธภัณฑ์ที่เห็นของจริงสนุกกว่านะคะ แล้วแทนที่จะมีป้ายอธิบายอะไรต่างๆ นานา รกๆ ก็เลือกใช้สมาร์ทโฟนเข้ามาแทนป้าย โดยสแกนคิวอาร์โค้ด ใครโฟกัสอยากรู้จุดไหนก็กดโทรศัพท์อ่านกันได้เลยค่ะ
มีคลิปสัมภาษณ์เจ้าของร้านค้าตึกเก่าแก่ในท่าเตียน อยากให้คนมาเที่ยวสนุกกับการซึมซับประวัติความเป็นมาของชุมชนเก่าแก่ใกล้ๆ กับพิพิธภัณฑ์ของเรา เป็นการเล่าของเก่าให้น่าสนใจแล้วได้ท่องเที่ยวชมวิวด้วย เป็นการพัฒนา Museum Culture ในฝันเลยค่ะ การมาเที่ยวแล้วได้ความรู้กลับไป ไม่ใช่แค่จากการอ่านข้อความจากบอร์ดอย่างเดียว อย่างนั้นบางทีก็น่าเบื่อไปนะคะ” ซองทิพย์ บอกถึงงานครีเอตนิทรรศการได้ใจคนวัยใส
ถึงแม้ว่ามิวเซียมสยามแห่งนี้ได้ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร แต่มิได้หมายความว่าถ้าเป็นนักท่องพิพิธภัณฑ์ต่างถิ่นจะไม่สามารถมาเรียนรู้จากพิพิธภัณฑ์นี้ได้ เพราะมีการลิงก์กับพิพิธภัณฑ์ต่างจังหวัดทั่วประเทศ
“เราทำบัตร Muse Plus ราคา 199 บาท ใบเดียวไปเที่ยวได้ 30 กว่าแห่งทั่วประเทศ เช่น พิพิธภัณฑ์ท่าทวี จ.พิษณุโลก ส่วนในกรุงเทพฯ ก็มีเยอะมาก ทั้งนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ พิพิธภัณฑ์ของเล่น Batcat แต่ละแห่งรับรองไม่ซ้ำฟีลกันเลยค่ะ
สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นสอดรับกับการมาของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่กำลังก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าสนามไชย ซึ่งเป็นสถานีรถไฟฟ้าเพียงสถานีเดียวบนเกาะรัตนโกสินทร์ จะทำให้พื้นที่ด้านหน้าของมิวเซียมสยามกลายเป็น Gateway ประตูของการเดินทางเที่ยวชมพื้นที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเกาะรัตนโกสินทร์ เช่น พระบรมมหาราชวัง วัดโพธิ์ หรือแม้กระทั่งวัดอรุณราชวราราม ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยา
ไม่แน่ว่าต่อไปเราก็อาจจะเรียกกันติดปากว่า สถานีมิวเซียมสยามก็ได้ เพราะตอนนี้เรากำลังปรับปรุงในส่วนของการเชื่อมโยงตัวสถานีเพื่อเข้าสู่ตัวของมิวเซียมสยาม รวมถึงการจัดทำนิทรรศการสะท้อนประวัติศาสตร์เชิงพื้นที่อยู่ภายในตัวของสถานีสนามไชย ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ตรงนี้ก็จะเป็นอีกมิติใหม่ในเชิงพื้นที่ เพราะว่าปัจจุบันพื้นที่รอบๆ มิวเซียมสยามได้ถูกพัฒนาให้เป็นพื้นที่เปิดใหม่ทางด้านวัฒนธรรม โดยจะสังเกตเห็นได้ว่าตั้งแต่ท่าพระจันทร์ ท่ามหาราช มาจนถึงตลาดยอดพิมาน ได้มีการปรับปรุงพื้นที่เพื่อรองรับ Culture District ในอนาคต ซึ่งจะเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมในอนาคตที่สำคัญของประเทศ” ซองทิพย์ กล่าว
สำหรับกิจกรรมช่วงค่ำ ซองทิพย์ บอกไกด์ว่า อยากให้ลองฟังกัน วิทยากร 3 คน ซึ่งถือเป็นคนสองมุมความคิดที่แตกต่างกันสุดขั้วเลยก็ว่าได้ ที่สำคัญมีวิทยากรที่บอกไม่ชอบเที่ยวพิพิธภัณฑ์?!!
