
อย่าปล่อยให้เวลา...ผ่านไป
บทสนทนาระหว่างชายอายุประมาณ 50 ปลายๆ สองคน ในรถยนต์คันหนึ่ง
โดย...ดำรงค์ พิณคุณ ภาพ เอเอฟพี
บทสนทนาระหว่างชายอายุประมาณ 50 ปลายๆ สองคน ในรถยนต์คันหนึ่ง
“ลงไปกอดเธอสิ” พ.ท.แอนโทนี พูด
“แต่...ผมไม่ได้เจอลูกสาวมา 18 ปีแล้ว” จ.ส.อ.มาร์ค ตอบ
“เชื่อผมสิ...ถ้าผมมีโอกาสกอดลูกสาวผม...ผมจะกอดเธอทุกวัน” พ.ท.แอนโทนี พูด
หลังจากที่ พ.ท.แอนโทนี พูดจบ ทำให้ จ.ส.อ.มาร์ค เดินเข้าไปในบ้านของลูกสาวที่ไม่ได้เจอเธอมานานถึง 18 ปี เพราะต้องไปร่วมรบที่สงครามเวียดนาม
ก่อนหน้านั้น 18 ปี สมัยที่ทั้งสองคนยังหนุ่ม จ.ส.อ.มาร์ค เป็นหน่วยแพทย์ทหารของสหรัฐอเมริกา ที่ไปอยู่ในสงครามเวียดนามในฐานะผู้ช่วยรักษาบาดแผลของเพื่อนทหารที่บาดเจ็บจากสงครามมากมาย หลังกลับจากสงครามเวียดนาม จ.ส.อ.มาร์ค ติดมอร์ฟีน ซึ่งนำไปฉีดให้กับผู้บาดเจ็บที่ต้องระงับปวดด้วยมอร์ฟีน ภรรยาของมาร์คพยายามพาไปเลิกอาการติดยา เพราะมาร์คเริ่มเสพยาเสพติดชนิดอื่นด้วย แต่มาร์คไม่ยอมไป นานวันเข้าเขากลายเป็นคนติดยาอย่างถาวร ต้องหย่ากับภรรยา และเดินออกมาจากครอบครัวที่มีลูกสาวเล็กๆ อายุเพียง 7 ขวบเท่านั้น
จ.ส.อ.มาร์ค กลายเป็นคนเร่ร่อน ไม่มีหลักแหล่ง ไม่มีเงิน ต้องหาเศษอาหารทาน เป็นอยู่อย่างนั้นหลายปี
คืนหนึ่งมีเพลิงไหม้บริเวณที่คนจรจัดนอน มีศพคนตาย 9 คน หนึ่งในนั้นถูกแพทย์ระบุว่าเป็น จ.ส.อ.มาร์ค เพราะสัดส่วนความสูง และขนาดของหัวกะโหลก ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีวิธีการตรวจ DNA และสภาพศพก็ไหม้เกรียมหมดทุกราย
หลังจากคืนที่มีเพลิงไหม้ครั้งใหญ่นั้น จ.ส.อ.มาร์ค เข้าไปรักษาตัวในสถานบำบัดคนติดยา โดยใช้ชื่อใหม่ เปลี่ยนตัวตนใหม่ และออกมาใช้ชีวิตกับตัวตนใหม่ ที่เขาคิดว่ามาร์คคนเก่าที่ติดยาได้ตายไปในกองเพลิงนั้นแล้ว มาร์คใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง ไม่เคยกลับไปหาภรรยาเก่าและลูกสาว เพราะทุกคนในโลกคิดว่า มาร์คเสียชีวิตไปในกองเพลิงในคืนนั้นแล้ว เขาหาเงินด้วยการวาดรูปเหมือนตามสวนสาธารณะ โดยใช้เพียงดินสอกับกระดาษเท่านั้น ก็สามารถหารายได้พอประทังชีวิตได้ โดยการจ่ายค่าห้องพักราคาถูกมานานนับสิบปี ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย
วันหนึ่งที่สวนสาธารณะ มีหญิงสาวตั้งท้องโดนนักล้วงกระเป๋าวิ่งเข้ามาชน ทำให้เธอต้องล้มลงไปนอน และมีเลือดไหลออกมาระหว่างขาทั้งสองข้าง มาร์คเคยเป็นหน่วยแพทย์ทหารจึงรีบเข้าไปช่วยด้วยสัญชาตญาณของสุภาพบุรุษคนหนึ่ง
