
ชีวิตไร้ไฟฟ้า
.....หนูดี
– วนิษา เรซเคยคิดไหมคะว่า หากเราต้องอยู่อย่างไร้ไฟฟ้า เราจะอยู่กันได้อย่างไร
หนูดีเองเคยเข้าไปแคมปิ้งในป่าช่วงสุดสัปดาห์กับเพื่อนๆกลุ่มใหญ่สมัยอยู่อเมริกา เป็นการพายเรือคายัคออกทะเลกันเพื่อไป
นอนค้างบนเกาะเล็กๆที่ชายฝั่งของรัฐแมรี่แลนด์ เนื่องจากเรือคายัคขนาดไม่ใหญ่มากนัก แถมยังต้องนั่งพายกันไปลำละสองคน และแต่ละลำก็ยังต้องขนเต็นท์ ขนน้ำดื่ม ขนอาหาร ขนอุปกรณ์จุดไฟ เสื้อผ้า รองเท้าปีนเขา และอีกสารพัดไปด้วย เราเลยเอาไปได้เฉพาะสิ่งที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น เมื่อพายเรือฝ่ากระแสคลื่นกันไปถึงเกาะ ก็ต้องลงมือกางเต็นท์นอนกันทันทีก่อนมืด เสร็จแล้วทุกคนก็ช่วยกันจุดไฟเพื่อปรุงอาหารกัน ต่างคนต่างเตรียม
“อาหารป่า” มากิน ซึ่งเมื่อเราเข้าป่ากันบ่อยๆ ก็เร่ิมที่จะเป็นอาหารที่หรูหราขึ้นทุกที หนนั้นมีคนหนึ่งลงมือทำ “พิซซ่า” จากเตาแคมปิ้งนั่นเอง หอมฉุยไปทั่วบริเวณ เมื่อกินเสร็จ ด้วยความที่เกาะนั้นไม่มีอะไรเลย ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีแม้กระทั่งห้องน้ำและห้องอาบน้ำ พออาหารหมด ไฟค่อยๆมอด ป่าทั้งป่าก็มืดไม่เห็นอะไรแม้แต่อย่างเดียว พวกเราเกาะกลุ่มกันแน่น ไม่มีใครเดินไปไหนเลย แต่เราก็ค่อยๆเร่ิมหายกลัวเพราะเมื่อมองขึ้นไปบนฟ้า ก็เห็นดาวเยอะอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในเมือง และคนหนึ่งในกลุ่มก็ชวนให้เราผลัดกันเล่าเรื่อง เรื่องอะไรก็ได้ พอให้เวลาผ่านไป จากคนหนึ่งไปถึงเรื่องของอีกคน ตาพวกเราค่อยๆปิดลงทุกที แล้วเราก็ค่อยๆแยกย้ายกันไปนอน หนูดีเองนึกว่าเกือบเที่ยงคืนแล้ว แต่ที่ไหนได้ เมื่อมุดกลับเข้ามาในเต็นท์แล้วหยิบนาฬิกาดูก็เพิ่งสองทุ่มครึ่งเท่่านั้นเองโลกที่ไร้ไฟฟ้านี่ ต่างกับโลกที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้มากๆ เลยนะคะ
หนูดีจินตนาการไม่ออกเลยว่า คนที่ต้องอยู่แบบไร้ไฟฟ้าทุกๆ วันนี่ เขาอยู่กันได้อย่างไร โดยเฉพาะในประเทศเขตหนาว ที่พอหน้าหนาวเมื่อไร ก็ต้องรีบวิ่งเข้าไปหาห้องที่มีเครื่องทำความร้อนก่อนอย่างอื่น หนูดีเองเวลาหิมะตกข้างนอก แค่จะออกจากอาคารยังต้องนับ หนึ่ง สอง สาม แล้ววิ่งอย่างเร็ว ไปสู่อีกอาคารหนึ่งที่มีเครื่องทำความร้อนรออยู่แทบทุกที