“ไม่ได้เชิญคนมาอวยเราค่ะ แต่เราอยากได้ความคิดที่แตกต่างมาต่อยอดการพัฒนางานของเรามากกว่า” ซองทิพย์ กล่าวทิ้งท้ายก่อนฟังชวนเสวนาบนเวที
คน (เคย) เกลียดพิพิธภัณฑ์
มิวเซียมสยามเปิดสนามฟังคนดังร่วมถ่ายทอดประสบการณ์เที่ยวพิพิธภัณฑ์ บอล-ทายาท เดชเสถียร ยอด-พิศาล แสงจันทร์ สองพิธีกรรายการท่องเที่ยวสุดเซอร์ “หนังพาไป” ประชันความคิดกับ ลักขณา ปันวิชัย ขึ้นเวทีถ่ายทอดประสบการณ์การเที่ยวพิพิธภัณฑ์ผ่านสายตาของพวกเขา เป็นกิจกรรมสุดครีเอตเรียกแฟนคลับคนสองกลุ่มเข้ามาเที่ยวพิพิธภัณฑ์ได้มากขึ้นด้วย
บอล-ทายาท ยอด-พิศาล เปิดประเด็นเลยว่า ทั้งคู่เกลียดพิพิธภัณฑ์มาก! เพราะประสบการณ์วัยเยาว์ที่ถูกเกณฑ์เข้าไปดูของเก่าๆ ในห้องทึมๆ น่ากลัวชะมัด ไม่เห็น (อยาก) ได้ความรู้อะไรเลย!!!
แต่การไปท่องเที่ยวโดยเฉพาะเมืองที่พัฒนาไปมากๆ แล้ว การไปแกะรอยตามถนนหนทางในเมืองก็คงไม่เจอร่องรอยอะไรอีกแล้ว นอกจากต้องไปศึกษาประวัติเมืองนั้นที่พิพิธภัณฑ์ เช่น เมืองหนานจิง แต่การเข้าไปชมคราวนั้นก็เกิดการต่อต้านอีกจนได้?!!
“พิพิธภัณฑ์เล่าเรื่องสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยทหารญี่ปุ่นกระทำต่อทหารจีนที่เมืองหนานจิงเป็นการเล่าเรื่องผ่านมุมของคนจีน ก็เป็นการเลือกเล่าในมุมรุนแรง โหดร้ายของญี่ปุ่น ซึ่งพอเราดูแล้วก็ดำดิ่งไปกับเขาแบบถ้าเห็นญี่ปุ่นแล้วต้องทุบหัวให้ตายกันตรงนั้น (หัวเราะ) คือ อึดอัด หดหู่ใจ แล้วมันไม่ได้คลี่คลายบอกทางออกจากสงครามอะไรเลยนะครับ ซึ่งแตกต่างกับการเล่าเรื่องของพิพิธภัณฑ์ฮิโรชิมา ที่มีคนบอกว่าใครไปแล้วไม่ร้องไห้ถือว่าผิดปกติมาก ซึ่งเราก็ไม่น่าจะผิดปกตินะ (หัวเราะ)
ฮิโรชิมามีกลวิธีการเล่าเรื่องที่ไม่ตรงๆ แรงๆ แบบจีน แต่การจัดแสดงแบบอ้อมๆ เช่น รองเท้าเกี๊ยะที่เป็นของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่หาร่างไม่เจอ พอเจอแบบนี้ความที่เราเป็นคนอ่อนโยน (หัวเราะ) ก็น้ำตาคลอเชื่อไปกับเขา และจุดพีกคือรูปสุดท้ายตรงประตูทางออก บอร์ดโชว์รูปกล้าดอกไม้ที่งอกออกมาท่ามกลางซากปรักหักพัง ทั้งที่หลังนิวเคลียร์ถล่มจะไม่มีสิ่งมีชีวิตเกิดบนพื้นดินเมืองนี้อีกถึง 75 ปีเลยทีเดียว แต่ดอกไม้เล็กๆ ดอกนี้ทำให้คนฮิโรชิมาเริ่มมีความหวังฟื้นขึ้นมาได้ ตรงนี้คือการเล่าเรื่องที่ต่างกันของสองพิพิธภัณฑ์ที่อีกแห่งบำบัดใจเราได้” ยอด เปิดประเด็น
บอล บอกว่า เรื่องการครีเอตพิพิธภัณฑ์สมัยใหม่วันนี้ไม่เพียงให้ความรู้ แต่แทรกใส่อารมณ์เข้าไปด้วย พวกเราคนดูต้องไม่เผลอเชื่อที่เขาบอกไปเสียทั้งหมด ลองแยก 2 ร่าง คือ ร่างแรกไปกับที่เขาจูงเราไป ร่างที่สอง ต้องสังเกตว่าที่สุดแล้วเรารู้สึกอะไรกับเรื่องที่เขาเล่า
ซึ่งผิดกับ “คำ ผกา” ลักขณา บอกว่า ที่นี่ก็เคยไปเที่ยวมาแล้ว แต่ไม่เคยได้เห็นดอกไม้ดอกนั้นที่ บอล-ยอด ว่าเลย?!!