ระหว่างทางที่ไปที่โรงพยาบาลนั้น ผู้หญิงท้องขอร้องให้มาร์คโทรไปหาสามีของเธอว่า เธออยู่ที่โรงพยาบาลไหน สามีของเธอเป็นตำรวจและเป็นลูกน้องของ พ.ท.แอนโทนีซึ่งทั้งสองคนกำลังดื่มกาแฟกัน จึงมาหาที่โรงพยาบาลพร้อมกัน ด้วยความกังวลใจ เมื่อ พ.ท.แอนโทนี เห็นมาร์ค เขาจำมาร์คได้ทันที เพราะมาร์คเป็นแพทย์ทหารที่รักษาตัวเขาในสงครามเวียดนาม ทำให้แอนโทนีกลับมามีชีวิตรอด และมาสมัครเข้าเป็นตำรวจหลังจากกลับจากสงครามเวียดนาม
แอนโทนี เล่าให้มาร์คฟังว่า เมื่อเขาถูกส่งตัวกลับมา ขณะที่สลบไป 2 เดือนกว่า ช่วงนั้นภรรยาและลูกของแอนโทนีประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะบอกลาภรรยาและลูกสาวด้วยซ้ำแอนโทนีช่วยเหลือมาร์คเป็นการตอบแทน ด้วยการอยู่เป็นเพื่อนพูดคุยด้วย ทานอาหารด้วยกัน ดื่มกาแฟด้วยกัน และทั้งสองคนชอบพูดกันถึงความหลังที่ผ่านมา
เวลาผ่านไปนาน 2 เดือน แอนโทนีพามาร์คขึ้นรถยนต์ แล้วไปจอดหน้าบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งแอนโทนีใช้เวลา 2 เดือนนี้สืบหาที่อยู่ของลูกสาวมาร์ค และบ้านหลังนั้นคือ บ้านของลูกสาวมาร์ค เพื่อนจากสงครามชวนให้เพื่อนที่ชื่อมาร์คลงไปหาลูกสาว เข้าไปหาลูกสาว แล้วเข้าไปกอดเธอ แต่มาร์คไม่ยอมไป เขาอยากเจอ แต่ไม่กล้าพอที่จะเดินเข้าบ้านหลังนั้น กระทั่งแอนโทนีพูดว่า...
“เชื่อผมสิ...ถ้าผมมีโอกาสกอดลูกสาวผม...ผมจะกอดเธอทุกวัน”
แอนโทนี ผู้พลาดโอกาสใช้ชีวิตกับครอบครัว เปิดใจคุยกับเพื่อน เพราะเขาเชื่อว่า ไม่มีอะไรที่มีความสุขได้มากกว่าการได้อยู่กับครอบครัว อยู่กันพร้อมหน้า และแอนโทนีไม่มีโอกาสนั้นแล้ว แต่เพื่อนของเขาที่ชื่อมาร์ค ยังมีโอกาสที่ได้กอดลูกสาวอีกครั้ง
ในที่สุดมาร์คก็กล้าเผชิญหน้า หลังจากหายตัวไป 18 ปี ลูกสาวของมาร์คเชื่ออยู่เสมอว่า “พ่อยังมีชีวิตอยู่” และรอคอยการกลับมาของพ่อเสมอ
สุดท้ายแอนโทนีก็นำความสุขกลับมาให้กับเพื่อนที่เคยช่วยชีวิตเขาไว้ เพราะเขาเป็นคนที่รู้ดีที่สุดว่า “ความสุขอยู่ไม่ไกลจากตัวเรา ความสุขเกิดขึ้นไม่ยาก เพียงแค่ครอบครัวได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากัน...แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว”
ดำรงค์ พิณคุณ ประธานกรรมการ บริษัท ดำรงค์พิณคุณ เป็นวิทยากร หลักสูตร “The Success”หลักสูตรที่จะบอกความลับของความสำเร็จ และกลยุทธ์ในการบริหารความสำเร็จ ผู้แต่งหนังสือ เกาสมองเกามนุษย์ เกาเวลา เกาโลก เกาตลาด คัมภีร์ห้าเหรียญและ The Success พร้อมทั้งเป็นผู้คิดค้นหลักสูตรThe Success หรือ “ศาสตร์แห่งความสำเร็จ” เพื่อเพิ่มพลังชีวิต พลังความคิด ให้มีแรงต่อสู้ในชีวิต