วันหนึ่งเลยไม่อยากจินตนาการแล้วค่ะ ไปดูให้เห็นจริงเลยดีกว่าว่าคนกลุ่มหนึ่งที่เลือกจะอยู่แบบโบราณ ไร้ไฟฟ้าโดยสิ้นเชิง เขาจะมีชีวิตกันอย่างไร เมื่อสัปดาห์ที่แล้วหนูดีอยู่อเมริกาและแวะไปดูชีวิตชาว
“อามิช” (Amish) ที่รัฐเพนซิลเวเนียชาวอามิชเป็นกลุ่ม
“อานาแบบติสต์” หรือเป็นชาวคริสต์ที่ไม่เชื่อเรื่องการแบบติสต์ตั้งแต่ช่วงแรกเกิด แต่เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนต้องมีสิทธิเลือกศาสนาของตัวเอง จึงตั้งเป็นกลุ่มคนที่เชื่อแบบเดียวกันขึ้นมา และให้เด็กๆ ในชุมชนมีสิทธิเลือกแบบติสต์ตัวเองเข้าเป็นชาวคริสต์เมื่ออายุประมาณ 1820 ปีแนวคิดนี้เริ่มมาประมาณ 300 ปีแล้วในประเทศเยอรมนี แต่ว่าโดนต่อต้านมาก และวันหนึ่งเมื่อผู้นำ 2 คนโดนฆ่าและเผาทั้งเป็น ชาวอามิชจึงค่อยๆ เริ่มหนีไปประเทศอื่นๆ ที่ยอมรับความแตกต่างทางความเชื่อทางศาสนาได้ ในช่วงนั้น วิลเลียม เพนน์ ผู้นำรัฐเพนซิลเวเนีย เห็นว่าชาวอามิชเป็นเกษตรกรฝีมือดี เลยเชิญเข้ามาอเมริกา ให้ที่ดินฟรีและยินยอมให้พวกเขานับถือคริสต์แบบที่ต้องการได้ ทุกวันนี้จึงยังมีชาวอามิชในประเทศสหรัฐอเมริกาถึงเกือบ 9 หมื่นคนทีเดียวค่ะ
ที่น่าทึ่งคือ พวกเขาไม่ยอมเปลี่ยนวิถีชีวิตตามกระแสโลกมาถึง 300 ปีแล้ว พวกเขายังขี่รถเทียมม้า ไม่มีแอร์ ไม่มีฮีตเตอร์ ไม่ใช้ไฟฟ้า ไม่มีโทรศัพท์ ทำการเกษตร ปักผ้าควิลต์ กวนแยมขาย เครื่องแต่งกาย ผู้ชายทุกคนแต่งเหมือนกันหมด เป็นชุดกางเกงขายาว มีสายเอี๊ยม ใส่หมวกฟางสาน และหากแต่งงานแล้วต้องไว้หนวดและเครา ส่วนผู้หญิงใส่ชุดกระโปรงยาว มีผ้ากันเปื้อนเต็มตัวคาดข้างหน้า และสวมหมวกบางๆ คลุมผมไว้ตลอดเวลา ผู้หญิงทุกคนไว้ผมยาว แสกกลาง และรวบผมไปไว้ข้างหลังเป็นมวยเล็กๆ
ปกติแล้วคนทั่วไปจะเข้าไปในบ้านของชาวอามิชไม่ได้เลย แม้กระทั่งไปจ้องมองเขาตรงๆ หรือขอถ่ายรูป แต่โชคดีที่ไกด์ของหนูดีเคยทำงานกับชาวอามิชและเป็นเพื่อนสนิทกัน เธอเลยพาเราเข้าไปชมได้ถึงในห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องซักล้าง และห้องปักผ้าห่มควิลต์ของเจ้าของบ้านฝ่ายหญิง
บ้านของชาวอามิชนั้นหลังใหญ่มากๆ เริ่มจากตัวบ้านขนาดใหญ่พร้อมชั้นใต้ดิน สร้างแบบสมัยใหม่ ดูไม่ออกเลยว่าเป็นบ้านอามิช จนต้องสังเกตดีๆ จึงจะเห็นว่าไม่มีสายไฟฟ้า และจะมีบังตาสีเขียวที่หน้าต่างทุกบานเพื่อกันความร้อน ด้านข้างของตัวบ้านเชื่อมต่อออกไปหนึ่งด้านแทบทุกบ้าน ไกด์อธิบายว่า เพราะประเพณีอามิชนั้น พ่อแม่จะเกษียณตัวเองเมื่ออายุประมาณ 40 ปี แล้วยกไร่ให้ลูกทำงานต่อ รวมถึงยกบ้านให้ด้วย ลูกจะได้มีชีวิตครอบครัวของตัวเอง แต่พ่อแม่จะต่อเติมบ้านออกไปจากบ้านเดิม เพื่อให้ทุกคนยังคงอาศัยอยู่ด้วยกันได้ แต่ไม่รบกวนกัน
สามีภรรยาอามิชจะใช้เวลาด้วยกันแทบทั้งวัน ทำไร่ด้วยกัน เลี้ยงลูกด้วยกัน ทำอาหาร ปักผ้า แต่ในปัจจุบันเนื่องจากชาวอามิชมีลูกเฉลี่ยครอบครัวละ 8 คน และลูกเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้มรดกที่ดินจากพ่อแม่ ดังนั้น ลูกอีก 7 คน จึงต้องออกไปหาอาชีพอื่นทำที่ไม่ขัดกับหลักศาสนา บางคนกลายเป็นนักธุรกิจ ทำคลังเก็บสินค้าให้เช่า ขายอาหาร เปิดร้านตัดเย็บ
ชีวิตแทบไม่มีรายจ่ายอะไร ชาวอามิชจึงเหลือเงินเก็บเยอะมาก ส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับเศรษฐีทีเดียว
ห้องซักล้างของชาวอามิชมี
“เครื่องซักผ้าไร้ไฟฟ้า” ที่ใช้พลังงานแก๊สแทน เป็นเครื่องฝาบนทำหน้าที่แค่ซักเท่านั้น เจ้าของบ้านต้องมาหยิบผ้าเปียกๆ ออกเองแล้วป้อนเข้า “เครื่องรีดน้ำ” ทีละชิ้นๆ ก่อนนำมาตากบนเชือกเส้นยาวชักรอกออกไปตากแดดนอกบ้าน พอเห็นเครื่องมือนี้หนูดีเลยถามไกด์ว่า แล้วหน้าหนาวเขาตากผ้ากันอย่างไร คำตอบคือ ตากในบ้าน ในห้องใต้ดินใกล้กับเตาผิงค่ะในห้องใต้ดินของเขามีขวดแก้วที่บรรจุแยมผลไม้กวน รวมถึงผักดองไว้จำนวนมาก พวกเขาสามารถใช้ตู้เย็นที่ใช้พลังงานแก๊สได้ เพียงแต่จะบรรจุของได้ไม่มาก ในห้องรับแขกหนูดีเดินขึ้นไปเห็นเจ้าของบ้านฝ่ายหญิงกำลังนั่งถักผ้าพันคอและเห็นเจ้าของบ้านฝ่ายชายกำลังนอนพักหลับช่วงบ่ายอยู่บนเก้าอี้ยาวติดกัน เห็นแล้วน่ารักดีนะคะ เมื่อนึกดูว่า คู่นี้แต่งงานกันมาถึง 68 ปีแล้ว และมีลูกด้วยกันถึง 8 คนอีกด้วย มองไปที่ผนังห้องรับแขก เห็นป้ายชื่อครอบครัวสองครอบครัวแขวนอยู่เคียงกัน ทั้งสองครอบครัวมีลูก 8 คน พอถามแล้วถึงได้ทราบว่า เป็นป้ายชื่อของครอบครัวฝ่ายสามีและภรรยา คือ ทั้งสองคนเป็นลูกของบ้านที่มีลูก 8 คนเหมือนกัน ปัจจุบัน ทั้งคู่มีหลานประมาณ 50 คนและมีเหลนอยู่ที่หลักร้อย หนูดีฟังแล้วได้แต่ทึ่ง เพราะในประเทศไทยนั้น แค่ลูก 3 คนเราก็มองว่ามากแล้ว และเนื่องจากชาวอามิชไม่ยอมรับเรื่องการถ่ายรูป พวกเขาจึงไม่มีรูปตัวเองแม้แต่ใบเดียว ส่วนวิธีการรำลึกถึงบรรพบุรุษก็คือ การเขียนป้ายชื่อติดผนังไว้นั่นเองค่ะ