“แต่จุดสะเทือนใจกลับอยู่นอกพิพิธภัณฑ์ค่ะ ท่ามกลางบรรยากาศโดมปรักหักพังอยู่รอบข้าง ก็รู้สึกว่าเมืองนี้ไม่ว่ากาลเวลาผ่านไปเท่าไร เมืองฮิโรชิมาก็ยังถูกห่อหุ้มไว้ด้วยความโศกเศร้าอยู่นั่นเอง และตระหนักว่าทำไมคนเราต้องลุกขึ้นมาทำลายล้างกันได้ขนาดนี้ ที่ทิ้งมรดกความเสียหายทั้งชีวิตจิตใจได้มหาศาล ดิฉันจำได้แค่นี้ ซึ่งก็เป็นความรู้สึกที่ไม่ต่างจากการนั่งอยู่ที่มิวเซียมสยามเวลานี้ที่อากาศดี มีสเปซที่ได้เห็นใบไม้โบกสายลมไหวๆ นี่คือพื้นที่ให้ความเป็นมิตร ให้ความร่มเย็น ทำให้เราลืมๆ ถนนหนทางฟุตปาทขรุขระไร้ระเบียบในกรุงเทพฯ ไปได้ชั่วขณะ เป็นความปรารถนาดีอะไรสักอย่างของสถานที่แห่งนี้ ซึ่งสำหรับดิฉันมันสำคัญกว่าสิ่งของข้างในพิพิธภัณฑ์” ลักขณา เริ่มในประเด็นแตกต่างจากวิทยากรรุ่นน้อง
สำหรับนักเขียนดังมีมุมมองว่า พิพิธภัณฑ์ไม่ใช่สถานที่ให้ความรู้แบบตรงไปตรงมา แต่กำลังพยายามให้ความรู้ด้วยวิธีการของพิพิธภัณฑ์เอง โดยการจัดเรียงลำดับโดยวัตถุสิ่งของต่างๆ ด้วยวันที่ ปี พ.ศ. สถานที่เกิดเหตุ ทำให้เรื่องนามธรรมดูเป็นความจริงที่คนดูยากปฏิเสธ ทั้งที่แต่ละพิพิธภัณฑ์ก็มีวาระเป็นของตัวเอง
“คนมองโลกในแง่ร้ายแบบดิฉันก็จะไม่ชอบเที่ยวพิพิธภัณฑ์ กลัวโดนหลอก ผิดกับ บอล-ยอด ที่มองโลกในแง่ดี บอกว่าไปดูซิว่าเขาหลอกเราอย่างไร? แต่สิ่งที่น้องบอกเหมือนๆ กันคือเราไม่ได้ให้ไปหาความรู้จากพิพิธภัณฑ์ แต่ไปดูประหนึ่งเราอ่านนวนิยาย หรือดูหนังสักเรื่องหนึ่ง แล้วจากนั้นก็กลับมาใคร่ครวญกับมันว่าทำไมจึงนำพาเราไปสู่ความคิดหรืออารมณ์เช่นนั้นได้
แล้วการไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์แบบการไปดูจัดเรียงไปตามลำดับ พ.ศ. ไม่ใช่ความสนุกเลยค่ะ แล้วยิ่งประสบการณ์ของเราที่ครูพา ‘ไปปล่อย’ พิพิธภัณฑ์ที่จำบรรยากาศได้ว่ามืดๆ อับๆ มีพระพุทธรูปเศียรขาดติดหูติดตามากสำหรับเด็กมันน่ากลัว ลึกลับ เต็มไปด้วยกฎระเบียบห้ามจับ ห้ามแตะ ห้ามส่งเสียงดัง ดิฉันจึงแปลกแยกกับสถานที่นี้มาโดยตลอด” ลักขณา ย้ำว่า นี่คือการไม่ตอบโจทย์เพราะถูกจำกัดด้วยพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์
แต่อย่างไรก็ตาม ลิสต์พิพิธภัณฑ์ที่อยากไปก็มี เช่น พิพิธภัณฑ์ราเมงที่ญี่ปุ่น พิพิธภัณฑ์มัสตาร์ดที่อเมริกา ลักขณาสรุปว่าคนเราควรได้ดูในสิ่งเราสนใจ ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ที่กำเนิดวาระแห่งชาติเท่านั้น
ยอด แนะนำมิวเซียมสมัยใหม่ก้าวไปมากความรู้ วันนี้ภัณฑารักษ์ใช้ความรู้สึกเข้ามาเล่นด้วย เช่น พิพิธภัณฑ์กับระเบิดที่กัมพูชา เล่นกับคนดูโดยให้ไปเดินสนามรบแล้วถ้ามีเสียงแกร๊ก นั่นคือเหยียบระเบิดและคุณอาจตาย ขาขาดไปแล้วในชีวิตจริง และก็จะได้สัมผัสกับคำว่าโหดร้ายของสงครามแท้จริง นี่คือหน้าที่ของสถานที่แห่งนี้ที่ต้องให้ความรู้ความเข้าใจ ให้แรงบันดาลใจในการต่อยอดความคิดได้ในหลากหลายแบบ







