‘อิ๋ว-ปานรัตน กริชชาญชัย’ ความสุขในละครโรงเล็ก
โดย...นกขุนทอง ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน
โดย...นกขุนทอง ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน
การเสพละครเวทีของคนไทยแม้จะดีขึ้นกว่าหลายปีที่ผ่านมา หากแต่ก็ยังจำกัดเฉพาะกลุ่ม ยังไม่ใช่ศิลปะที่ผู้ชมเข้าไปดู ยอมควักเงินอุดหนุนมากนัก สำหรับละครเวทีฟอร์มใหญ่มีนักแสดงมีชื่อเสียง มีโหมการประชาสัมพันธ์ หรือละครเวทีส่งตรงมาจากบรอดเวย์ ต่างก็เรียกความสนใจของผู้คนให้หันไปดูได้
ทว่าละครเวทีฟอร์มเล็ก แสดงในโรงละครเล็กๆ มีนักแสดงไม่กี่คน ชื่อเสียงไม่โด่งดังคับประเทศ การที่จะมาอยู่ในจุดที่ผู้คนให้มาสนใจนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีกลุ่มคนที่ยังมุ่งมั่นที่จะเดินตามเส้นทางนี้ เพราะมั่นใจว่าอนาคตข้างหน้า จะต้องดีกว่า...
“อิ๋ว-ปานรัตน กริชชาญชัย” เป็นอีกหนึ่งคนที่ยืนอยู่อย่างเด่นชัดในเส้นทางที่เขาเลือก แม้ว่าประสบการณ์และโอกาสสามารถก้าวไปร่วมงานในโปรเจกต์ใหญ่ๆ ได้ แต่เธอเลือกที่จะปั้นแต่งตัวละครให้โลดแล่นในโรงละครเล็กมานานนับ 10 ปี ตั้งแต่เรียนจบปริญญาโทด้านการแสดงจาก Royal Holloway, University of London (ปริญญาตรีจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
มีผลงานการกำกับการแสดงและเขียนบท เช่น ช่อมาลีรำลึก สุดทางที่บางแคร์ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีแม่กับฉัน เจ้าโรค มนต์รักคลองแสนแสบ ทะเลสาบสีทอง สาวเครือฟ้าตามหาผู้ประพันธ์ ฯลฯ ทำงานละครเวทีในนามกลุ่มละคร “New Theatre Society” เช่น นางนาก เดอะ มิวเซียม เงามัจจุราช Plastic Girl ฯลฯ
“ละครโรงเล็กมันมีเสน่ห์ เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อเงิน ไม่ได้มีสปอนเซอร์ ไม่มีระบบดารามามีเงื่อนไขกับเรา เสน่ห์ของมันตรงที่มันเล็ก ไม่มีใครมาสร้างเงื่อนไข เราเล่าได้อย่างเต็มที่ สามารถอยู่ในมุมเล็กๆ ของเรา ใกล้ๆ กับคนดู ได้ใช้ศิลปะการแสดงเต็มที่ ไม่ต้องใช้ไมค์ มันคือร่างกายและจิตใจกับคนดู ร่างกายที่เราได้ฝึกฝนมา ฝึกเสียง สมาธิ จินตนาการ นี่แหละเป็นเสน่ห์ของคำว่าศิลปะการแสดงที่เรียนมาจริงๆ ละครเวทีโรงเล็กแทบไม่มีเครื่องมืออื่น ฟิกเราอยู่ตรงนั้น 2 ชั่วโมง แต่เราต้องต่อสู้กับจำนวนคนดูว่าเขาจะมาดูเราไหม”
ไม่เพียงละครเวทีโรงเล็กที่แต่ละแห่งจุคนดูได้ 20-60 คน จำนวนคนเล่นก็น้อย มีตั้งแต่ 1 คน ไปถึง 10 คนนิดๆ ไม่เท่านั้นงบประมาณก็ยังน้อยนิด แล้วไร้แรงหนุนจากสปอนเซอร์ด้วย ช่องทางการประชาสัมพันธ์ก็น้อย
“ตอนแรกๆ ท้อ เพราะคนดูน้อยจัง พอกาลเวลาผ่านไปเข้าใจธรรมชาติ นี่แหละคือเสน่ห์ โชคดีที่หลังๆ มีกลุ่มคนดูประจำ หลังๆ ไม่เคยเจอคนดูโล่งเลย มันเริ่มมีข่าวปากต่อปาก เพื่อนชวนเพื่อน ชวนพ่อแม่มาดู 4-5 ปีหลังๆ ที่นั่งเต็ม ว้าว ผู้ชมเลือกมาทางนี้มากขึ้น ที่สำคัญมีการเรียนการสอนสาขาศิลปะการแสดงมากขึ้น นักศึกษาก็ไขว่คว้ามาดูเรา เพราะละครโรงเล็กใกล้กับสิ่งที่เขาเรียน ในฐานะคนที่อยู่ในวงการรู้สึกดีมาก อดไม่ได้ที่จะชื่นใจ ละครเวทีเรื่องหนึ่งใช้เวลาทำ 3 เดือน คิดอีก 3 เดือน ในที่สุดมีคนมาปรบมือให้ มีคนเขียนรีวิวให้ เหมือนเป็นของขวัญ คือความรู้สึกทางใจที่ทำให้เราเสพติดกับละครเวทีโรงเล็กอยู่ทุกวันนี้”
แม้ว่าผู้คนจะหันมาชมละครเวทีโรงเล็กมากขึ้น แต่ถ้าพูดถึงเรื่องผลตอบแทนนั้นยังห่างไกล เรียกว่าควักเนื้อน้อยลงจากเมื่อก่อนเสียมากกว่า
