posttoday
รัฐไม่ปล่อย-ศก.ไม่แกร่ง สกัดหยวนโกอินเตอร์

รัฐไม่ปล่อย-ศก.ไม่แกร่ง สกัดหยวนโกอินเตอร์

02 เมษายน 2558

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

กลายเป็นเรื่องน่าลุ้นที่ควรต้องติดตามอย่างใกล้ชิด สำหรับการประชุมในเดือน ต.ค.ปีนี้ ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ประเด็นพูดคุยที่สำคัญที่สุด ก็คือ การพิจารณาทบทวนสิทธิถอนเงินพิเศษ (เอสดีอาร์-Special Drawing Rights) ซึ่งไอเอ็มเอฟจะจัดให้มีขึ้นทุกๆ 5 ปี

เหตุผลเพราะในปี 2015 นี้ มีความเป็นไปได้มาก ว่าสกุลเงินหยวนของจีนจะได้รับการพิจารณาให้เป็นสกุลเงินลำดับที่ 5 ของโลกที่ได้เข้าร่วมเอสดีอาร์

ยิ่งเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ ยังได้ออกมาแสดงความเห็นไปในเชิงที่บ่งชี้ได้ว่า มีความเป็นไปได้ค่อนข้างมากที่ค่าเงินหยวนจะได้เข้าร่วมกับกลุ่มเอสดีอาร์ด้วยแล้ว
เหล่านักวิเคราะห์ทั่วโลกต่างเริ่มให้น้ำหนักกับสกุลเงินจากแดนมังกรมากขึ้น

โดยเฉพาะในประเด็นที่ค่าเงินหยวนจะก้าวขึ้นมามีบทบาทเด่น ในฐานะหนึ่งในสกุลเงินหลักของโลก

อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังข้างต้นกลับมีปัจจัยน่ากังขาให้หลายฝ่ายอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า จีนกับค่าเงินหยวนพร้อมแล้วจริงหรือ สำหรับบทบาทสกุลเงินหลักของโลก หลังรายงานของสวิฟท์เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าปริมาณการใช้เงินสกุลเงินหยวนในช่วงเดือน ก.พ. มีสัดส่วนลดลง โดยร่วงจากลำดับที่ 5 ในเดือน ม.ค. มาอยู่ในลำดับที่ 7 หรือจาก 2.06% มาอยู่ที่ 1.81%

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันเล็กน้อยเสียก่อนว่า เอสดีอาร์ของไอเอ็มเอฟ คือสกุลเงินระหว่างประเทศที่ใช้เป็นหน่วยค่าเงินเพื่อใช้ในระบบสำรองเงินตราระหว่างประเทศ และเป็นเงินสกุลหลักของโลกสำหรับกำหนดอัตราอ้างอิง ในปัจจุบันประกอบด้วย 4 สกุลหลักด้วยกัน คือ 1) สกุลเงินเหรียญสหรัฐ 2) สกุลเงินยูโรของยุโรป 3) สกุลเงินเยนของญี่ปุ่น และ 4) สกุลเงินปอนด์สเตอร์ลิงของอังกฤษ

ทั้งนี้ ประเทศที่ได้อยู่ในกลุ่มตะกร้าเงินดังกล่าวจะได้รับความเชื่อถืออย่างมากในระบบการเงินของโลก มีบทบาทต่อการค้าขายและการชำระเงินระหว่างประเทศ และได้รับความนิยมในการถือครองสำหรับการเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ จนอาจเรียกได้ว่ามีสิทธิสถานะพิเศษมากกว่าสกุลเงินอื่นๆ

ยิ่งไปกว่านั้น การเป็นส่วนหนึ่งของตะกร้าเงินไอเอ็มเอฟ ยังช่วยลดต้นทุนการกู้ยืม เพิ่มปริมาณความต้องการถือครองเงินหยวน และทำให้สกุลเงินหยวนมีมูลค่าในตัวเองเฉกเช่นเดียวกันกับ หรือเทียบเท่ากับสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ของมหาอำนาจหมายเลข 1 ของโลกอย่างสหรัฐนั่นเอง

แน่นอนว่า สำหรับนักวิเคราะห์และ ผู้เชี่ยวชาญซึ่งติดตามความเคลื่อนไหวของระบบการเงินของจีนมาอย่างต่อเนื่อง ย่อมพอจะจับทิศทางได้นานแล้วว่า รัฐบาลกรุงปักกิ่งภายใต้การนำของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง นายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง และผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) โจวเสี่ยวฉวน พยายามผลักดันให้สถานะสกุลเงินหยวนมีความเป็นสากล หรือมีการใช้มากขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกมานานต่อเนื่องหลายปีแล้ว

ขณะเดียวกัน ครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่จีนผลักดันให้สกุลเงินหยวนเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเอสดีอาร์ โดยก่อนหน้านี้จีนพยายามยื่นเรื่องขอเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตะกร้าเงินมาแล้วเมื่อปี 2010 แต่ความพยายามในครั้งนั้นไม่ประสบผล ด้วยเหตุผลที่ว่าค่าเงินหยวนในขณะนั้นยังไม่ปล่อยเสรีตามกลไกตลาดอย่างเพียงพอ