ชีวิตไร้ไฟฟ้าของชาวอามิชไม่ได้ไร้แสงสว่าง เวลากลางวันพวกเขาได้แสงสว่างจากแสงแดดที่ส่องเข้ามาตามหน้าต่าง ส่วนกลางคืนพวกเขาจุดแสงโคมขนาดไม่ใหญ่นักด้วยพลังงานแก๊ส ส่วนเวลาหน้าหนาวพวกเขาก็ใช้เตาผิงที่ใช้ฟืน
ส่วนโรงเรียนของชาวอามิช ทั้งโรงเรียนมีห้องเดียวเท่านั้น เด็กทุกคนเรียนรวมกัน และศาสนาอนุญาตให้เรียนได้ถึงแค่ชั้น ม.2 เพียงให้อ่านออก เขียนได้ คำนวณได้ รู้ประวัติศาสตร์บ้าง ทำไร่นาได้ ค้าขายได้ และที่สำคัญคือ รู้หลักศาสนาให้มากที่สุด
ครั้งแรกรัฐบาลอเมริกันไม่ยอมให้เรียนแค่นี้ แต่ชาวอามิชได้นำเรื่องขึ้นศาลสูงสุด และในที่สุดก็ชนะค่ะ เด็กๆ จึงไม่ต้องเรียนมากกว่านั้น ไม่มีชาวอามิชคนไหนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเลย เพราะไม่เห็นว่าจำเป็นต่อวิถีชีวิตแบบนี้ และเมื่ออายุ 18 ปี พวกเขามีสิทธิเลือกว่าจะอยู่เป็นอามิชต่อ หรือจะออกไปนับถือศาสนาอื่น และใช้ชีวิตแบบอเมริกัน เด็กกว่า 80% เลือกจะคงวิถีอามิช และเริ่มต้นมองหาคู่ แต่งงาน เริ่มต้นครอบครัวในกลุ่มของอามิชด้วยกัน
หนูดีไปเห็นทั้งหมดนี้ ด้วยความทึ่งและประทับใจว่ามีคนกลุ่มหนึ่งในโลกที่มีความเชื่อของตัวเองหนักแน่น ถึงขนาดที่เกาะกลุ่มกันอยู่ได้มั่นคง ในโลกที่เต็มไปด้วยกระแสความเปลี่ยนแปลงแบบในอเมริกา เป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว และพวกเขาไม่ได้อยู่กันอย่างชนกลุ่มน้อยที่ไร้สง่าราศี แต่เป็นคนกลุ่มเล็กที่เต็มไปด้วยศักดิ์ศรี ความภูมิใจในวิถีชีวิตและความเชื่อของตัวเอง มีความสุขอย่างเรียบง่าย ไม่ตื่นเต้นไปกับเทคโนโลยีและสิ่งเย้ายวนต่างๆ และเมื่อต้องขึ้นศาลกับรัฐบาลอเมริกันกี่ครั้งในเรื่องความเชื่อของตัวเอง พวกเขาก็สามารถรวบรวมข้อมูลและให้การต่อศาลได้อย่างน่าเชื่อถือ จนสามารถคงวิถีนี้ได้ อย่างไม่กระทบกระเทือน
การได้ออกไปเห็นชีวิตคนอื่นบ้างก็ดีนะคะ เป็นการจุดประกายความคิดของเราให้ได้เห็นว่า การมีความสุขอย่างเรียบง่ายมีได้หลายแบบจริงๆ