“ถ้าพูดเรื่องเชิงพาณิชย์ไม่พอแน่นอน เรียกว่าเป็นงานอดิเรกที่จริงจัง เลิกงานแล้วมาทำ ทุกคนตั้งตารอคอย เราไม่ได้ทำเพื่อเงิน เป็นเรื่องของจิตใจ เหมือนการสะสมแสตมป์ ดอกไม้แห้ง มีเพรสชั่นที่จะว้าว บางคนเป็นนักบำบัด สัตวแพทย์ เป็นอาจารย์ ก็มาเล่นละครเวที แต่มันเลี้ยงชีพไม่ได้ มีหลายกลุ่มละครที่พยายามให้เลี้ยงชีพให้ได้ เราเองก็หวังเช่นนั้น สำหรับพวกเราคุยกันบ่อยมาก เป็นไปได้ไหม มีระบบเงินเดือนแบบสิงคโปร์ ในอนาคตคิดว่าทำได้แน่นอน แต่ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ปัจจุบันเรายังมีการลงขันกัน 5,000 บาท บ้าง งบประมาณเรื่องหนึ่ง 2-3 หมื่นบาท เสื้อผ้าหาเอง แต่งหน้าเอง ได้เงินค่าตั๋วมาค่อยจ่ายค่าโรงละคร คือถ้าเทียบกับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนนี้ก็ถือว่าเติบโตมาก เมื่อก่อนแทบไม่มีเงินตอบแทนนักแสดง จบโปรเจกต์ไปเลี้ยงข้าวฉลองกัน ตอนนี้บางเรื่องได้รับการตอบแทนเป็นหลักหมื่นก็มี ซึ่งมีแนวโน้มที่จะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นไปได้”
มาถึงผลงานล่าสุด ที่เธอรับหน้าที่เป็นคนเขียนบทและร่วมแสดงเองด้วย ในเรื่อง “กุลสตรีศรีสยาม” ละครเวทีมิวสิคัล ดัดแปลงบทจากมิวสิคัล “My Fair Lady” และบทประพันธ์ต้นเรื่อง “Pygmalion” ของ “George Bernard Shaw”
“ทั้งเคยดูและเคยอ่าน ประทับใจ ชอบมาก พอได้รับโจทย์จากคุณเอี่ยว (วสุรัชต อุณาพรหม-อำนวยการผลิต) ว่าจะทำละครเวทีเรื่องนี้ ก็มาคุยกัน 3 คน รวมกับผู้กำกับด้วย (เศรษฐ์สิริ นิรันดร) ว่าจะมาเป็นบริบทคนไทยยังไง แล้วเราจะนำนางเอกไปสู่งานสังคม ซึ่งเป็นไฮไลต์ได้ยังไง ต้นฉบับเดิมไปงานแข่งม้า แต่สิ่งเหล่านี้ของไทยไม่ได้ใกล้ตัวเราเลย แล้วงานไหนที่ใกล้ตัวผู้หญิง ที่ผู้หญิงจะไปพิสูจน์ตัวเอง จึงมาลงตัวที่ประกวดนางสาวไทยที่เราคุ้นเคย
มานั่งคุยกันเรื่องยุคสมัย เรานึกไปถึงนางสาวไทยตอนที่บูมมากๆ คือปี 2511 ที่ไทยได้นางสาวจักรวาล มันเข้ากับบริบทของ My Fair Lady ยุคนั้นคนเครซี่นางงาม เป็นยุคที่คนในสังคมโหยหาความสวยงาม เอาประเด็นนั้นมาเล่น ความสวยงามอยู่ที่ตรงไหน แล้วมีความชัดเจนเรื่องชนชั้นทางสังคม มีกลิ่นอายสังคมยุคที่ต้องออกงาน”
กุลสตรีศรีสยาม ดูคล้ายจะเป็นละครคอมเมดี้พาผู้ชมให้ยิ้ม หัวเราะไปตามท้องเรื่อง แต่ยังสอดแทรกข้อคิดและเรื่องราวเสียดสีชนชั้นในสังคม
...จากดอกหญ้าไร้ราคา สู่ดอกฟ้าเลอค่าในสรวงสังคม
“บทเชื่อมโยงความสนุกสนานหวานแหววแนวโรแมนติกกับความคิดอันลึกซึ้งระดับปรัชญา จึงคล้ายช็อกโกแลตสอดไส้วิตามินรวมอยู่ มีสารบางอย่าง ไม่ได้เป็นเมสเซจที่หนักหนา อยากเปลี่ยนโลก แต่เราอยากบอกว่า คุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่เปลือกนอก อยู่ที่จนรวย แต่อยู่ที่การกระทำ การให้ค่า อยู่ที่มุมมองของเรา เขาขายพวงมาลัย แต่ถ้าเรามีมุมมองที่เคารพเขาก็เป็นนางสาวสยามได้ การตัดสินคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน้าตาหรือท่าทางคนนั้น ขึ้นอยู่กับมุมมองของคนที่มองไปถึงคนนั้นมากกว่า”
ละครเวที “กุลสตรีศรีสยาม” ทำการแสดงที่ โรงมหรสพทองหล่อ ตั้งแต่วันนี้ – 9 เม.ย. เวลา 20.00 น. สำหรับวันเสาร์ เพิ่มรอบเวลา 15.00 น. (งดแสดงวันที่ 2 เม.ย.) บัตรราคา 690 บาท ทุกที่นั่ง ติดต่อจองบัตร โทร.09-5542-4555, 09-5924-4555