ดังนั้น จึงอาจถือเป็นคำอธิบายที่สมเหตุสมผลว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกได้เห็นความเคลื่อนไหวในเชิงรุกของธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) มากขึ้นในการที่จะปลดปล่อยค่าเงินหยวนให้เป็นไปตามกลไกตลาด

ไล่เรียงตั้งแต่การผ่อนคลายกฎการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน การขยายช่วง แบนด์แลกเปลี่ยนเงินหยวนระหว่างวัน การเปิดศูนย์ซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินหยวนโดยตรงนอกประเทศจีนหลายแห่ง และล่าสุดคือการเดินหน้าเปิดใช้ระบบชำระเงินระหว่างประเทศ (ซีไอพีเอส-China International Payment System) ซึ่งจะเปิดทางให้ธนาคารต่างชาติเข้ามามีบทบาทในการดำเนินการชำระเงินหยวนระหว่างประเทศมากขึ้น

กระนั้นแม้จะมีการดำเนินการเพื่อสนับสนุนการใช้เงินหยวน และเสริมสร้างสถานะของเงินหยวนจนมีการใช้งานมากขึ้น กระทั่งติด 5 อันดับแรกของโลกในฐานะสกุลเงินที่มีการใช้มากที่สุดในปี 2014 แต่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งระบุชัดว่า การกระทำดังกล่าวก็ยังไม่เพียงพอที่จะเขยิบสถานะให้เงินหยวนของจีนเป็นสกุลเงินหลักของโลกอยู่ดี

เหตุผลเพราะ 1) รัฐบาลจีนยังไม่ยอมปล่อยให้เงินหยวนเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดอย่างแท้จริง และ 2) นักลงทุนเริ่มไม่เชื่อมั่นต่อความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจจีน

ในส่วนของเหตุผลข้อแรกข้างต้นนี้ นับว่ายังคงเป็นปัจจัยที่เห็นได้ชัดที่สุด เห็นได้จากความเคลื่อนไหวของค่าเงินหยวนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับสกุลเงินประเทศกำลังพัฒนาและประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่

ขณะที่สกุลเงินของประเทศกำลังพัฒนาผันผวนหนักตามทิศทางตลาดและสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ค่าเงินหยวนของจีนกลับเปลี่ยนแปลงในอัตราที่เล็กน้อย และแทบจะทุกครั้งที่มีแนวโน้มว่าเงินหยวนจะเคลื่อนไหวในทิศทางที่เป็นลบต่อเศรษฐกิจ พีบีโอซีและรัฐบาลจีนจะออกมาเคลื่อนไหว ออกมาตรการกำกับควบคุมเงินหยวนทันที

เรียกได้ว่า เพียงแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ที่จะได้ข้อสรุปว่าจีนยังไม่ยอมปล่อยเสรี ค่าเงินหยวนตามกลไกตลาดอย่างแท้จริง

สำหรับเหตุผลข้อที่ 2 นี้ สืบเนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจของจีนเป็นหลัก หรือพูดให้เข้าใจง่ายขึ้น ก็คือ การใช้เงินหยวนทั่วโลกจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจจีนนั่นเอง

ทว่าในช่วง 2-3 ปีให้หลังมานี้ เศรษฐกิจจีนชะลอความร้อนแรงลงค่อนข้างมาก จนส่งผลกระเทือนความเชื่อมั่นนักลงทุน และเลยไปถึงความต้องการใช้เงินหยวนในตลาด

ข้อมูลข้างต้นสอดคล้องกับความเห็นจากเจ้าหน้าที่อาวุโสกระทรวงการคลังสหรัฐที่ระบุอย่างชัดเจนว่า ยังคงมีเหตุผลหนักแน่นเพียงพอที่ทำให้เชื่อได้ว่า ความเคลื่อนไหวของค่าเงินหยวนยังคงเกี่ยวข้องกับการแทรกแซงจากรัฐบาลจีนเป็นหลัก

ขณะที่ ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ แม้จะมีท่าทีเป็นบวกต่อการที่จีนจะเข้าร่วมตะกร้าค่าเงิน ก็ยังไม่วายส่งสารทักท้วงประมาณว่า ประเด็นหลักไม่ใช่ว่าจีนจะเข้าร่วมได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าจีนจะสามารถพร้อมเข้าร่วมได้เมื่อไรมากกว่า

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากความเคลื่อนไหวที่รัฐบาลจีนยังคงมีการแทรกแซงค่าเงินหยวนอยู่เป็นระยะ และการที่พญามังกรยังคงอยู่ในระหว่างการปรับกระบวนทิศทางเศรษฐกิจของตนเองที่ยังไม่อาจชี้ขาดผลลัพธ์ได้ชัดว่าจะเป็นบวกหรือลบ บทบาทของสกุลเงินหยวนในการเป็นเงินสกุลหลักบนเวทีเศรษฐกิจโลกย่อมเป็นเรื่องที่ต้องคิดกันอีกยาว

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล